Case study

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าจ้างนักร้องต่างประเทศเข้ามาร้องเพลงในประเทศไทย


เรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าจ้างนักร้องต่างประเทศเข้ามาร้องเพลงในประเทศไทย
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 08/11/2024
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทไทยว่าจ้างนักกดนตรีจากต่างประเทศ เข้ามาเล่นคอนเสริตในประเทศไทย ปีละครั้ง   บริษัทจะต้อง ีหักภาษี  ณ ที่จ่าย ค่าจ้างนักร้องต่างประเทศอย่างไรคะ

คำตอบ

คำตอบ


1. จ่ายนักแสดงต่างประเทศ ที่เป็นบุคคลธรรมดา อยู่ในไทยไม่ถึง 180 วัน 

1.1 เมื่อบริษัทฯ ไทยจ่ายค่าจ้างนักร้อง นักดนตรี ชาวต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่นักแสดงซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า โดยไม่ยกเว้นภาษีเงินได้ 150,000 บาทแรก  และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาท้องที่ ภายใน 7  วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528  และประกอบกับ


         1.2 กำหนดให้คนต่างด้าวที่เป็นนักแสดงสาธารณะต้องขอใบผ่านภาษีอากรต่อกรมสรรพากรก่อนการเดินทางออกจากประเทศไทยด้วย ภายในกำหนดเวลาไม่เกิน 15 วัน ก่อนออกเดินทาง ไม่ว่ามีภาษีอากรที่ต้องชำระหรือไม่ ตามมาตรา 4 ทวิ - มาตรา 4 นว แห่งประมวลรัษฎากร


1.3 การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ ไม่ต้องนำส่งแบบ ภ.พ.36 ในประเทศไทย เนื่องจากได้รับได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1)(ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร


2. เงินได้ของนักแสดง นักร้อง ต่างประเทศที่ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีในไทย  จะประกอบไปด้วยค่าจ้าง ค่าตอบแทนจากการประกอบอาชีพนักแสดง นักร้อง รางวัลและประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการแสดง เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจำนวนคราวที่แสดง จ่ายเป็น การเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน ยกเว้น ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะซึ่งนักแสดง นักร้องต่างประเทศได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น นักแสดง นักร้อง จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะ ตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากรอ้างอิงตามข้อ 4 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 120/2545



3. การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย

- เงินได้นักแสดงสาธารณะ นักร้อง ถือเป็นเงินได้มาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี และภ.ง.ด.90 สิ้นปี

- หักรายจ่ายได้  (ตามข้อ 5 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 120/2545)

                (1) หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร หรือ

                (2) หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ดังนี้

                               (ก) สำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 60

                               (ข) สำหรับเงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 40

                          การหักค่าใช้จ่ายตาม (ก) และ (ข) รวมกันต้องไม่เกิน 600,000 บาท

 

- หักลดหย่อนได้ตามมาตรา 47 แห่งประมวลรัษฏากร (ตามข้อ 6 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 120/2545)



การคำนวณหัก ณ ที่จ่าย ดังนี้

ตอนบริษัทฯ จ่ายเงินให้นักแสดงชาวต่างชาติ ให้หัก ณ ที่จ่ายไว้ตามอัตราก้าวหน้า โดยไม่ได้รับยกเว้น 150,000 บาทแรก

ดังนี้
         เงินได้ค่านักร้อง                                                                                       500,000

หัก รายจ่ายส่วนแรกไม่เกิน 300,000  (300,000*60%)  = 180,000

          รายจ่ายส่วนที่เกิน 300,000 (200,000*40%)       =  80,000                      (260,000)

        คงเหลือ                                                                                                 240,000

หัก ลดหย่อนตัวเอง                                                                                  (60,000)

        คงเหลือ                                                                                                180,000

 

ภาษีที่ต้องเสีย (180,000*5%)                                                 9,000



บัญชีอัตราภาษีเงินได้

(1) สำหรับบุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิไม่เกิน

300,000 บาท

ร้อยละ 5


https://www.rd.go.th/5937.html#mata40


มาตรา 47  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีก ดังต่อไปนี้
             (1) ลดหย่อนให้สำหรับ   
                   (ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
                   (ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

                         ……………..





