Case study

การแจก power bank ให้พนักงานกรณีต้อนรับรองประธานบริษัทฯ และแจกให้ลูกค้าในการจัดบูธแสดงสินค้า


เรื่อง การแจก power bank ให้พนักงานกรณีต้อนรับรองประธานบริษัทฯ และแจกให้ลูกค้าในการจัดบูธแสดงสินค้า
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 05/07/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อกฎหมาย
คำถาม

  บริษัทฯ ซื้อ power bank 1500 ตัว @ 490 บาท เพื่อแจกให้พนักงานทุกคนและแจกลูกค้า ในโอกาสเป็นของที่ระลึก ในการแต่งตั้งและต้อนรับรองประธานคนใหม่ โดย

1.  แจกพนักงานบริษัทฯ ทุกคน 1 

2. แจกให้ลูกค้าที่มาเยี่ยมชมบูธจัดแสดงสินค้าที่ไบเทค  

คำถาม  มีภาระภาษีใดที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 กรณีบ้างคะ

 

คำตอบ


ตอบ   แจกให้พนักงาน

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

บริษัทสามารถรับรู้รายการค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ก็ต้องเข้าเงื่อนไขว่า ค่า Power Bank สำหรับแจกพนักงาน 1,200 ตัว ต้องไม่เป็นรายจ่ายที่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายให้โดนเสน่หา และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกิจการแต่ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ จะต้องถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (3)(13) 

หมายเหตุ การพิจารณาว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการ  มีได้หลายเคส เช่น 

  1. บริษัทจัดให้มีการ แสดง ชื่อ โลโก้ หรือ สินค้าใดๆ  โดยอาจใช้วิธีสกรีน หรือแปะสติ๊กเกอร์ ในลักษณะมั่นคง บนตัว  Power Bank  (เมื่อพนักงานนำไปใช้ ก็จะเป็นการโฆษณาบริษัท)  
  2. บริษัทมีเอกสารอนุมัติให้ซื้อเพื่อให้พนักงานใช้ในการสำรองข้อมูลงาน (เหมือนซื้อคอมพิวเตอร์ให้พนักงานใช้)แต่กรณีนี้ ทรัพย์สินจะยังคงเป็นของบริษัท (ไม่เกี่ยวกับงานแต่งตั้งและต้อนรับรองประธานคนใหม่) 
  3. บริษัทให้เป็นของขวัญพิเศษให้พนักงาน เนื่องจากเทศกาลต่างๆ   อาจมีระบุไว้ในสวัสดิการ หรืออาจมีรายงานการอนุมัติรายจ่ายในการจัดงานแต่งตั้งและต้อนรับรองประธานคนใหม่ ระบุว่าจะมีการให้ของขวัญพิเศษกับพนักงาน

มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

  (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่..

  (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ


ภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภาษีซื้อ)

เมื่อบริษัทสามารถรับรู้รายการค่าใช้จ่ายทางภาษีได้  ภาษีซื้อของรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการก็จะสามารถนำมาขอคืน (นำไปหักกับภาษีขาย)  ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร 


มาตรา 82/3 ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี
             หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น
             หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8
             ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่งเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี


มาตรา 82/5 ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3

   (3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
    (4) 
ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด


ภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภาษีขาย)

สมมุติเหตุผลในการให้ Power Bank 

  1. บริษัทจัดให้มีการ แสดง ชื่อ โลโก้ หรือ สินค้าใดๆ  โดยอาจใช้วิธีสกรีน หรือแปะสติ๊กเกอร์ ในลักษณะมั่นคง บนตัว  Power Bank  (เมื่อพนักงานนำไปใช้ ก็จะเป็นการโฆษณาบริษัท) >> ไม่ต้องนำส่งภาษีขาย
  2. บริษัทมีเอกสารอนุมัติให้ซื้อเพื่อให้พนักงานใช้ในการสำรองข้อมูลงาน (เหมือนซื้อคอมพิวเตอร์ให้พนักงานใช้)แต่กรณีนี้ ทรัพย์สินจะยังคงเป็นของบริษัท (ไม่เกี่ยวกับงานแต่งตั้งและต้อนรับรองประธานคนใหม่) >> ไม่ต้องนำส่งภาษีขาย
  3. บริษัทให้เป็นของขวัญพิเศษให้พนักงาน เนื่องจากเทศกาลต่างๆ   อาจมีระบุไว้ในสวัสดิการ หรืออาจมีรายงานการอนุมัติรายจ่ายในการจัดงานแต่งตั้งและต้อนรับรองประธานคนใหม่ ระบุว่าจะมีการให้ของขวัญพิเศษกับพนักงาน >> บริษัทต้องนำส่งภาษีขาย ตามมาตรา 77/1(8)(9) และ มาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากถือว่าเป็นการจำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่โดย บริษัทจะออกใบกำกับภาษีหรือไม่ก็ได้  ตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 86/2542   ข้อ 2 ไม่จำต้องจัดทำใบกำกับภาษี  สำหรับการนำส่งภาษีขายเมื่อให้สินค้า หรือรางวัลแก่พนักงาน (ไม่จำต้อง หมายความว่า จะออก หรือไม่ออกก็ได้)


