แหล่งเงินได้
มาตรา 41 ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย
|
สรุปแนวทางพิจารณาข้อหารือด้านภาษีอากร กรณีการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมและกองทุนบำเหน็จบำนาญในต่างประเทศ (สวิตเซอร์แลนด์) สำหรับพนักงานต่างชาติที่ปฏิบัติงานในประเทศไทย มีรายละเอียดดังนี้ 1. เงินสมทบส่วนของนายจ้าง (2/3) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่เงินสมทบประกันสังคมและกองทุนบำเหน็จบำนาญในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งชำระโดยบริษัทแม่ในส่วนของนายจ้าง (2/3) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของพนักงานตามมาตรา 40 (1) หรือไม่ คำตอบ ในส่วนของนายจ้างไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของพนักงาน ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร "เงินได้พึงประเมิน" หมายความรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์ใดๆ อันอาจคำนวณได้เป็นเงิน ที่ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงาน ซึ่งกรณีนี้พนักงานไม่ได้รับแต่ผู้ที่รับเป็นส่วนทางราชการของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งหากเทียบเคียงกับกองทุนประกันสังคมในประเทศไทย และรายจ่ายนี้ถือเป็นรายจ่ายของบริษัทแม่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่หากส่วนของลูกจ้างถ้าบริษัทแม่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รับผิดชอบแทนลูกจ้าง เช่นนี้ จะถือเป็นเงินได้ของพนักงาน 2. เงินสมทบส่วนของพนักงาน (1/3) ที่บริษัทแม่เรียกเก็บ ถือเป็นเงินได้หรือไม่ ในส่วนของเงินสมทบที่เป็นภาระของพนักงาน (1/3) หากมีการชำระผ่านบริษัทฯ ถือเป็นเงินได้ของพนักงานที่ต้องรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ คำตอบ ในส่วนเงินสมทบของพนักงาน ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของพนักงาน ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร "เงินได้พึงประเมิน" หมายความรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์ใดๆ อันอาจคำนวณได้เป็นเงิน ที่ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงาน ซึ่งกรณีนี้พนักงานไม่ได้รับจากบริษัทใดๆ แต่เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายชำระให้แก่ประกันสังคมของประเทศสวิตเซอร์แลนด์
3. รายจ่ายนี้สามารถนำมาหักออกจากเงินได้พึงประเมิน (ค่าใช้จ่าย/ลดหย่อน) ได้หรือไม่รายจ่ายนี้เกี่ยวข้องกับการคำนวณเงินเดือนในประเทศไทย สามารถถือเป็นรายจ่ายที่หักออกจากเงินได้พึงประเมินได้หรือไม่ คำตอบ ผู้มีเงินได้ พนักงานไม่สามารถนำเงินประกันสังคมหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญในประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาหักลดหย่อนในประเทศไทยได้ - ค่าลดหย่อนประกันสังคม : ตามมาตรา 47(1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร ให้หักลดหย่อนเฉพาะเงินสมทบที่จ่ายเข้า กองทุนประกันสังคมตามกฎหมายไทย เท่านั้น
- ค่าลดหย่อนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/บำนาญ : กฎหมายไทยให้สิทธิลดหย่อนเฉพาะกองทุนที่จดทะเบียนในประเทศไทยตามเงื่อนไขของกรมสรรพากรเท่านั้น
- ดังนั้น เงินสมทบที่จ่ายไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์จึง ไม่สามารถ นำมาหักเป็นค่าลดหย่อนเพื่อลดภาระภาษีในประเทศไทยได้
และในส่วนของบริษัทฯ ก็ไม่สามารนำมาบันทึกเป็นรายจ่ายได้ เนื่องบริษัทฯ ไม่ได้รับผิดชอบจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว มาตรา 47 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีก ดังต่อไปนี้ (1) ลดหย่อนให้สำหรับ (ช) เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวงตามมาตรา 65 ตรี (2) ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท (ฌ) เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมตามจำนวนที่จ่ายจริง ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2533 ใช้บังคับ 3 ก.ย. 2533 เป็นต้นไป ) |
4. หน้าที่ในการคำนวณภาษีเงินได้ และหักภาษี ณ ที่จ่ายบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำมูลค่าของเงินสมทบดังกล่าว (ทั้งส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง) มารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และหักภาษี ณ ที่จ่ายเพิ่มเติมหรือไม่ คำตอบ บริษัทในประเทศไทยมีหน้าที่ดังนี้: - ไม่รวมคำนวณเงินได้ : บริษัทฯ ไทยไม่ ต้องนำเงินสมทบส่วนที่บริษัทแม่จ่ายส่วนของนายจ้าง (2/3) และเงินส่วนของลูกจ้างที่เรียกเก็บจากพนักงาน (1/3) มารวมกับเงินเดือนในไทยเพื่อถือเป็นฐานเงินได้พึงประเมินแต่อย่างใด ตามคำตอบข้อ 1 เนื่องจากบริษัทฯ ไทยไม่ได้รับผิดชอบจ่ายเงินได้ในส่วนนี้