ป.120/2545 | กรมสรรพากร - The Revenue Department (rd.go.th)

คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 120/2545

เรื่องการเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย


  เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจและแนะนำผู้มี เงินได้หรือผู้ประกอบการที่เป็นนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำ ภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย และผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย สำหรับการเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

                ข้อ   1   คำว่า “ภาพยนตร์” หมายความว่า ภาพ เสียง รวมทั้งข้อความที่มีการ ถ่าย อัด หรือบันทึกไว้ในฟิล์มหรือวัสดุใด ๆ ที่สามารถถ่ายทอดออกมาให้เป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ในลักษณะต่อเนื่องกันด้วยเครื่องฉายภาพยนตร์หรือเครื่องมืออื่นใด และให้หมายความรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพยนตร์ที่ใช้เพื่อการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ด้วย

                        คำว่า “ถ่ายทำภาพยนตร์” หมายความว่า การถ่าย อัด บันทึก หรือทำด้วยวิธีอื่นใดซึ่งภาพ เสียง หรือข้อความเพื่อให้เป็นภาพยนตร์

                        คำว่า “คณะถ่ายทำภาพยนตร์” หมายความว่า ผู้ดำเนินการถ่าย อัด บันทึก หรือทำด้วยวิธีอื่นใดซึ่งภาพ เสียง หรือข้อความเพื่อให้เป็นภาพยนตร์

                        คำว่า “นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ” หมายความว่า นักแสดง ภาพยนตร์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ และเข้ามาแสดงภาพยนตร์ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

                        คำว่า “เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย” หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับการถ่ายทำภาพยนตร์ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย เช่น ผู้กำกับการแสดง ช่างภาพ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค เป็นต้น

                        คำว่า “ผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย” หมายความว่า ผู้ดำเนินการติดต่อประสานงานและกำกับการดำเนินงานของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

                ข้อ   2   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ของตนเองในประเทศไทย โดยไม่มีรายได้จากการถ่ายทำภาพยนตร์ ดังกล่าว กรณียังไม่ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                ข้อ   3   การถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย นักแสดงภาพยนตร์ ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ทั้งที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยและมิได้มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นผู้มีเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร

                ข้อ   4   การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ ให้นำเงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

                        เงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศที่ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยเงินได้พึงประเมินหรือค่าตอบแทนจากการประกอบอาชีพนักแสดง ภาพยนตร์ต่างประเทศ รางวัลและประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการแสดง เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจำนวนคราวที่แสดง จ่ายเป็น การเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน ทั้งนี้ ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะซึ่งนักแสดง ภาพยนตร์ต่างประเทศได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศย่อมได้รับยกเว้นภาษี เงินได้สำหรับค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะดังกล่าวตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากร

                        กรณีนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ

ตัวอย่าง

                        นาย A นักแสดงชาวอเมริกัน ได้เข้ามาแสดงในการถ่ายทำภาพยนตร์ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยได้รับเงินได้เป็นค่าจ้างแสดงภาพยนตร์ ค่าพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยงที่เป็นค่าที่พักและค่าอาหาร ดังนั้น นาย A ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษี เงินได้ในประเทศไทย แต่สำหรับค่าพาหนะและค่าเบี้ยเลี้ยง ซึ่งได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น นาย A ย่อมได้รับ ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าพาหนะและค่าเบี้ยเลี้ยง อย่างไรก็ดี หากนาย A ได้รับเงินได้จากการแสดง ภาพยนตร์ในประเทศไทยไม่เกิน 100 ดอลล่าร์สหรัฐหรือเป็นเงินไทยในจำนวนเทียบเท่าต่อวัน หรือเป็นจำนวนรวมกันไม่เกิน 3,000 ดอลล่าร์สหรัฐหรือเป็นเงินไทยในจำนวนเทียบเท่าในปีภาษี นาย A ย่อมไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย

                        นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศมีหน้าที่ยื่นรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้ง ดังนี้

                        (1) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ให้นำเงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนไปยื่นรายการและชำระภาษีภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.94

                        (2) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ให้นำเงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมไปยื่นรายการและชำระภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.90 ทั้งนี้ ให้นำภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีที่ชำระไว้ตาม (1) มาถือเป็นเครดิตภาษีในการเสียภาษี


                ข้อ   5   ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศตามข้อ 4 ให้คำนวณหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้ พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ดังนี้

                        (1) หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร หรือ

                        (2) หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ดังนี้

                                     (ก) สำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 60

                                     (ข) สำหรับเงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 40

                                     การหักค่าใช้จ่ายตาม (ก) และ (ข) รวมกันต้องไม่เกิน 600,000 บาท

                        กรณีสามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ ต่างประเทศ ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือเอาเงินได้ของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี โดยให้ต่างฝ่ายต่างหักค่า ใช้จ่ายตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

