1. ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา"เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 152/2558 ใช้บังคับในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป กรมสรรพากรวางแนวทางปฏิบัติในการพิจารณา “เหตุอันสมควร” กรณีตามบทบัญญัติมาตรา 67 ทวิ (1) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี แล้วให้คำนวณและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว ได้แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาด ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร และโดยที่การเสียภาษีตามมาตรา 67 ทวิ เป็นเพียงการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการประจำปี แต่เนื่องจากการพิจารณา “เหตุอันสมควร” เป็นเรื่องยุ่งยากสับสน และไม่สามารถแสดงได้ว่า ความ “สมควร” เกิดขึ้นจริง จึงได้เพิ่มเติมแนวทางการพิจารณาใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวก ดังนี้ "ข้อ 1 กรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร (1) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว (2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว แต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว เนื่องจากได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษี ข้อ 2 คำสั่งนี้ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ที่ลงในคำสั่งนี้เป็นต้นไป”
2. ข้อความว่า “กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบบัญชีที่แล้ว หรือได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว แต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว เนื่องจากได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษี” หมายความว่า (1) ในรอบระยะเวลาบัญชีปีที่แล้ว และรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบัน ต่างก็มีผลประกอบการปรากฏเป็น “กำไรสุทธิทางภาษีอากร” ทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชี (2) กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด “ได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ของรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบันไว้ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปีที่ผ่านมาแล้ว” หรือ “ได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว แต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว เนื่องจากได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษี” นั้น แม้เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบัน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแห่งนั้นจะประมาณการกำไรสุทธิคลาดเคลื่อนขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ก็ยังคงถือได้ว่า เป็นกรณีมีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของจำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ชำระไว้ขาดไป
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีตามข้อเท็จจริง ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2565 บริษัทฯ แสดงผลประกอบการเป็นกำไรสุทธิจำนน 940,698.07 บาท แต่เนื่องจากมีผลขาดทุนสุทธิยกมาตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 2,191,962.11 บาท จึงทำให้รอบระยะเวลาบัญชีปี 2565 ไม่มีผลกากรประกอบการเป็นกำไรสุทธิทางภาษีอากร บริษัทฯ จึงไม่สามารถประยุกต์ใช้แนวทางการพิจารณาเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 ได้ ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 แสดงประมานการกำไรสุทธิจำนวน 958,735.98 บาท และเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี บริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 แสดงผลประกอบการเป็นกำไรสุทธิจำนวน 1,541,590.58 บาท จึงเป็นกรณีที่บริษัทฯ แสดงประมาณการกำไรสุทธิคลาดเคลื่อนขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิตามแบบ ภ.ง.ด.50 ตามที่สำนักงานบัญชีแจ้งว่า บริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2565 ไว้เป็นผลขาดทุนสุทธิ ไม่สามารถนำมาเทียบกับกำไรที่เกิดขึ้นจริงในปี 2566 ได้ เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องดีงามแล้ว
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |