Case study

เรื่องสัญญารับจ้างทำของกับการเสียอากรแสตมป์


เรื่อง เรื่องสัญญารับจ้างทำของกับการเสียอากรแสตมป์
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 08/11/2024
ประเภทภาษี อากรแสตมป์
ข้อกฎหมาย
คำถาม

กรณีบริษัทฯ ทำสัญญาบริการจ้างทำของอายุสัญญา 3 ปี เริ่ม 15 เม.ย. 2567 ถึง 15 เม.ย. 2570 จำนวนเงินไม่แน่นอน เมื่อครบอายุสัญญาหากต้องการจะต่อสัญญาจะต้องแจ้งก่อนครบกำหนดล่วงหน้า 6 เดือน กรณีที่ไม่แจ้งถือว่าเป็นการต่อสัญญาไปอีกคราวละ 2 ปี ขอเรียนสอบถามเกี่ยวเก็บการเสียอากรแสตมป์

1. กรณีสัญญาข้างต้นเข้าลักษณะสัญญาจ้างทำของที่ต้องติดอากร บริษัทจะต้องทำการประมาณคิดค่าอากรแสตมป์จากสัญญาอย่างไร

2. จากข้อ 2 บริษัทควรจะคิดค่าอากรนำส่งสรรพากรจากระยะเวลาในสัญญา 3 ปี หรือ 5 ปี ที่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด 

3. กรณีถ้าประมาณการยื่นขาดจะต้องยื่นเสียค่าอากรตอนไหน เมื่อไหร่ อย่างไร 

4. กรณีสัญญาลงวันที่ 1 เม.ย.67 และในสัญญาอายุ 3 ปี วันที่เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. 2567 ถึง 15 เม.ย. 2570 ต่อมาบริษัทฯได้รับสัญญาฉบับสมบูรณ์มีการลงนามทั้ง 2 ฝ่ายและลงวันที่ 10 ต.ค. 67 ดังนั้นการนำส่งค่าอากรภายใน 15 วันนับจากวันที่ลงนามคือวันที่ 10 ต.ค. 67 ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร 

5. กรณีจ่ายค่าอากรให้กับกรม 3 ปี หากต่อมายกเลิกสัญญาในปี 2569 ค่าอากรที่ยื่นไว้เกินจะต้องทำอย่างไรบ้างให้เป็นไปตามหลักการที่กฎหมายกำหนด

คำตอบ


คำตอบข้อ 1

คำถาม

1. กรณีสัญญาข้างต้นเข้าลักษณะสัญญาจ้างทำของที่ต้องติดอากร บริษัทจะต้องทำการประมาณคิดค่าอากรแสตมป์จากสัญญาเพื่อนำส่งภาษีวิธีอย่างไรได้บ้างที่เหมาะสม 


คำตอบ


1. กรณีไม่สามารถกำหนดค่าจ้างได้ที่แน่นอนได้ ให้บริษัทประมาณจำนวนค่าจ้างตามสมควรแล้วเสียอากรตามจำนวนค่าจ้างที่ประมาณนั้น และต่อมาเมื่อมีการรับเงินค่าจ้างเป็นคราว ๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ ให้บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์เพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน ตามลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ประกอบกับข้อ 5 และข้อ 6 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559


ตามลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า

   “4. จ้างทำของ

         ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างที่กำหนดไว้

         หมายเหตุ

         (1) ถ้าในเวลากระทำสัญญาจ้างทำของไม่ทราบจำนวนสินจ้างว่าเป็นราคาใด ให้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควรแล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น

         (2) ถ้ามีการรับเงินสินจ้างเป็นคราว ๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ ให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน

         (3) เมื่อการรับจ้างทำของได้สิ้นสุดลงแล้ว และปรากฏว่าได้เสียอากรเกินไป ให้ขอคืนตามมาตรา 122 ได้



คำตอบข้อ 2

คำถาม

2. จากข้อ 2 บริษัทควรจะคิดค่าอากรนำส่งสรรพากรจากระยะเวลาในสัญญา 3 ปี หรือ 5 ปี ที่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด 