ตัวอย่าง

                        นาย ก และนาง ข เป็นนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศและเป็นสามีภริยากัน ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ โดยนาย ก มี เงินได้พึงประเมิน 2,000,000 บาท และนาง ข มีเงินได้พึงประเมิน 500,000 บาท ดังนั้น นาย ก จึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและชำระภาษีในนามของนาย ก โดยนำเงินได้ของนาง ข มารวมคำนวณภาษีด้วย และหากเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ให้หักค่าใช้จ่ายได้ ดังนี้

                                - เงินได้ของนาย ก หักค่าใช้จ่ายได้จำนวน 600,000 บาท

                                - เงินได้ของนาง ข หักค่าใช้จ่ายได้จำนวน 260,000 บาท

                               รวมค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาที่มีสิทธิหักได้ 860,000 บาท


                ข้อ   6   ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศตามข้อ 4 ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนตามมาตรา 47 แห่งประมวลรัษฎากร

                        กรณีนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนคู่สมรสและหรือบุตรได้ ไม่ว่าคู่สมรสและหรือบุตรจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่

                        กรณีนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศไม่ได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย จะคำนวณหักค่าลดหย่อนคู่สมรสและหรือบุตรได้ เฉพาะคู่สมรสและหรือบุตรที่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

                        คำว่า “ผู้อยู่ในประเทศไทย” หมายถึง บุคคลผู้อยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

                ข้อ   7   คนต่างด้าวที่มีเงินได้พึงประเมินจากการเป็นนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยมีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด เพื่อขอรับใบผ่าน ภาษีอากรภายในกำหนดเวลาไม่เกินสิบห้าวันก่อนออกเดินทาง ไม่ว่ามีเงินภาษีอากรที่ต้องชำระหรือไม่ตามมาตรา 4 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

                ข้อ   8   การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้ผู้จ่ายเงินได้ให้แก่นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ดังนี้

                        (1) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่นซึ่งจ่ายเงินได้ดังกล่าวให้แก่ผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 10,000 บาท ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้ที่จ่าย เว้นแต่การจ่ายเงินได้ให้แก่นักแสดงภาพยนตร์ ต่างประเทศที่ได้จากการประกวดหรือแข่งขันให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 50(4) แห่งประมวลรัษฎากร

                        (2) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือ นิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้คำนวณหักตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เว้นแต่การจ่ายเงินได้ให้แก่นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศเฉพาะกรณีที่มีการดำเนินการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย จากคณะอนุกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ว่าด้วยการขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ ต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2544 ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 10.0 ทั้งนี้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9(2)(ก) ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่ง ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.111/2545 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2545

                        กรณีนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศได้รับเงินได้จากการแสดงภาพยนตร์และได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 10.0 ตามวรรคหนึ่ง เมื่อถึงกำหนดยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศจะเลือกไม่นำเงินได้จากการแสดงภาพยนตร์มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามข้อ 4 ก็ได้ ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศดังกล่าวไม่ขอรับเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นคืนหรือไม่ขอเครดิตเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

                ข้อ   9   การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ ต่างประเทศในประเทศไทย ให้นำเงินได้ของเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) หรือ (2) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

                        เงินได้ของเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยที่ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยเงินได้พึงประเมินหรือค่าตอบแทน จากการประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับการถ่ายทำภาพยนตร์ รางวัลและประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการถ่ายทำภาพยนตร์ เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจำนวนคราวที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์ จ่ายเป็นการเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน ทั้งนี้ ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะซึ่งเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ ต่างประเทศในประเทศไทยได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะดังกล่าวตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากร

                        การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตามมาตรา 50(1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร

                        กรณีเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ

ตัวอย่าง

                        นาย B ผู้กำกับการแสดงชาวอเมริกันเป็นลูกจ้างของบริษัทผลิตภาพยนตร์แห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยได้รับเงินได้เป็นค่าจ้างกำกับการแสดง ค่าพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยงที่เป็นค่าที่พักและค่าอาหาร ดังนั้น นาย B ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย แต่สำหรับค่าพาหนะและค่าเบี้ยเลี้ยง ซึ่ง ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น นาย B ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าพาหนะและค่าเบี้ยเลี้ยง อย่างไรก็ดี หากนาย B เข้ามาทำงานในประเทศไทยไม่เกิน 183 วัน เงินได้ที่ได้รับนั้นจ่ายโดยหรือในนามของนายจ้างในประเทศสหรัฐอเมริกา และเงินได้นั้นไม่ตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการที่นายจ้างมีอยู่ในประเทศไทย นาย B ย่อมไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย

                ข้อ   10   การเสียภาษีเงินได้ของผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย และการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้ประสานงานในการถ่ายทำ ภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ให้ปฏิบัติ ดังนี้

                        (1) กรณีผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องนำเงินได้ที่ได้รับเฉพาะจากการติดต่อประสานงาน ในการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

                        เงินได้ของผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยที่ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยเงินได้พึงประเมินหรือ ค่าตอบแทนจากการติดต่อประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย รางวัลและประโยชน์ ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการติดต่อประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยงค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจำนวนคราวที่มีการติดต่อประสานงาน จ่ายเป็นการเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน ทั้งนี้ ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะ ซึ่งผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น ผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะดังกล่าวตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากร

                        การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตามมาตรา 50(1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร

                        (2) กรณีผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ ต่างประเทศและประกอบกิจการในประเทศไทย ต้องนำรายได้ที่ได้จากการติดต่อประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                        การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ ต่างประเทศในประเทศไทยตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่ง ดังนี้

                                (ก) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1.0 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                                (ข) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือ นิติบุคคลอื่น ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 3/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.101/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่าย เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2544

                        (3) กรณีผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ที่ได้รับจากการติดต่อประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย ทั้งนี้ เฉพาะเงินได้ที่เป็นค่าตอบแทนในการติดต่อประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยเท่านั้น โดยให้ผู้จ่ายเงินได้ไม่ว่าจะเป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น หักภาษี นำส่งจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร ตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

                        กรณีผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตาม ข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ

                ข้อ   11   การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย และผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

                        (1) การให้บริการของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร

                        (2) การให้บริการของเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยให้แก่คณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่เป็นการให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา 81(1)(ฐ) แห่งประมวลรัษฎากร

                        (3) การให้บริการของผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร

                        การจ่ายค่าบริการตาม (2) และ (3) ให้แก่ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร

                                (ก) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยที่ได้เข้ามาดำเนินการถ่ายทำภาพยนตร์ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                                (ข) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยที่ได้เข้ามาดำเนินการติดต่อประสานงานในราชอาณาจักรเป็นการ ชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                                (ค) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ประสานงานในการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยได้ดำเนินการติดต่อประสานงานในต่างประเทศ

                ข้อ   12   บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก

                ข้อ   13   คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ที่ลงในคำสั่งนี้เป็นต้นไป


สั่ง ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545


ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล

(นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล)

อธิบดีกรมสรรพากร






อ้างอิงกฏหมาย

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 13)

เรื่อง    กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการ การให้บริการของนักแสดงสาธารณะตามมาตรา 81(1)(ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 81(1)(ฒ) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2534 อธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดสาขา และลักษณะการประกอบกิจการ การให้บริการของนักแสดงสาธารณะไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1  การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใด ๆ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะแสดงเดี่ยว เป็นหมู่ หรือคณะ

ข้อ 2  ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป


********************************************************************************

https://www.rd.go.th/3479.html


คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528
 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย


ข้อ 9ให้บุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น
                   (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เป็นรางวัลในการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค หรือการอื่นใดอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0
                   “(1/1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม เฉพาะที่เป็นรางวัลในการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค หรือการอื่นใดอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษีด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.354/2566 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป)
 “(2) นักแสดงสาธารณะ
                         “(ก) กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ หักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา เว้นแต่นักแสดงสาธารณะที่เป็น นักแสดงภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ เฉพาะกรณีที่มีการดำเนินการถ่ายทำ ภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ในประเทศไทยโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในประเทศไทยจากคณะอนุกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ว่าด้วยการขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2544 หักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 10.0”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.111/2545 ใช้บังคับ 28 กันยายน 2545 เป็นต้นไป)
 (
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545)
                         (ข) กรณีนอกจาก (ก) หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0
 คำว่า “นักแสดงสาธารณะ” หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุและโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพหรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใด ๆ”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.31/2534 ใช้บังคับ 1 กันยายน พ.ศ. 2534 เป็นต้นไป)
 (
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.102/2544)

 



เรื่อง

บริษัทฯ จ้างบริษัทต่างประเทศหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 29/09/2017 - วันที่ตอบ 02/10/2017

