Case study

การคิดภาษีเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องนำเงินส่วนไหนไปคำนวณบ้าง


เรื่อง การคิดภาษีเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องนำเงินส่วนไหนไปคำนวณบ้าง
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 04/12/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ข้อกฎหมาย
คำถาม

พนักงานทำงานมาเป็นเวลา 3 ปี อายุ 40 ปี ลาออกจากการเป็นพนักงาน ได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำนวน 103,000 บาท 

โดยแบ่งเป็น 

1.เงินสะสมส่วนลูกจ้าง = 50,000 

2.ผลประโยชน์เงินสะสมส่วนลูกจ้าง = 1,500 

3.เงินสมทบส่วนนายจ้าง = 50,000 

4.ผลประโยชน์เงินสมทบส่วนนายจ้าง = 1,500 

อยากทราบว่าต้องนำเงินส่วนไหนบ้างไปรวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา (ภงด.90) และต้องนำเงินส่วนไหนเพื่อไปคืนสิทธิ์ลดหย่อนที่ได้เคยใช้สิทธิ์ลดหย่อนแล้ว

คำตอบ

1. ต้องนำเงินส่วนไหนบ้างไปรวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) 

ตามข้อ 36 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 292 (พ.ศ.2555) การได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะในกรณีลาออกเนื่องจากเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์เท่านั้น เนื่องจากกรณีนี้พนักงานทำงาน 3 ปี อายุ 40 ปี ลาออกก่อนอายุเกษียณ จึง ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษี ตามข้อนี้ จึงต้องนำเงินที่ได้รับจากกองทุนฯ ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ

เงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วยเงิน 4 ส่วน คือ
 1. เงินสะสม(ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุน) 50,000 บาท
 2. เงินสมทบ (นายจ้างจ่ายเข้ากองทุน) 50,000 บาท
 3. ผลประโยชน์เงินสะสมส่วนของลูกจ้าง 1,500 บาท
 4. ผลประโยชน์เงินสมทบส่วนของนายจ้าง 1,500 บาท

พนักงานจะต้องนำเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจากส่วนที่ 2-4 (เงินสมทบ+ผลประโยชน์เงินสะสม+ผลประโยชน์เงินสมทบ) ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามแบบภงด.91/90 ซึ่งแยกได้เป็น 2 กรณี

1.อายุงานไม่น้อยกว่า 5 ปี : 

   1) ทำงาน 5 ปีขึ้นไป และอายุ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งจำนวน (ต้องครบเงื่อนไขทั้ง 2 อย่างนะคะ คือทั้งอายุงานและอายุตัวเอง)
    2) อายุงานถึง 5 ปี (แต่อายุตัวเรายังไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์) สามารถเลือกแยกยื่นภาษีตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 

การคำนวณภาษีตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร

การหักค่าใช้จ่าย :

หักค่าใช้จ่ายส่วนแรก = 7,000 x จำนวนปีที่ทำงาน

(ถ้าทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็มแล้ว จำนวนวันที่ทำงานเกิน 183 วันให้นับเป็น 1 ปี)

หักค่าใช้จ่ายส่วนที่สอง = (เงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ – ค่าใช้จ่ายส่วนแรก) x 50%

เมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งสองส่วนแล้ว ให้นำเงินได้ที่เหลือไปคำนวณภาษีตามขั้นภาษีปกติ โดยไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงิน 150,000 บาท แรก

2. อายุงานน้อยกว่า 5 ปี : 
 อายุงานไม่ถึง 5 ปี (ไม่ว่าอายุตัวเราจะเท่าไหร่ก็ตาม) จะต้องนำเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนที่ 2-4 (เงินสมทบ+ผลประโยชน์เงินสะสม+ผลประโยชน์เงินสมทบ) ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ คือต้องนำเงินได้ทั้งหมดไปเสียภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 โดยเงินนี้ถือเป็นเงินได้ 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร คำนวณตามอัตราก้าวหน้า ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และยื่นเสียภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป 

สรุปคำตอบคือ พนักงานจะต้องนำเงินได้ในส่วนที่ 2-4 ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังนี้

  • รายได้ที่ต้องนำมา คำนวณภาษี ภ.ง.ด.91/90 :
    • เงินสมทบส่วนนายจ้าง >> 50,000 บาท
    • ผลประโยชน์เงินสะสม >> 1,500 บาท
    • ผลประโยชน์เงินสมทบ >> 1,500 บาท 

ซึ่งโดยปกติทางกองทุนฯ จะคำนวณภาษีและทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนที่จะทำจ่ายให้แก่พนักงานอยู่แล้ว และออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50ทวิ) มาให้พนักงานด้วย ดังนั้นพนักงานก็มีหน้าที่นำยอดเงินได้ดังกล่าวไปรวมยื่นเสียภาษีตอนสิ้นปีและสามาถใช้เครดิตภาษีที่ถูกกองทุนหักและนำส่งไว้แล้ว มาหักออกจากยอดที่ชำระตามแบบ ภ.ง.ด.90/91 ได้