- ประเด็น Mark up 2% : ส่วนที่บริษัทแม่บวกเพิ่ม 2% (ค่าบริหารจัดการ) ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน แต่ถือเป็นค่าบริการระหว่างบริษัท (Service Fee) ซึ่งหากบริษัทไทยมีการชำระคืนไปยังสวิตเซอร์แลนด์ จะต้องพิจารณาประเด็นภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.54) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) ในส่วนของค่าบริการแยกต่างหาก ดังนี้
ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.54) กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าบริหารจัดการ Mark up 2% ให้แก่บริษัทในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือเป็น “กำไรจากธุรกิจ” (Business Profit) เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าบริการดังกล่าวให้แก่นิติบุคคลต่างประเทศ ที่ตั้งอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรถ้าบริษัทในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่มีสถานประกอบการ ถาวรในระเทศไทยบริษัทฯ ไทย ผู้จ่ายเงินได้ไม่มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้ดังกล่าวเพื่อนำส่งกรมสรรพากรตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย - สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งบริษัทฯ จะต้องพิสูจน์รายจ่ายที่บริษัท สวิตเซอร์แลนด์ สำรองจ่ายมีจำนวนเท่าไหร่ และที่คิดค่าบริการเพิ่มมีเท่าไหร่ ประกอบการจ่ายเงินด้วย
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) ค่าบริหารจัดการที่ Mark up 2% ถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร(ในไทย) เมื่อมีการชำระราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการบริษัทฯ ไทย ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7%ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ หากยื่นแบบผ่าน Internet ขยายให้ถึงภายในวันที่ 15 วัน ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ และบริษัทฯ มีสิทธินำใบเสร็จตามแบบ ภ.พ.36 มาเป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 83/6 เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือ ราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้า หรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี (1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 “(2) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการจากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรทั้งนี้ เฉพาะ (ก) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน (ข) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการอื่นนอกจากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ทุกราย” |
หมายเหตุ บริษัทฯ จะต้องสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจ้างแรงงานและข้อตกลงกับบริษัทแม่ในสวิตเซอร์แลนด์ ว่าพนักงานรายนี้ไม่ได้เข้ามาเป็นตัวแทนหรือทำงานให้แก่บริษัทแม่แต่อย่างใด เพียงแต่การสำรองจ่ายในครั้งนี้ เนื่องด้วยต้องการรักษาสถานะของนาย A ไว้เป็นลูกจ้างตามเงื่อนไขของประเทศสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น ไม่ส่งผลให้บริษัทแม่เข้ามามี P/E ในประเทศไทยแต่อย่างใด
อ้างอิงคำตอบ
เรื่อง | ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีจ่ายค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch fee) | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 25/10/2012 | เลขที่หนังสือ | กค 0702/9406 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 76 ทวิ และมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร | ข้อหารือ | 1. บริษัทฯ ได้ทำข้อตกลงการจัดส่งพนักงาน ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2552 กับ บริษัท A โดย บริษัท A จะส่งพนักงานมาทำงานที่ประเทศไทยในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการมีหน้าที่ในการบริหารจัดการทั่วไป นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นระยะเวลา 4 ปี 2. ในระหว่างที่พนักงานเข้ามาทำงานในประเทศไทย พนักงานมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทฯ ตามสัญญาจ้างแรงงาน