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

ข้อ 9 (3) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544

ปุจฉา

มีเรื่องรบกวนปรึกษา กรณีบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย จ้างนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นธุระจัดหาศิลปินมาทำการแสดงในประเทศไทย โดยบริษัทดังกล่าวไม่มีสาขาและสถานประกอบการในไทย และค่าใช้จ่ายที่บริษัทจ่ายให้กับบริษัทในอเมริกา เป็นค่านักแสดงรวมค่านายหน้า ซึ่งตามใบแจ้งหนี้ระบุเป็นค่าศิลปินทั้งจำนวน
 คำถาม
 
    อยากทราบว่า เงินที่บริษัทจ่ายถือเป็นเงินได้ประเภทไหนเนื่องจากไปดูข้อหารือของกรมสรรพากร ให้แยกค่านายหน้า กับค่าศิลปินออกจากกัน โดยค่านายหน้าไม่ต้องหักภาษีณ ที่จ่าย (มีอนุสัญญาภาษีซ้อน) ส่วนค่านักแสดงต้องคำนวณหักณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า ก็เลยงง ค่ะ สรุปต้องแยกมั้ยคะ เพราะสัญญาระบุเป็นค่าศิลปินทั้งจำนวน

วิสัชนา

ตามข้อ 9 (3) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544

     ข้อ 9 การเสียภาษีเงินได้ของคู่สัญญาที่จัด หานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย และการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงให้ปฏิบัติ ดังนี้...

         (3) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ที่ได้รับจากการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง หรือแข่งขันในประเทศไทย โดยให้ผู้จ่ายเงินได้ไม่ว่าจะเป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น หักภาษีนำส่งจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

 

     กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะ มาแสดงมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บ ภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ"

     กรณีบริษัทฯ จดทะเบียนในประเทศไทย จ้างนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นธุระจัดหาศิลปินมาทำการแสดงในประเทศไทย โดยบริษัทดังกล่าวไม่มีสาขาและสถานประกอบการในไทย และค่าใช้จ่ายที่บริษัทจ่ายให้กับบริษัทในอเมริกา เป็นค่านักแสดงรวมค่านายหน้า ซึ่งตามใบแจ้งหนี้ระบุเป็นค่าศิลปินทั้งจำนวน นั้น

 

        1. บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นผู้รับจัดหานักแสดงมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย - สหรัฐอเมริกา ถือเป็นกำไรจากธุรกิจ จึงไม่มีหน้าทีต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย
         2. บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเงินได้ทั้งหมดที่บริษัทฯ ได้จ่ายให้แก่นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา
         3. เนื่องจากนักแสดงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย - สหรัฐอเมริกา ผู้จ่ายเงินได้ (นิติบุคคลต่างประเทศ) จึงมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) และจัดทำใบผ่านภาษีตามมาตรา 4 ทวิ - มาตรา 4 นว แห่งประมวลรัษฎากร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การขอรับใบผ่านภาษีสำหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นนักแสดงสาธารณะ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

07/05/1998

เลขที่หนังสือ

กค 0811/05436

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 3 เตรส, คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม ลงวันที่ 16 เมษายน 2541

ข้อหารือ

   ตามที่ได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาอาชีพหรือการจัดการแสดงของชาวต่างประเทศ หลายประเภทในประเทศไทย เป็นเหตุให้ชาวต่างประเทศดังกล่าวได้รับเงินรางวัลหรือค่าตอบแทนจากการ แข่งขันกีฬาหรือการแสดงนั้น เนื่องจากการจัดเก็บภาษีสำหรับนักแสดงสาธารณะที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน ต่างประเทศ กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่นักแสดงสาธารณะดังกล่าว มีหน้าที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนำส่ง กรมสรรพากรภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และตามข้อ 9 (2) (ก) ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.68/2539 ฯ ลงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2539 ซึ่งการจัดเก็บภาษีกรณีดังกล่าวอาจดำเนินการไม่ทันต่อเหตุการณ์ เพราะชาวต่างประเทศเดินทางออกนอกประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องขอรับใบผ่านภาษีอากรดังนั้นจึงขอหารือแนวทางปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน

แนววินิจฉัย

ดังนั้น เพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรจากคนต่างด้าวผู้มีเงินได้ดังกล่าวได้ครบถ้วนตาม กฎหมาย กรมสรรพากรจึงได้กำหนดให้คนต่างด้าวที่เป็นนักแสดงสาธารณะต้องขอใบผ่านภาษีอากรต่อ กรมสรรพากรก่อนการเดินทางออกจากประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ ตามข้อ 2 (3) ของ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดให้คนต่างด้าวผู้เดินทางออกจากประเทศไทยไม่ต้องขอรับ ใบผ่านภาษีอากร ลงวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2541

เลขตู้

61/26653



เรื่อง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีบริษัทจ่ายเงินค่าจ้างนักแสดงชาวต่างประเทศ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

27/01/2000

เลขที่หนังสือ

กค 0811/656

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (8), คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ

ข้อหารือ

     บริษัทฯ เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ ได้ทำสัญญาว่าจ้างนักแสดงชาวต่างประเทศกับตัวแทนของนักแสดงดังกล่าว และในทันทีที่บริษัทฯ จ่ายค่าจ้างให้แก่นักแสดงชาวต่างประเทศโดยผ่านทางตัวแทน บริษัทฯ ได้รับคำแนะนำว่าบริษัทฯ จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้าและนำส่งสรรพากรพื้นที่ ตามแบบ ภ.ง.ด.3 ในนามตัวแทนเพราะตัวแทนทำการแทนตัวการ ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเสมอ

     ต่อมาบริษัทฯ ได้รับคำแนะนำว่าบริษัทฯ ควรจะหักในนามของนักแสดงชาวต่างประเทศ บริษัทฯ จึงเกิดความสงสัยว่าความถูกต้องเป็นอย่างไร ดังนั้นเพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไปจึงขอหารือว่า

     1. บริษัทฯ เข้าใจว่าการที่ตัวแทนของนักแสดงชาวต่างประเทศมารับเงินแทนนักแสดงและบริษัทฯ ได้ทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้าและนำส่งสรรพากรพื้นที่ตามแบบ ภ.ง.ด.3 ในนามตัวแทน ถือว่าบริษัทฯ ได้ทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว

     2. หากความเข้าใจของบริษัทฯ คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง ก็ขอให้พิจารณาอนุโลมสำหรับกรณีที่บริษัทฯ หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้าและนำส่งสรรพากรพื้นที่ตามแบบ ภ.ง.ด.3 ในนามตัวแทนที่ผ่านมา และถือว่าบริษัทฯ ได้ทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว

แนววินิจฉัย

     1. บริษัทฯ เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย เมื่อมีการจ่ายเงินค่าจ้างซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่นักแสดงซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในนามของนักแสดงตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 9 (2) (ก) แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งกรมสรรพากรพร้อมกับยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

     2. กรณีบริษัทฯ ได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในนามตัวแทนของนักแสดงและนำส่งไว้แล้วภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย จึงอนุโลมให้ถือว่า บริษัทฯ ยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีจากเงินที่จ่ายให้แก่นักแสดงแล้ว

เลขตู้

63/28862



รื่อง

จ้างนักแสดงสาธารณะชาวต่างชาติมาร้องเพลงในไทย / บริษัทฯ จ้างบุคคลชาวมาเลเซียทำ PR โปรโมทที่มาเลเซีย / จ้างที่ปรึกษาบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ เรื่องการจัดแข่งกีฬาในไทย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 01/12/2022 - วันที่ตอบ 27/12/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544

ปุจฉา

รบกวนสอบถามค่ะ เนื่องจากได้โทรหาสรรพากร 1161 แล้วได้คำตอบไม่ตรงกัน (โทรไป 2 ครั้ง)

คำถามมีดังนี้นะคะ  

    a. บริษัทฯ ทำสัญญาจ้างผู้จัดหาศิลปินนาย A (เป็นบุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลีย) เพื่อนำนักแสดงสาธารณะมาร้องเพลงในงาน Event ที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดในประเทศไทย โดยนาย A จะเดินทางมาพร้อมศิลปินและอยู่ในไทยไม่เกิน 10 วัน

*ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย

    b. บริษัทฯ ทำสัญญากับนักแสดงสาธารณะ (ชาวออสเตรเลีย) มาทำการแสดงในประเทศ โดยศิลปินจะอยู่ในประเทศไทยไม่เกิน 10 วัน

*ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย

    c.บริษัทฯ จ้างบุคคลชาวมาเลเซียทำ PR ประชาสัมพันธ์โปรโมทงานและ Event ของประเทศไทยโดยเผยแพร่ที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อประชาสัมพันธ์ และโปรโมทประเทศไทย

*ชาวมาเลมีเดินทางเข้ามาที่ไทยเพื่อมาคุยงานประมาณ 3 วันเราทำการชำระเงินในไทย

    d. บริษัทฯ จ้างที่ปรึกษาชาวต่างชาติ (บุคคลธรรมดาชาว USA) เรื่องการจัดแข่งกีฬาเป็นเงิน 10,000 เหรียญ ชาวต่างชาติเข้ามาในไทยก่อน (ประมาณ 20 วันเพื่อมาเที่ยว) หลังจากพูดคุยพอเขาบินกลับไปที่ USA ทำการวางแผนงานคร่าวๆ กลับมาจึงทำการจ้างเป็นที่ปรึกษา