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(8) " ขาย " หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง(จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 (3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง

“(9) “สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด”


มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ


มาตรา 79 ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ถ้ามีด้วย
             มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน


คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 86/2542

เรื่อง      หลักเกณฑ์การจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูป

     ข้อ 2 ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งมีการกระทำดังต่อไปนี้ ถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8) หรือการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น โดยไม่จำต้องจัดทำใบกำกับภาษี

      (10) ผู้ประกอบการจดทะเบียนจำหน่าย จ่าย โอนสินค้า โดยไม่มีค่าตอบแทน และไม่ได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าตามมาตรา 82/4 แห่งประมวลรัษฎากร ถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้าตามมาตรา 78(1) แห่งประมวลรัษฎากร

ตัวอย่าง

           (ก) บริษัท ก.จำกัด นำอาหารกระป๋องที่ผลิตหรือซื้อมาเพื่อขาย แจกให้แก่พนักงาน เพื่อนำไปบริโภคที่บ้านนอกเวลาปฏิบัติงาน บริษัทฯมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าของอาหารกระป๋องที่นำไปแจก

            (ข) บริษัท ข.จำกัด ประกอบกิจการผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนยานพาหนะ บริษัทฯมีข้อบังคับและประกาศจ่ายรางวัลสำหรับพนักงานเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานติดต่อกันโดยไม่หยุดงาน เช่น ทำงานมา 5 ปี ได้ทองคำหนัก 2 บาท ทำงานมา 4 ปี ได้ทองคำหนัก 1 บาท บริษัทฯมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าของทองคำที่นำไปแจกเป็นรางวัล



ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

กรณีที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ของพนักงานเป็นหลัก จะต้องถือเป็นเงินได้ของพนักงาน ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฏากร 

มาตรา 40   เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน


หมายเหตุ การพิจารณาว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการ  มีได้หลายเคส เช่น 

  1. บริษัทจัดให้มีการ แสดง ชื่อ โลโก้ หรือ สินค้าใดๆ   โดยอาจใช้วิธีสกรีน หรือแปะสติ๊กเกอร์ ในลักษณะมั่นคง บนตัว  Power Bank  (เมื่อพนักงานนำไปใช้ ก็จะเป็นการโฆษณาบริษัท)   >> ไม่ต้องเป็นเงินได้พนักงาน
  2. บริษัทมีเอกสารอนุมัติให้ซื้อเพื่อให้พนักงานใช้ในการสำรองข้อมูลงาน (เหมือนซื้อคอมพิวเตอร์ให้พนักงานใช้)แต่กรณีนี้ ทรัพย์สินจะยังคงเป็นของบริษัท (ไม่เกี่ยวกับงานแต่งตั้งและต้อนรับรองประธานคนใหม่)  >> ไม่ต้องเป็นเงินได้พนักงาน
  3. บริษัทให้เป็นของขวัญพิเศษให้พนักงาน เนื่องจากเทศกาลต่างๆ   อาจมีระบุไว้ในสวัสดิการ หรืออาจมีรายงานการอนุมัติรายจ่ายในการจัดงานแต่งตั้งและต้อนรับรองประธานคนใหม่ ระบุว่าจะมีการให้ของขวัญพิเศษกับพนักงาน >> เป็นเงินได้พนักงาน ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร



ตอบ     แจกให้ลูกค้า


ภาษีเงินได้นิติบุคคล

แจก Power Bank ให้กับลูกค้าที่มาเยี่ยมชมดูงานที่บูทไบเทค บางนา จำนวน 300 คน    

หมายเหตุ การพิจารณาว่ารับรู้เป็นรายจ่ายประเภทใด เช่น 

  1. บริษัทจัดให้มีการ แสดง ชื่อ โลโก้ หรือ สินค้าใดๆ   โดยอาจใช้วิธีสกรีน หรือแปะสติ๊กเกอร์ ในลักษณะมั่นคง บนตัว  Power Bank  (เมื่อพนักงานนำไปใช้ ก็จะเป็นการโฆษณาบริษัท)   >> ถือเป็นรายจ่ายในการส่งเสริมการขาย สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้   ตามจริง และมูลค่าตามสมควร(ไม่มีกำหนดมูลค่าสูงสุด)
  2. บริษัทให้เป็นของขวัญพิเศษกับลูกค้า เนื่องจากเทศกาลต่างๆ  >> ถือเป็นค่ารับรองลูกค้า โดยมีข้อกำหนด ว่า    “ ค่าใช้จ่ายนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกินคนละ 2,000 บาทในแต่ละคราว และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุใน กฎกระทรวงฉบับที่ 143 

มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

 (4) ค่ารับรองหรือค่าบริการส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

      ( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) )



กฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522)

ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้


ข้อ 2   ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น ต้องเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการอันจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และบุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการต้องมิใช่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเว้นแต่ลูกจ้างดังกล่าวจะมีหน้าที่เข้าร่วมในการรับรองหรือการบริการนั้นด้วย

ข้อ 3ค่ารับรองหรือค่าบริการ ต้อง

                      (1) เป็นค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการรับรองหรือการบริการที่จะอำนวยประโยชน์แก่กิจการ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าดูมหรสพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา เป็นต้น หรือ

                      “(2) เป็นค่าสิ่งของที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการไม่เกินคนละ 2,000 บาท ในแต่ละคราวที่มีการรับรองหรือการบริการ”

    

ข้อ 4จำนวนเงินค่ารับรองและค่าบริการให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนที่ต้องจ่าย แต่รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายใด ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือของจำนวนเงินทุนที่ได้รับชำระแล้วถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ทั้งนี้รายจ่ายที่จะนำมาหักได้จะต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 222 (พ.ศ. 2542) ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไป)


ข้อ ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น ต้องมีกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้อนุมัติหรือสั่งจ่ายค่ารับรอง หรือค่าบริการนั้นด้วย และต้องมีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่ารับรองหรือเป็นค่าบริการเว้นแต่ในกรณีที่ผู้รับเงินไม่มีหน้าที่ต้องออกใบรับตามประมวลรัษฎากร


ภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภาษีซื้อ)

เมื่อบริษัทสามารถรับรู้รายการค่าใช้จ่ายทางภาษีได้  ภาษีซื้อของรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการก็จะสามารถนำมาขอคืน (นำไปหักกับภาษีขาย)  ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร 

  1. บริษัทจัดให้มีการ แสดง ชื่อ โลโก้ หรือ สินค้าใดๆ   โดยอาจใช้วิธีสกรีน หรือแปะสติ๊กเกอร์ ในลักษณะมั่นคง บนตัว  Power Bank  (เมื่อพนักงานนำไปใช้ ก็จะเป็นการโฆษณาบริษัท)   >> ภาษีซื้อใช้ได้ (นำไปหักกับภาษีขาย)   
  2. บริษัทให้เป็นของขวัญพิเศษกับลูกค้า เนื่องจากเทศกาลต่างๆ  >> ถือเป็นค่ารับรองลูกค้า >> ภาษีซื้อจะเป็นภาษีซื้อต้องห้าม   (ไม่สามารถนำไปหักกับภาษีขาย แต่สามารถนำภาษีซื้อมารับรู้เป็นรายจ่ายได้) 


มาตรา 82/3 ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี
             หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น
             หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8
             ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่งเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี


มาตรา 82/5 ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3

   (3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
    (4) 
ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด


ภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภาษีขาย)

ไม่ต้องนำส่งภาษีขาย  และบริษัทไม่ต้องออกใบกำกับภาษี 

มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(8) " ขาย " หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง

(จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 (3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง


“(9) “สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด”


ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)

เรื่อง    กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79(4) แห่งประมวลรัษฎากร


ข้อ 2ค่าตอบแทนที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการดังต่อไปนี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี

     "(6) มูลค่าของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นของขวัญ เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ การเปิดแนะนำสินค้าใหม่ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่เป็นปฏิทิน สมุดบันทึกประจำวัน (Diary) หรือสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกันของขวัญหรือของชำร่วยที่มีชื่อผู้ประกอบการ ชื่อการค้า หรือเครื่องหมายการค้าของผู้ประกอบการปรากฏอยู่ โดยของขวัญหรือของชำร่วยดังกล่าว ต้องเป็นสิ่งของที่พึงให้แก่กันตามประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และต้องมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสมควร



อ้างอิง


เรื่อง

ค่ากระเช้าปีใหม่แจกลูกค้า ลงเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 06/05/2022 - วันที่ตอบ 01/02/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (6 ทวิ), มาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)

ปุจฉา

ดิฉันมีเรื่องข้องใจเกี่ยวกับค่ากระเช้าปีใหม่แจกลูกค้าค่ะค่าใช้จ่ายนี้เรานำมาเป็นค่าส่งเสริมการขายและใช้ภาษีซื้อได้ไหมคะ หรือต้องลงเป็นค่ารับรองคะ