2. ต้องนำเงินส่วนไหนเพื่อไปคืนสิทธิ์ลดหย่อนที่ได้เคยใช้สิทธิ์ลดหย่อนแล้ว

พนักงานที่เคยนำยอดเงินสะสมที่นำส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไปหักลดหย่อนภาษีประจำปีแล้วนั้น เมื่อลาออกจากงานและกองทุนฯ ไม่ต้องนำยอดที่เคยหักลดหย่อนไปคืนสิทธ์ลดหย่อนแต่อย่างใด เนื่องจาก เงินสะสมที่ส่งเข้าเข้ากองทุนฯ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ข้อ 2 (35) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) 


ขอบคุณ Slide สรุปจากท่านอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์

 


มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
             (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
             ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป )
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.16/2530 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.96/2543 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )
             ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น



มาตรา 42  เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้


(17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง


กฎกระทรวง
 ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)
 ออกตามความในประมวลรัษฎากร
 ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร



 

ข้อ 2 ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 

 

"(35) เงินได้เท่าที่ลูกจ้างจ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราไม่เกินร้อยละสิบห้าของค่าจ้างเฉพาะส่วนที่เกินหนึ่งหมื่นบาท แต่ไม่เกินสี่แสนเก้าหมื่นบาท สำหรับปีภาษีนั้น ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป"
     "(36) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดังต่อไปนี้
                       (ก) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับ เนื่องจากลูกจ้างออกจากงานเพราะตาย ทุพพลภาพหรือออกจากงานเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่าห้าสิบห้าปีบริบูรณ์
                       (ข) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่มีสิทธิได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเนื่องจากลูกจ้างออกจากงานก่อนอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ แต่เมื่อออกจากงานแล้วได้คงเงินหรือผลประโยชน์นั้นไว้ ทั้งจำนวนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และต่อมาได้รับเงินหรือผลประโยชน์หลังจากลูกจ้างผู้นั้นตาย ทุพพลภาพหรืออายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์
                                          ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด"
 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 292 (พ.ศ. 2555) ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป)
 
(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52)) 
 
(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 223))

 


 


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

เงินชดเชยจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 03/08/2024 - วันที่ตอบ 12/08/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

-

ปุจฉา

เมื่อปี 2564 บริษัทฯ ได้ให้ออกจากงานที่ทำมาได้ 1.9 ปี มีเงินชดเชยให้ และบริษัทฯ ให้ออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งยอดในกองทุนได้โอนมาจากกองทุนบริษัทก่อนหน้าที่สะสมทั้งหมด 5 ปี และได้สะสมต่อที่บริษัทใหม่อึก 1.9 ปี ทางกองทุนได้โอนเงินคืนให้แล้ว

อยากเรียถามอาจารย์ว่า
 
เงินผลประโยชน์และส่วนสมทบจากนายจ้างที่กองทุนคืนมาต้องเอาไปคำนวณภาษีอย่างไรคะตอนนี้ทางสรรพากรเรียกตรวจย้อนหลังปี 2564 ซึ่งเงินสะสมเป็นยอดค่อนข้างใหญ่ค่ะ หากต้องเสียภาษีจากเงินก้อนนี้จะเดือดร้อนมาก ๆ เลยค่ะ เพราะตอนนั้นใช้จ่ายเงินก้อนนั้นช่วงที่ว่างงานค่ะ

วิสัชนา

กรณีออกจากงานโดยไม่เข้าเงื่อนไขอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งจะได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้  

    1. เงินสะสม คือ เงินที่เราหักจากเงินเดือนเราทุกเดือน เป็นส่วนที่ไม่ต้องนำมาเสียภาษี  หรือเรียกว่า “ก้อนที่ 1” เพราะเป็นส่วนที่เราได้สะสมเข้าเองจากเงินเดือนที่เรานำไปเสียภาษีเงินได้ไว้แล้ว

    2. เงินสมทบ คือ เงินที่เราได้จากนายจ้างทุกเดือน

    3. ผลประโยชน์เงินสะสม คือ เงินที่งอกเงยจากการลงทุนของเงินสะสม

    4. ผลประโยชน์เงินสมทบ คือ เงินที่งอกเงยจากการลงทุนของเงินสมทบ

    สำหรับส่วนอื่น ๆ คือ “เงินสมทบ” “ผลประโยชน์เงินสะสม” และ “ผลประโยชน์เงินสมทบเรียกว่า “ก้อนที่ 2” นั้น จะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในกรณีมีระยะเวลาการทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินก้อนที่ 2 จะได้รับสิทธิแยกคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่างหากจากเงินได้ประจำ เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง หรือโบนัส โดยให้กรอกในใบแบบ ภ.ง.ด.91 อันจะทำให้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาน้อยลง โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ดังนี้