และยังคงมีฐานะเป็นลูกจ้างของ บริษัท A แต่ไม่มีหน้าที่งานหรือกระทำการใดๆ ให้กับ บริษัท A 3. บริษัทฯ มีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนตามข้อตกลงการจัดส่งพนักงาน ดังนี้ 3.1 บริษัทฯ จ่ายเงินเดือน โบนัส และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ให้แก่พนักงานที่มาทำงานในประเทศไทย 3.2 บริษัทฯ จ่ายเงินค่า Dispatch fee (ค่าจัดส่งพนักงานของ บริษัท A เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านการบริหารและการจัดการทั่วไปของบริษัทฯ) ซึ่งประกอบไปด้วยเงินเดือนในประเทศญี่ปุ่น เงินเดือนในประเทศไทยเบี้ยเลี้ยงประกัน และบำนาญ ให้แก่ บริษัท A โดย บริษัท A ไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการใดๆ เพิ่มเติมจากบริษัทฯ บริษัทฯ ขอหารือในประเด็นดังต่อไปนี้ 1. เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่า Dispatch fee ให้ บริษัท A บริษัทฯ มีหน้าที่ในการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ 2. บริษัทฯ สามารถนำอนุสัญญาภาษีซ้อนมาใช้ได้หรือไม่ 3. บริษัทฯ มีหน้าที่ในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ 4. ค่า Dispatch fee ที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่ บริษัท A ถือเป็นเงินได้ของพนักงานหรือไม่ | แนววินิจฉัย | 1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากข้อตกลงการจัดส่งพนักงานดังกล่าวกำหนดให้ บริษัท A ต้องจัดส่งพนักงานของ บริษัท A เข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 4 ปี กรณีจึงเป็นการให้บริการผ่านลูกจ้างหรือพนักงานอื่นเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่าหกเดือนภายในสิบสองเดือนใดๆ และถือได้ว่า บริษัท A มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 วรรคสี่ แห่งอนุสัญญาฯ และเนื่องจาก Dispatch fee เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาฯ และ บริษัท A ประกอบธุรกิจโดยผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย บริษัท A จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณจากค่าบริการทั้งสิ้นที่บริษัทฯ ต้องจ่ายให้ บริษัท A ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่าย Dispatch fee ให้แก่ บริษัท A บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 โดย บริษัท A มีสิทธินำไปใช้เป็นเครดิตในการชำระภาษีเงินได้ของตนในประเทศไทยได้ 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม การที่ บริษัท A ส่งพนักงานเข้ามาทำงานที่ประเทศไทยตามข้อตกลงการจัดส่งพนักงานเข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่า Dispatch fee ซึ่งเป็นค่าบริการตามข้อตกลงการจัดส่งพนักงาน ให้แก่ บริษัท A บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ของค่าบริการ ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งกรมสรรพากรภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงินได้ให้แก่ บริษัท A ตามข้อ 4 ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย การนำส่งภาษีเงินได้การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และการยื่นรายการ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 และมีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้นำส่งไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(18)(ค) และมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร 3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในกรณีที่พนักงานมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทฯ พนักงานดังกล่าวมีหน้าที่ต้องนำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการจ้างแรงงานดังกล่าว ไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกประเทศไทย มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และ ข้อ 14 แห่งอนุสัญญาฯ โดยบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ให้แก่พนักงาน มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับกรณีที่บริษัทฯ ออกเงินค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่พนักงาน ตามข้อตกลงการจัดส่งพนักงาน โดยพนักงานไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีเงินได้ด้วยตนเองเลยนั้น ให้นำค่าภาษีเงินได้ที่บริษัทฯ ออกแทนให้ ไปรวมกับค่าตอบแทนที่พนักงานได้รับในปีภาษีนั้น แล้วคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร จนกว่าจะไม่มีค่าภาษีเงินได้ที่บริษัทฯ ต้องออกแทนให้อีก ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 7/2528 เรื่อง การคำนวณเงินค่าภาษีอากรที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทต่างๆ ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2528 | เลขตู้ | 75/38334 |