คำถาม

ทั้ง 3 กรณี ในแต่ละกรณีเราต้องทำหัก ณ ที่จ่ายไหมคะ หรือต้องคำณวนภาษีแบบอื่นและต้องนำส่ง VAT ภพ 36 ไหมคะ เรื่อง VAT เคลียร์คะ แต่ขอทราบเรื่องการหัก ณ ที่จ่ายได้ไหมคะ ว่าแต่ละกรณี a b c d ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือชำระภาษีอะไรเพิ่มไหมคะ

วิสัชนา

a. ตามข้อ 9 ข้อ 10 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ลงวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2544 

        “ข้อ 9 การเสียภาษีเงินได้ของคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย และการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินได้ให้แก่คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงให้ปฏิบัติ ดังนี้

             (1) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องนำเงินได้ที่ได้รับจากการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

                  การจ่ายค่าจัดหานักแสดงสาธารณะให้แก่คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตามมาตรา 50 (1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร

             ... 

             กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะ มาแสดงมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บ ภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ

        ข้อ 10 การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง

             (1) การให้บริการของนักแสดงสาธารณะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่า เพิ่มตามมาตรา 81 (1)(ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร

             (2) การจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนในลักษณะเป็นค่าเข้าชมการแสดง หรือค่าตอบแทนอื่นในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่เป็นการจัดการแสดงเพื่อการ กุศลสาธารณะหรือการแข่งขันกีฬาสมัครเล่น ตามมาตรา 81 (1)(ฑ) และ (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร

             การจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ ตามวรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมใน สาขานาฏศิลป์ สาขาดุริยางคศิลป์และสาขาคีตศิลป์ ซึ่งผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะมิได้เรียกเก็บค่าบริการโดยตรงจากผู้ชมหรือผู้ฟัง แต่ไม่รวมถึงการให้บริการโดยกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่นได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากรและ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 11) เรื่อง กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการให้บริการที่ เป็นงานทางศิลปะและ วัฒนธรรมตามมาตรา 81 (1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 

             (3) การติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง หรือแข่งขันในประเทศไทยของ คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูล ค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

             (4) การจ่ายค่าบริการตาม (2) และ (3) ให้แก่ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่า เพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร

                  (ก) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดง สาธารณะในประเทศไทย หรือคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมา แสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยที่ได้เข้ามา ดำเนินการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะในราช อาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว

                  (ข) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย โดยได้ดำเนินการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะในต่างประเทศ” 


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

        กรณีบริษัทฯ ทำสัญญาจ้างผู้จัดหาศิลปินนาย A (เป็นบุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลีย) เพื่อนำนักแสดงสาธารณะมาร้องเพลงในงาน Event ที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดในประเทศไทย โดยนาย A จะเดินทางมาพร้อมศิลปินและอยู่ในไทยไม่เกิน 10 วัน

        *ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย

        เช่นนี้ นาย A เป็นคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงในประเทศไทย การชำระค่าบริการให้กับนาย A เป็นค่าตอบแทนในการให้บริการดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า นาย A บุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลีย มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมิน นาย A บุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลียดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวในประเทศไทยแต่อย่างใด ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร



 

b. ตามข้อ 17 แหงอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – ออสเตรเลีย ว่าด้วย “นักแสดง” กำหนดหลักเกณฑ์ ในการเสียภาษีเงินได้ของนักแสดงชาวออสเตรเลียในประเทสไทยดังนี้   

        “ข้อ 17 นักแสดง

        1. โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติในข้อ 14 และ 15 เงินได้ที่นักแสดง (เช่น การละคร ภาพยนตร์ นักแสดง วิทยุหรือโทรทัศน์ นักดนตรีและนักกีฬา) ได้รับจากกิจกรรมส่วนบุคคลของตนเช่นว่านั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่กิจกรรมนั้นเกิดขึ้น

        2. ในกรณีเงินได้ในส่วนที่เกี่ยวกับกิจกรรมส่วนบุคคลของนักแสดงเช่นว่านั้น มิได้เกิดขึ้นกับตัวนักแสดงเอง แต่เกิดขึ้นกับบุคคลอื่น เงินได้นั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่กิจกรรมนั้นๆ ของนักแสดงได้มีการกระทำ โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติของข้อ 7, 14 และ 15 ที่บังคับอยู่