วิสัชนา

1. ตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป กำหนดให้นำภาษีซื้อสำหรับค่ารับรอง ซึ่งเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร มาถือรวมเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้

    “มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

         (6 ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (4) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”  

    ทั้งนี้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเกี่ยวกับภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษี ตามมาตรา 82/5 (1) (2) (3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเกี่ยวกับภาษีซื้อสำหรับค่ารับรอง ตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้

    “ข้อ 5 ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง หรือเพื่อการอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้

        (ก) ค่ารับรอง หรือค่าบริการไม่ว่าจะจ่ายเพื่อการรับรองหรือให้บริการแก่บุคคลใด ๆ และไม่ว่าจะอำนวยประโยชน์แก่กิจการหรือไม่ก็ตาม เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่ามหรสพ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกีฬา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน

        (ข) ค่าสิ่งของ หรือประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการตาม (ก) และบุคคลอื่น”  


 

2. ตามข้อ 2 (6) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 

    “ข้อ 2 ค่าตอบแทนที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการดังต่อไปนี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี

        ...

        (6) มูลค่าของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นของขวัญ เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ การเปิดแนะนำสินค้าใหม่ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่เป็นปฏิทิน สมุดบันทึกประจำวัน (Diary) หรือสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกันของขวัญหรือของชำร่วยที่มีชื่อผู้ประกอบการ ชื่อการค้า หรือเครื่องหมายการค้าของผู้ประกอบการปรากฏอยู่ โดยของขวัญหรือของชำร่วยดังกล่าว ต้องเป็นสิ่งของที่พึงให้แก่กันตามประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และต้องมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสมควร”  


 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ จ่ายค่ากระเช้าของขวัญของชำร่วย เพื่อแจกลูกค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ นั้น

1.ในทางปฏิบัติโดยทั่วไป นิยมนำมาถือเป็นรายจ่ายค่ารับรอง โดยไม่จำต้องอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับรายจ่ายค่ากระเช้าของขวัญของชำร่วย หากแต่ใช้หลักเกณฑ์ค่ารับรองตามมาตรา 65 ตรี (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ ลงวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2522 โดยมูลค่าของกระเช้าทั้งสิ้น ต้องไม่เกิน 2,000 บาท ต่อคนต่อคราวที่มีการรับอง และจำนวนเงินค่ารับรองดังกล่าว ให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนที่ต้องจ่าย แต่รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายใด ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือของจำนวนเงินทุนที่ได้รับชำระแล้วถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ทั้งนี้รายจ่ายที่จะนำมาหักได้จะต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท  

    ต่อมาเมื่อมีการนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้บังคับ ได้กำหนดให้ภาษีซื้อสำหรับค่ารับรองเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ตามกฎหมายมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร ก็ยอมให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบคุคลนำภาษีซื้อสำหรับค่ารับรองมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้

    กรณีจึงได้มีการนำรายจ่ายค่ากระเช้าของขวัญของชำร่วย และภาษีซื้อสำหรับรายจ่ายดังกล่าว มาถือเป็นรายจ่ายค่ารับรอง ดังปรากฏให้เห็นกันทั่วไป


 

2. อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (6) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องนำมูลค่าของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นของขวัญ เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ การเปิดแนะนำสินค้าใหม่ มาถือรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณมูลค่าเพิ่ม (Non VAT Base) ทั้งนี้ สำหรับของขวัญหรือของชำร่วยที่มีชื่อผู้ประกอบการ ชื่อการค้า หรือเครื่องหมายการค้าของผู้ประกอบการปรากฏอยู่ โดยของขวัญหรือของชำร่วยดังกล่าว ต้องเป็นสิ่งของที่พึงให้แก่กันตามประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และต้องมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสมควร

    ดังนั้น จึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิเลือกที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยนำกระเช้าของขวัญของชำร่วยมาแจกหรือให้เป็นของขวัญแก่ลูกค้าเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ การเปิดแนะนำสินค้าใหม่ มาถือเป็นรายจ่ายในการส่งเสริมการขาย โดยนำมูลค่าของขวัญของชำร่วมถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งจำนวน โดยไม่ต้องนำไปถือเป็นค่ารับรอง ตามมาตรา 65 ตรี (4) แห่งประมวลรัษฎากร ตามรายละเอียดในข้อ 1 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้สิทธิในภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อกระเช้าของขวัญของชำร่วยที่เป็นไปตามลักษณะ และเงื่อนไขตามข้อ 2 (6) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 โดยไม่ต้องนำมูลค่าของกระเช้าดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม


 เครดิตอาจารย์ หยี พูนพิศ ชวลิตนิธิกุล


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