เรื่อง | ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการชำระหนี้คงค้างระหว่างบริษัทในเครือ | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 01/10/2007 | เลขที่หนังสือ | กค 0706/9958 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ข้อกฎหมาย | มาตรา 77/1 มาตรา 80 และมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร | ข้อหารือ | บริษัท A (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัทฯ) ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ดำเนินธุรกิจจัดหางานในระดับผู้บริหารให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ บริษัทแม่ของบริษัทฯ คือ บริษัท A (บริษัทแม่) มีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา และมีบริษัท B (สิงคโปร์) จดทะเบียนและตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ และมีฐานะเป็นสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (Regional Office) ทั้งบริษัทแม่ และบริษัท B จะให้การสนับสนุนและช่วยเหลือการดำเนินงาน การรายงานทางการเงิน งานทรัพยากรบุคคล งานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการตลาดของบริษัทในเครือA ในประเทศแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ในการประกอบกิจการ บริษัทฯ จะรับคัดสรรบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งในองค์กรของลูกค้า โดยจะสรรหาผู้สมัครหรือบุคคลที่มีคุณสมบัติ และประสบการณ์ทำงานที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า บริษัทฯ จะได้รับค่าตอบแทนจากลูกค้าตามอัตราที่ตกลงกันไว้แต่จะไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมใด ๆ จากผู้สมัคร ขั้นตอนการดำเนินงานของบริษัทฯ ในการคัดสรรผู้สมัคร มีรายละเอียดโดยสรุปดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 ติดต่อลูกค้า โดยปกติ ลูกค้าของบริษัทฯ จะมาจากการแนะนำของบริษัทในเครือในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก หรือจากการแนะนำจากลูกค้าที่เคยใช้บริการของบริษัทฯ หรือเคยมีประสบการณ์ติดต่อกับบริษัทฯ ดังนั้น การดำเนินงานขั้นที่ 1 คือ การแนะนำลูกค้าให้กันระหว่างบริษัทในเครือ ขั้นที่ 2 จัดเตรียมสัญญาให้บริการจัดหางาน เมื่อบริษัทฯ รับทราบความต้องการของลูกค้าแล้ว บริษัทฯ จะจัดเตรียมร่างสัญญาให้บริการจัดหางาน เพื่อให้ลูกค้าพิจารณาหากลูกค้าตัดสินใจที่จะใช้บริการของบริษัทฯ ลูกค้าจะลงนามท้ายสัญญาดังกล่าว (งานที่ให้บริการลูกค้าหนึ่งรายสำหรับหนึ่งตำแหน่งงาน มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า "Engagement" หากบริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินการในขั้นที่ 2 บริษัทฯ จะถือเป็นคู่สัญญาของลูกค้า และจะถือเป็น ผู้เรียกเก็บเงินค่าบริการเต็มจำนวนจากลูกค้า หากบริษัทฯ ได้ขอความช่วยเหลือใด ๆในขั้นตอนอื่น ๆ จากบริษัทในเครือ บริษัทฯ จะต้องปันส่วนแบ่งรายได้ให้แก่บริษัทในเครือนั้น ๆ ตามอัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ตามสัญญา ขั้นที 3 ติดต่อประสานงานกับลูกค้า รวมทั้งสรุปปิด Engagement เป็นขั้นตอนในส่วนของการรายงานความคืบหน้าของงานที่บริษัทดำเนินการไปแล้ว หรืออยู่ในระหว่างดำเนินการจัดตารางเวลา กำหนดวันนัดสัมภาษณ์ระหว่างลูกค้าและผู้สมัคร เจรจาต่อรองเงินเดือนรวมทั้งผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้สมัครงานจะได้รับหากได้รับการจ้าง รวมทั้งสรุปปิด Engagement อนึ่งผลสำเร็จของงานในขั้นที่ 3 จะถือเป็นผลสำเร็จของงานขั้นสุดท้ายของ Engagement ขั้นที่ 4 ติดต่อประสานงานกับผู้สมัครงาน งานขั้นที่ 4 จะดำเนินไปพร้อม ๆกับงานขั้นที่ 3 โดยเป็นงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้สมัครงาน ซึ่งบริษัทฯ จะทำการสรรหาผู้สมัครจากกลุ่มเป้าหมาย สัมภาษณ์ผู้สมัครที่คัดสรรไว้ จัดทำรายงานประวัติของผู้สมัคร พร้อมข้อคิดเห็นของบริษัทฯ ที่มีต่อผู้สมัคร รวมทั้งทำการติดต่อประสานงานกับทั้งลูกค้า และผู้สมัครงานจนกว่าจะมีการเซ็นสัญญาจ้างงาน อนึ่ง การเซ็นสัญญาจ้างงานถือเป็นผลสำเร็จของงานในขั้นที่ 4 และก่อนการปิด Engagementในขั้นที่ 3 อัตราส่วนของการปันส่วนรายได้โดยประมาณ มีดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 10% ขั้นที่ 3 40% ขั้นที่ 2 10% ขั้นที่ 4 40% ในการให้บริการ บริษัทฯ และบริษัทในเครือในประเทศต่าง ๆ จะให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการหาลูกค้า รวมทั้งสรรหา และคัดเลือกผู้สมัครงาน โดยการให้ความช่วยเหลือข้างต้นจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัทฯ และบริษัทในเครือในต่างประเทศ ดังต่อไปนี้ 1. รายการระหว่างกันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงาน Engagement 1.1 ส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากการให้บริการช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง Engagement ซึ่งแยกออกได้เป็น 2 กรณี ดังนี้ 1.1.1 กรณีบริษัทฯ มีรายได้ ซึ่งได้แก่ กรณีที่ในการดำเนินงานในขั้นที่ 2 บริษัทในเครือเป็นคู่สัญญากับลูกค้าในการให้บริการจัดหาผู้สมัครงาน แล้วมอบหมายหรือแบ่งงานในขั้นตอนอื่น ๆ ให้บริษัทฯ ดำเนินการแทน บริษัทฯ จึงเรียกเก็บเงินส่วนแบ่งรายได้สำหรับการให้บริการช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Engagement จากบริษัทในเครือ 1.1.2 กรณีบริษัทฯ มีรายจ่าย ซึ่งได้แก่ กรณีที่บริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินงานในขั้นที่ 2 กล่าวคือ บริษัทฯ เป็นคู่สัญญากับลูกค้าตามสัญญาให้บริการจัดหาผู้สมัครงานแต่บริษัทฯมอบหมายหรือแบ่งงานในขั้นตอนอื่น ๆ ให้บริษัทในเครือดำเนินงานแทนและบริษัทในเครือจะเรียกเก็บค่าบริการจากส่วนแบ่งรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ Engagement จากบริษัทฯ 1.2 เงินทดรองสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่พนักงานของบริษัทในเครือ และเงินทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั่วไป อาทิเช่น ค่าประชุมวีดีโอทางจอภาพของผู้สมัครกับลูกค้าในบางโอกาส บริษัทในเครืออาจร้องขอให้พนักงานของบริษัทฯ ไปช่วยเหลืองาน Engagement ที่ต้องทำร่วมกันในต่างประเทศอาทิเช่น สัมภาษณ์ผู้สมัครงานในประเทศนั้น ๆ และบริษัทในเครือ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือการขอ ให้บริษัทฯ จัดการประชุมวีดีโอทางจอภาพของผู้สมัครที่อยู่ในประเทศไทยกับลูกค้าที่อยู่ในต่างประเทศเป็นต้น โดยบริษัทฯ จะจ่ายเงินทดรองค่าใช้จ่ายในการเดินทางกับพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไปก่อนแล้วเรียกเก็บจากบริษัทในเครือ และบริษัทในเครือ จะเรียกเก็บจากลูกค้าอีกทอดหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม บริษัทฯ อาจร้องขอให้บริษัทในเครือช่วยดำเนินการจัดประชุมวีดีโอทางจอภาพของผู้สมัครงานที่อยู่ในต่างประเทศกับลูกค้าของบริษัทฯ ที่อยู่ในประเทศไทย บริษัทในเครือก็จะออกเงินทดรองไปก่อนแล้วเรียกเก็บจากบริษัทฯ อีกทีหนึ่ง 1.3 เงินทดรองค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ผู้สมัครหากผู้สมัครมีความจำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปสัมภาษณ์งานกับลูกค้าในอีกประเทศหนึ่ง บริษัทฯหรือบริษัทในเครือที่เป็นผู้ดำเนินงานในขั้นที่ 2 จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้สมัครและจะเรียกเก็บเงินดังกล่าวจากลูกค้าตามจำนวนที่เกิดขึ้นจริง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สมัคร กลุ่มบริษัท A มีนโยบายการจ่ายเงินค่าเดินทางให้แก่ผู้สมัครตามภูมิลำเนาของผู้สมัคร โดยผู้สมัครมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ประเทศใดก็ให้เบิกค่าใช้จ่ายข้างต้นจากบริษัท A ในประเทศนั้น ๆ และหากบริษัทฯ มิได้เป็นผู้ดำเนินการขั้นที่ 2 แต่ได้ออกเงินทดรองค่าเดินทางให้แก่ผู้สมัครที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยแล้ว บริษัทฯ จะออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินดังกล่าวจากบริษัทในเครือที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว และบริษัทฯ จะบันทึกเงินทดรองรายจ่ายนี้เป็นบัญชีลูกหนี้บริษัทในเครือ 2. รายการระหว่างกันประเภทอื่น ๆ 2.1 ค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่พนักงานเพื่อการประชุมระดับผู้บริหารและ/หรือการฝึกอบรมในต่างประเทศ กลุ่มบริษัท A จะจัดให้มีการประชุมระดับผู้บริหารหรือฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งพนักงานระดับผู้บริหารของบริษัทฯจะต้องเข้าร่วมการประชุมหรือฝึกอบรมดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันและให้บริการแก่ลูกค้า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น