    ค่าใช้จ่ายส่วนแรกคำนวณโดยใช้ 7,000 x จำนวนปีที่ทำงาน แต่ไม่เกินเงินได้

    ค่าใช้จ่ายส่วนที่สองให้หักค่าใช้จ่ายได้อีก 50% ของเงินได้ส่วนที่เหลือ

    คงเหลือเป็นเงินได้สุทธิให้นำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า)

โดยปกติ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ข้างต้นไว้เรียบร้อยแล้ว หากไม่มีเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานอื่นใดอีก ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้เพิ่มเติมแต่อย่างใด


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องคำนวณเสียภาษีเงินได้และมีเงื่อนไข อย่างไรคะ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 12/06/2022 - วันที่ตอบ 26/06/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)

ปุจฉา

ออกจากงานอายุไม่ถึง 55 ได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้จะต้องคำนวณเสียภาษีเงินได้ เเละมีเงื่อนไข อย่างไรคะขอวิธีการคำนวณด้วยนะคะ

วิสัชนา

1. อธิบดีกรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2535 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้

    1.1 เงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากรได้ จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้

         (1)เป็นเงินได้ที่จ่ายให้เนื่องจากออกจากงานที่มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี

              การนับระยะเวลาการทำงาน กรณีผู้มีเงินได้ได้เคยออกจากงานมาแล้ว ซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างคนหนึ่งและเข้าทำงานกับนายจ้างอีกคนหนึ่งไม่เกินหนึ่งปี โดยได้โอนเงินและผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างเดิมไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างใหม่ หรือเข้าทำงานกับนายจ้างเดิมซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานและเข้าทำงานใหม่ไม่เกินหนึ่งปี และเมื่อออกจากงานนั้น ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นับระยะเวลาการทำงานในระหว่างที่ทำงานกับนายจ้างแต่ละคนเป็นระยะเวลาทำงานดังกล่าวด้วย

              การนับระยะเวลาการทำงาน กรณีผู้มีเงินได้เคยใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ที่ได้รับเมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้ว หรือผู้มีเงินได้เมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้วมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างนั้นและเข้าทำงานใหม่เกินหนึ่งปี ให้นับระยะเวลาการทำงานเฉพาะที่ได้ทำกับนายจ้างหลังจากนั้น

         (2) ในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ไม่ว่าจะจ่ายหรือแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะเงินได้ที่ได้จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น

         (3) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในกรณีนี้ได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน (ข้อ 2)

    1.2 การเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเลือกเสียภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ทั้งจำนวน (ข้อ 3 (1)) ดังนี้    

         (1) ให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานแต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้น แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ (อัตราก้าวหน้า แต่ไม่ได้รับยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาท แรก เพราะไม่ใช่เงินได้สุทธิตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร)  

         (2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน และให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000 บาท ลงเหลือ 3,500 บาท

         ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน ในส่วนที่เกินกว่า 5 ปีบริบูรณ์ หากเศษของปี มีระยะเวลาถึง 183 วันให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึง 183 วันให้ปัดทิ้ง

    1.3 จำนวนภาษีเงินได้ที่คำนวณได้ตามข้อ 1.2 เท่าใด ให้ผู้จ่ายเงินได้ (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ) หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ตามมาตรา 52 และมาตรา 59 แห่งประมวลรัษฎากร ต่อไป (ข้อ 4)   

    1.4 ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ให้ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้คำนวณและชำระภาษีถ้ามี ตามใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91)

         ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ที่ได้รับจากนายจ้างต่างรายกัน ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามข้อ 1.1 และข้อ 1.2 ดังกล่าวข้างต้น โดยนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวรวมกันแล้วให้คำนวณและชำระภาษีถ้ามี พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่สำหรับจำนวนปีที่ทำงาน ให้ถือจำนวนปีที่ทำงานกับนายจ้างในรายที่มีจำนวนปีที่ทำงานมากที่สุด (ข้อ 5) 


2. ขอวิธีการคำนวณด้วย ซึ่งความจริงมีในข้อ 1.2 ข้างต้นแล้ว แต่..ก็จัดไป...

     เงินได้พึงประเมินที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ            xxx

หัก ค่าใช้จ่ายขั้นที่ 1 (7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน  

     แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน)                                          xxx

     คงเหลือ (ถ้ามี)                                                             xxx

หัก ค่าใช้จ่ายขั้นที่ป 2 (50% ของเงินที่เหลือ)                      xxx

     เงินได้สุทธิ                                                                  xxx 

     คำนวณภาษีเงินได้ตามอัตราภาษีเงินได้ (อัตราก้าวหน้า)  xxx 

     (ไม่ได้รับยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาท แรก)

     ได้เป็นจำนวนเท่าใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้เท่านั้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