        3. โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติของข้อ 7 ในกรณีกิจกรรมตามที่ระบุในวรรค 1 ได้จัดให้มีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง โดยวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง กำไรซึ่งวิสาหกิจเช่นว่านั้นได้รับจากการจัดให้มีกิจกรรมดังกล่าว อาจเก็บภาษีได้ในรัฐที่กล่าวถึงรัฐแรก เว้นแต่กรณีวิสาหกิจดังกล่าวได้รับเงินอุดหนุนส่วนใหญ่จากกองทุนสาธารณะของอีกรัฐหนึ่ง รวมทั้งจากส่วนราชการใดๆ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือองค์การตามกฎหมายของอีกรัฐหนึ่งนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติของกิจกรรมเช่นว่านั้น

        4. บทบัญญัติของวรรค 1 และ 2 มิให้ใช้บังคับกับเงินได้ที่นักแสดงได้รับเนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ที่กระทำในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง หากการมาเยือนรัฐนั้นได้รับเงินอุดหนุนส่วนใหญ่จากกองทุนสาธารณะของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง รวมทั้งส่วนราชการใดๆ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรตามกฎหมายของอีกรัฐหนึ่งนั้น” 

        ตามข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ลงวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2544

        “ข้อ 5 นักแสดงสาธารณะที่มีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ และเข้ามาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ทั้งนี้ ไม่ว่าการจ่ายเงิน ได้ดังกล่าวจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

             นักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่งมี หน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและชำระภาษี โดยปฏิบัติตามข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 4

             กรณีนักแสดงสาธารณะมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ

        ข้อ 6 คนต่างด้าวที่มีเงินได้พึงประเมินจากการเป็นนักแสดงสาธารณะในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด เพื่อขอรับใบผ่านภาษีอากรภายในกำหนดเวลา ไม่เกิน 15 วันก่อนออกเดินทาง ไม่ว่ามีเงินภาษีอากรที่ต้องชำระ หรือไม่ตามมาตรา 4 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

        ข้อ 7 การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้ผู้จ่ายเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในเจ็ด วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ดังนี้

             ...

             (2) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ดังนี้

                  (ก) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักภาษีไว้ในอัตราร้อยละ 5.0 

                  (ข) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ ให้คำนวณหักภาษีไว้ตามอัตราที่ กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” 



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ ทำสัญญากับนักแสดงสาธารณะ (ชาวออสเตรเลีย) มาทำการแสดงในประเทศไทย โดยศิลปินจะอยู่ในประเทศไทยไม่เกิน 10 วัน

       *ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย

        เช่นนี้ เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ค่าแสดงให้แก่นักแสดงชาวออสเตรเลีย บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า โดยไม่ยกเว้นภาษีเงินได้ 150,000 บาทแรก และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาท้องที่ ภายใน 7  วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528  



 

c. กรณีบริษัทฯ จ้างบุคคลชาวมาเลเซียทำ PR ประชาสัมพันธ์โปรโมทงานและ Event ของประเทศไทยโดยเผยแพร่ที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อประชาสัมพันธ์ และโปรโมทประเทศไทย

        *ชาวมาเลมีเดินทางเข้ามาที่ไทยเพื่อมาคุยงานประมาณ 3 วันเราทำการชำระเงินในไทย

        เช่นนี้ เงินได้ที่บริษัทฯ ได้จ่ายดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุคคลธรรมดาชาวมาเลเซีย มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมิน บุคคลธรรมดาชาวมาเลเซียดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวในประเทศไทยแต่อย่างใด ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร



 

d.บริษัทฯ จ้างที่ปรึกษาชาวต่างชาติ (บุคคลธรรมดาชาว USA) เรื่องการจัดแข่งกีฬาเป็นเงิน 10,000 เหรียญ ชาวต่างชาติเข้ามาในไทยก่อน (ประมาณ 20 วันเพื่อมาเที่ยว) หลังจากพูดคุยพอเขาบินกลับไปที่ USA ทำการวางแผนงานคร่าวๆ กลับมาจึงทำการจ้างเป็นที่ปรึกษา

        เช่นนี้ เงินได้ที่บริษัทฯ ได้จ่ายดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุคคลธรรมดาชาวสหรัฐอเมริกา มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมิน บุคคลธรรมดาชาวสหรัฐอเมริกาดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวในประเทศไทยแต่อย่างใด ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



 

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