อาทิเช่น ค่ารถจากบ้านไปสนามบิน ค่าภาษีสนามบิน ค่าทางด่วนค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าเดินทางในต่างประเทศ ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าซักรีด ค่าห้องประชุม และอื่น ๆ โดยบริษัท A (สิงคโปร์) ซึ่งมีฐานะเป็นสำนักงานภูมิภาค จะทำหน้าที่รวบรวมค่าใช้จ่ายในการประชุมหรือฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และปันส่วนค่าใช้จ่ายกลับคืนมาให้แต่ละประเทศตามจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมหรืออบรมที่แต่ละประเทศส่งไปเข้าร่วมประชุม 2.2 เงินทดรองค่าใช้จ่ายทั่วไป (ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Engagement) ในบางโอกาส บริษัทฯ ได้จ่ายเงินทดรองค่าใช้จ่ายทั่วไปแทนบริษัทในเครือ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริการ Engagement (ค่าใช้จ่ายในการบริหาร) อาทิเช่นค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศของพนักงานบริษัทในเครือที่มาจากต่างประเทศ และบริษัทฯ จะเรียกเก็บจากบริษัทในเครือในภายหลัง 2.3 มูลค่าหุ้นของบริษัทแม่ ซึ่งบริษัทฯจะซื้อจากบริษัทแม่เพื่อแจกเป็นรางวัลตอบแทนแก่พนักงานในระดับผู้บริหารที่มีผลงานดีเด่น 2.4 ค่าใช้จ่ายของพนักงานชาวต่างชาติประจำประเทศไทย ที่ทำงานทั้งในประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ พนักงานชาวต่างชาติดังกล่าว จะทำสัญญาจ้างงานกับทั้งบริษัทฯ และบริษัท A สิงคโปร์ฯ เพื่อแบ่งเวลาการทำงานในประเทศไทย และประเทศสิงคโปร์ออกจากกันอย่างชัดเจน โดยบริษัท A (สิงคโปร์) จะเป็นผู้จ่ายเงินเดือน โบนัส และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ ทั้งหมดและเรียกเก็บเงินคืนจากบริษัทฯ สำหรับช่วงเวลาที่พนักงานดังกล่าวทำงานอยู่ในประเทศไทย บริษัทฯ จะนำรายได้ และผลประโยชน์ต่าง ๆ ของพนักงานที่ได้รับระหว่างที่ทำงานในประเทศไทยไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน 2.5 ค่าบริหารและการจัดการ เป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัท A (สิงคโปร์) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ให้การสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือในการเดินงานของกลุ่มบริษัท A ในภูมิภาคเอเชีย โดยบริษัท A(สิงคโปร์) จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหากมีการให้บริการกับบริษัทฯ ดังต่อไปนี้ 2.5.1 ค่าใช้จ่ายส่วนกลางของสำนักงานภูมิภาคเงินเดือน โบนัส และค่าใช่จ่ายในการบริหารของพนักงานประจำสำนักงานภูมิภาคในการบริหาร การเงิน ทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยีสารสนเทศ และการตลาด โดยพนักงานเหล่านี้ จะให้ความช่วยเหลือทั่วไปด้านการบริหารงาน เป็นที่ปรึกษาให้การสนับสนุนงานในหน้าที่ต่าง ๆ ของบริษัทในเครือในประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชียโดยหลักเกณฑ์ในการปันส่วนค่าใช้จ่าย จะคิดตามจำนวนชั่วโมงทำงาน (จำนวนวัน) ที่พนักงานเหล่านั้นทำงานให้กับประเทศนั้น ๆ 2.5.2 ค่าใช้จ่ายทางตรงที่เกิดจากการให้บริการเฉพาะอย่างสำหรับแต่ละประเทศ เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้จัดการแผนกการเงินที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ และความช่วยเหลือแก่พนักงานบัญชีที่ประเทศไทยในเรื่องของงานบัญชีเกี่ยวกับการชำระหนี้ระหว่างบริษัทในเครือ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวทางสำนักงานภูมิภาคจะถือเป็นส่วนหนึ่งของ Management Feeและเรียกเก็บจากบริษัทฯ ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง บริษัทฯ ขอหารือว่า 1. กรณีบริษัทฯ จ่ายเงินที่เกี่ยวข้องกับ Engagement และค่าบริหารและจัดการให้กับบริษัท A (สิงคโปร์) หรือบริษัทในเครือ จะมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ อย่างไร 2. กรณีบริษัทฯ จ่ายเงินประเภทอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Engagement ให้กับบริษัท A (สิงคโปร์) หรือ บริษัทในเครือ จะมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่ อย่างไร | แนววินิจฉัย | 1. กรณีรายการระหว่างกันที่เกี่ยวข้องกับ Engagement ก ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบริษัทฯ มีรายได้ งานขั้นที่ 1 กรณีบริษัทฯ แนะนำให้ลูกค้าในประเทศไทย ได้มีโอกาสรู้จัก และใช้บริการของบริษัทในเครือในต่างประเทศ และได้รับค่าตอบแทน นั้น ค่าตอบแทนดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นค่านายหน้าในการหาลูกค้าในประเทศไทย แม้ผู้รับบริการอยู่จะอยู่ในต่างประเทศสัญญาจัดหาผู้สมัครงานเกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่วัตถุประสงค์ และสาระสำคัญของการให้บริการของบริษัทฯเสร็จสิ้นลงแล้วในประเทศไทย ดังนั้น การให้บริการของบริษัทฯจึงไม่เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในราชอาณาจักรแก่ผู้รับบริการในต่างประเทศ และได้ส่งผลการให้บริการนั้นไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมดแต่ถือเป็นการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ตามมาตรา 77/2 และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร งานขั้นที่ 3 และ 4 กรณีบริษัทฯ ได้รับมอบหมายงานในขั้นที่ 3 และ/หรือขั้นที่ 4เนื่องจากตำแหน่งงานที่ลูกค้าต้องการอยู่ในประเทศไทย นั้น แม้ในการให้บริการทั้งสองขั้นตอนบริษัทฯ จะส่งจดหมายโต้ตอบกับบริษัทในเครือหรือลูกค้าในต่างประเทศ รายงานความคืบหน้าของงานรายงานประวัติผู้สมัครพร้อมข้อคิดเห็น เป็นต้น กลับไปยังต่างประเทศก็ตาม แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของการให้บริการ คือการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่ลูกค้าต้องการในประเทศไทยจึงเข้าลักษณะเป็นการให้บริการโดยผู้ประกอบการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 7.0 ตามมาตรา 77/2 และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ข. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบริษัทฯ มีรายจ่าย งานขั้นที่ 1 การแนะนำลูกค้าในต่างประเทศโดยบริษัทในเครือ เพื่อให้ใช้บริการของบริษัทฯ ในประเทศไทย หากการให้บริการของบริษัทในเครือได้สิ้นสุดลงในต่างประเทศกรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่ทำในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรไม่ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้จึงไม่มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 วรรคสาม และมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร งานขั้นที่ 3 และขั้นที่ 4 กรณีผู้สมัครงานกลุ่มเป้าหมายพำนักอยู่ในต่างประเทศ บริษัทฯ จะมอบหมายให้บริษัทในเครือปฏิบัติหน้าที่ในขั้นที่ 3 และขั้นที่ 4 แต่โดยที่บริษัทในเครือจะต้องส่งผลสำเร็จของงานทั้งสองขั้นมาให้บริษัทฯ และบริษัทฯ จะสรุปผลงานทั้งหมดให้กับลูกค้าในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง การให้บริการของบริษัทในเครือ เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ.36 ทั้งนี้ ตามมาตรา 77/2 วรรคสาม และมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร ค. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีเงินทดรองสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่พนักงานของบริษัทในเครือ และเงินทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั่วไป ตาม 1.2 และเงินทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับผู้สมัครงานตาม 1.3 หากบริษัทฯ มีหลักฐานพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัทฯ จ่ายแทนบริษัทในเครือ และมีหลักฐานการจ่ายเงินระบุชื่อบริษัทในเครือเป็นผู้จ่ายเงินทดรองที่เรียกเก็บคืนเท่าที่จ่ายจริง ไม่ถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการ ดังนั้น บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทในเครือ และไม่มีสิทธินำภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งนี้ ตามมาตรา 77/2 และมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ง. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย การดำเนินงานในขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3โดยบริษัทในเครือ ตามการร้องขอของบริษัทฯ เมื่องานตามขั้นตอนต่าง ๆ เสร็จสิ้นลง บริษัทฯ มีหน้าที่ในการปันส่วนค่าบริการ และจ่ายให้กับบริษัทในเครือ เงินค่าบริการที่บริษัทฯ จ่ายให้กับบริษัทในเครือเข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากรหากบริษัทในเครือตั้งอยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย เงินค่าบริการดังกล่าว อาจเข้าลักษณะเป็นกำไรธุรกิจหากบริษัทในเครือมิได้เข้ามาดำเนินงานผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยบริษัทในเครือไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าวตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ประกอบกับมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินส่วนแบ่งรายได้ให้กับบริษัทในเครือ บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร 2. กรณีรายการระหว่างกันประเภทอื่น ๆ ก. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประชุมระดับผู้บริหาร และ/หรือการอบรมในต่างประเทศ ตาม 2.1 โดยบริษัท A (สิงคโปร์) จะเป็นผู้รวบรวมและปันส่วนค่าใช้จ่ายมายังบริษัท A ในแต่ละประเทศที่ส่งพนักงานเข้าประชุม หากการประชุมหรือการอบรมจัดขึ้นในต่างประเทศ เงินค่าประชุม หรือค่าฝึกอบรม รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องที่บริษัท A (สิงคโปร์) เรียกเก็บเข้าลักษณะเป็นบริการที่บริษัท A (สิงคโปร์) มีการให้บริการที่กระทำในต่างประเทศ และบริษัทฯได้ใช้บริการประชุมหรืออบรมในต่างประเทศ โดยมิได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าบริการดังกล่าวให้กับ บริษัท A (สิงคโปร์) บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร ในทางตรงกันข้าม หากการประชุมหรือการอบรมได้จัดให้มีขึ้นในประเทศไทยกิจกรรมดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการโดยผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรที่เข้ามาให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว เมื่อบริษัทฯ ชำระค่าบริการให้บริษัท A (สิงคโปร์) บริษัทฯ มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท A สิงคโปร์ฯ มีหน้าที่ต้องเสีย ตามมาตรา 83/6(1) แห่งประมวลรัษฎากร ข. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีมูลค่าหุ้น กรณีที่บริษัทฯชำระมูลค่าหุ้นดังกล่าวให้แก่บริษัทแม่ เข้าลักษณะเป็นการนำเงินไปหาประโยชน์ โดยการซื้อหลักทรัพย์ ตามมาตรา 77/1(10)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ค. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีค่าใช้จ่ายของพนักงานชาวต่างชาติประจำประเทศไทยตาม 2.4 เนื่องจากทั้งบริษัทฯ และบริษัท A (สิงคโปร์) มีฐานะเป็นนายจ้างของพนักงานชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ดังนั้น หากสัญญาจ้างงานทั้งสองฉบับมีการแบ่งส่วนความรับผิดชอบของงานออกจากกันอย่างชัดเจน และเหมาะสมสำหรับการปฏิบัติงานในแต่ละประเทศ เงินเดือน โบนัส และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ ทั้งหมด ที่จ่ายโดยบริษัท A (สิงคโปร์) และบริษัท A (สิงคโปร์) เรียกเก็บจากบริษัทฯ ตามส่วนที่จ่ายทดรองไปก่อน จึงไม่เข้าลักษณะการขายสินค้าหรือให้บริการ เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินดังกล่าวให้กับบริษัท A (สิงคโปร์) บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัท A (สิงคโปร์) ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร จ. ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย กรณีค่าบริหารและจัดการ ตาม 2.5 ค่าตอบแทน ที่บริษัท A (สิงคโปร์) ในฐานะ เรียกเก็บจากบริษัทฯ ตาม OFFSHORE MANAGEMENT SERVICES AGREEMENT เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่บริษัท A (สิงคโปร์) บริหารจัดการให้คำปรึกษาหรือความช่วยเหลือต่าง ๆ รวมทั้ง การฝึกอบรมพนักงานของบริษัทฯ โดยจะมีทั้งกรณีที่บริษัท A (สิงคโปร์) ส่งพนักงานประจำสำนักงานภูมิภาคเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ หรือให้คำแนะนำหรือความช่วยเหลือผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ หากการให้บริการดังกล่าวไม่มีการให้ข้อมูลใด ๆ ที่เป็นการให้เทคโนโลยีหรือให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมหรือทางวิทยาศาสตร์การให้บริการดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นการให้บริการรับจ้างโดยทั่วไปค่าตอบแทนการให้บริการตามสัญญาดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ หากบริษัท A สิงคโปร์ฯ ได้ให้บริการโดยไม่ผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ย่อมได้รับ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยสำหรับค่าตอบแทนดังกล่าว ทั้งนี้ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทนให้บริษัท A (สิงคโปร์) จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินแต่อย่างใด และกรณีบริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวให้บริษัท A (สิงคโปร์) ค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่กระทำในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรเมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทนตามสัญญา บริษัทฯ มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร | เลขตู้ | 70/35349 |
|