คำตอบ


2. ในกรณีที่สัญญารับจ้างทำของมีกำหนดเวลา 3 ปี และมีเงื่อนไขว่าหากครบ 3 ปี หากไม่มีการยกเลิกสัญญาให้ต่ออัตโนมัติได้อีก 2 ปี ในกรณีนี้ให้บริษัทฯ ประมาณจำนวนค่าจ้างที่คาดว่าจะได้รับตามสมควรตลอดอายุของสัญญา 3 ปี และเสียอากรตามจำนวนค่าจ้างที่ได้ประมาณขึ้นก่อน และเมื่อสัญญาครบกำหนด 3 ปีแล้ว (วันที่ 15 เม.ย. 2570) คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้แจ้งเลิกสัญญา ย่อมถือได้ว่า คู่สัญญาได้ตกลงทำสัญญาฯ ขึ้นใหม่ 2 ปี ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องชำระอากรตามจำนวนสินจ้าง ที่ตกลงกันตามสัญญาฯ ใหม่นั้นอีก 2 ปี ตามลักษณะแห่งตราสาร 4. จ้างทำของ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ และหากบริษัทฯ ไม่ทราบจำนวนค่าจ้างตามสัญญาในขณะที่สัญญามีผลใช้บังคับต่อไปนั้น ให้บริษัทฯ ประมาณจำนวนค่าจ้างตามสมควรที่คาดว่าจะได้รับตามสัญญาฯ และชำระอากรตามที่ประมาณ



คำตอบข้อ 3

คำถาม

3. กรณีถ้าประมาณการยื่นขาดจะต้องยื่นเสียค่าอากรตอนไหน เมื่อไหร่ อย่างไร 


คำตอบ

3. กรณีอากรแสตมป์ที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ เสียขาดไป ให้บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์เพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงินตามลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ประกอบกับข้อ 5 และข้อ 6 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559


คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559

          ข้อ  6  ผู้รับจ้างตามข้อ 5 มีหน้าที่ต้องเสียอากร 1 บาท ต่อทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   กรณีไม่ทราบจำนวนสินจ้างในขณะทำสัญญาจ้างทำของว่าเป็นจำนวนเท่าใดให้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควร แล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น

                   กรณีมีการรับเงินสินจ้างเป็นคราวๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ ให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน

                   ตัวอย่าง

                   (3) ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 นาย ก ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ให้ทำการก่อสร้างโรงจอดรถยนต์ ราคาค่าก่อสร้าง 900,000 บาท บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 900,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2559 นาย ก และบริษัท ข จำกัด ได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างฉบับดังกล่าวแก้ไขข้อสัญญาโดยเพิ่มค่าก่อสร้างอีกจำนวน 200,000 บาทบริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องชำระอากรเพิ่มเติมให้ครบเป็นตัวเงินจากมูลค่า 200,000 บาท ในวันที่ 1 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันจัดทำตราสารบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างทำของ

                   (5) บริษัท ก จำกัด ได้ทำสัญญาจ้างนาย ข เป็นนายหน้าจัดหาลูกค้าโดยคิดสินจ้างจากจำนวนลูกค้าที่หาได้ ในอัตราคนละ 10,000 บาท ทำให้ไม่อาจทราบจำนวนสินจ้างในขณะทำสัญญาจึงประมาณสินจ้างตามสมควรไว้จำนวน 500,000 บาท นาย ข ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 500,000 บาท

                           ต่อมา เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง บริษัท ก จำกัด จ่ายสินจ้างตามผลงานที่นาย ข ทำได้จำนวนรวมทั้งสิ้น 700,000 บาท นาย ข ผู้รับจ้าง มีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 200,000 บาท ที่เพิ่มขึ้น ในทันทีที่มีการรับเงิน




คำตอบข้อ 4

คำถาม

4. กรณีสัญญาลงวันที่ 1 เม.ย.67 และในสัญญาอายุ 3 ปี วันที่เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. 2567 ถึง 15 เม.ย. 2570 ต่อมาบริษัทฯ ได้รับสัญญาฉบับสมบูรณ์มีการลงนามทั้ง 2 ฝ่ายและลงวันที่ 10 ต.ค. 67 ดังนั้นการนำส่งค่าอากรภายใน 15 วันนับจากวันที่ลงนามคือวันที่ 10 ต.ค. 67 ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร 


คำตอบ


4. กรณีสัญญาลงวันที่ 1 เม.ย.67 และในสัญญาอายุ 3 ปี วันที่เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. 2567 ถึง 15 เม.ย. 2570 ต่อมาบริษัทฯ ได้รับสัญญาฉบับสมบูรณ์มีการลงนามทั้ง 2 ฝ่ายและลงวันที่ 10 ต.ค. 67 

ดังนั้นการนำส่งค่าอากรภายใน 15 วันนับจากวันที่ลงนามคือวันที่ 10 ต.ค. 67 ถูกต้องแล้วคะ


การทำตราสารจ้างทำของ ผู้ว่าจ้าง และผู้รับจ้าง ลงลายมือชื่อครบทั้ง 2 ฝ่าย ในวันใด ให้เสียอากรวันที่ลงนามครบทั้งสองฝ่าย โดยเสียอากรภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ต้อง ปิดแสตมป์บริบูรณ์ (วันที่ลงนาม)


คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559

          ข้อ  5  ตราสารจ้างทำของที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการจ้างทำของซึ่งผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย

                   ตัวอย่าง

                   (1) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างให้สร้างอาคารสำนักงาน โดยบริษัท ก จำกัด แจ้งให้บริษัท ข จำกัด ประเมินราคางานเบื้องต้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 และบริษัท ข จำกัด ทำใบเสนอราคา (Quotation) ให้แก่บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ต่อมาบริษัท ก จำกัด และบริษัท ข จำกัด ได้ทำสัญญาจ้างและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายในวันที่ 1 เมษายน 2559 บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารจ้างทำของ




คำตอบข้อ 5

คำถาม

5. กรณีจ่ายค่าอากรให้กับกรม 3 ปี หากต่อมายกเลิกสัญญาในปี 2569 ค่าอากรที่ยื่นไว้เกินจะต้องทำอย่างไรบ้างให้เป็นไปตามหลักการที่กฎหมายกำหนด 


คำตอบ

หากมีการยกเลิกสัญญาในปี 2569 แล้วปรากฏว่าค่าจ้างที่ประมาณการและเสียอากรไว้นั้นมีจำนวนสูงกว่าค่าจ้างจริง บริษัทฯ มีสิทธิขอคืนอากรได้ภายใน 6 เดือนนับแต่วันเสียอากร ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร 


หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขอคืนอากร 
 1. ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า 2 บาท 

2. ให้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ภายในเวลา 6 เดือน นับแต่วันเสียอากรหรือค่าเพิ่มอากร 

3. คำร้องต้องประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสาร ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นสมควรให้ยื่นการสนับสนุนคำร้อง 

4. อธิบดีเห็นว่าเกินไปจริง ผลตามกฎหมาย คืนค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้




https://www.rd.go.th/5203.html#mata122


มาตรา 122ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า 2 บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริงก็ให้คืนค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้นต้องยื่นภายในเวลา 6 เดือน นับแต่วันเสียอากร หรือค่าเพิ่มอากรและต้องประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นควรให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง




ความรู้เพิ่มเติม


เกี่ยวกับการทำสัญญาจ้างทำของ และมีการลงลายมือชื่อครบทั้งสองฝ่าย ถือเป็นการ “กระทำ” ตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ หากได้เสียอากรแสตมป์ครบถ้วนแล้ว ถือว่าสัญญานี้ได้จัดทำครบถ้วนตามกฏหมาย ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดีความได้ กรณีที่บริษัทไม่ปิดแสตมป์ให้สมบูรณ์ จะไม่สามารถใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้จนกว่าจะได้เสียอากรแสตมป์ให้ครบถ้วน


1. กรณีตราสารไม่เกิน 1 ล้านบาท สามารถซื้อตัวแสตมป์อากรเป็นดวง มาติดบนตราสาร(สัญญา) และทำการขีดฆ่าได้


2. กรณีตราสารเกิน 1 ล้านบาท จะต้องขอเสียเป็นตัวเงิน ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 ซึ่งทำได้ 2 วิธี คือ


- กรณีชำระเป็นตัวเงิน (อ.ส.4) คือ การเสียอากรเป็นตัวเงินโดยใช้แบบกระดาษ อ.ส.4 ต่อเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ในพื้นที่ที่บริษัทตั้งอยู่

- กรณีชำระเป็นตัวเงิน (อ.ส.9) ออนไลน์ คือ การเสียอากรเป็นตัวเงินโดยใช้แบบออนไลน์ อ.ส.9 ผ่านระบบ e-Filing สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ที่นี่ https://efiling.rd.go.th/rd-stamp-os9-web/#/index


วิธีการขอเสียอากรแสตมป์

  1. กรณีแสตมป์ปิดทับคือ การเสียอากรแสตมป์ ด้วยการปิดแสตมป์ลงบนตราสาร แล้วขีดฆ่าแสตมป์นั้น
  2. กรณีแสตมป์ดุนคือ การให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ประทับแสตมป์ดุน (การดุนกระดาษตราสาร ให้เป็นรอยแสตมป์) และทำการขีดฆ่าแสตมป์ดุนนั้น โดยปกติวิธีนี้จะไม่นิยมทำกันแล้วนะ
  3. กรณีชำระเป็นตัวเงิน (อ.ส.4)คือ การเสียอากรเป็นตัวเงินโดยใช้แบบกระดาษ อ.ส.4 ต่อเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ในพื้นที่ที่บริษัทตั้งอยู่
  4. กรณีชำระเป็นตัวเงิน (อ.ส.9) ออนไลน์คือ การเสียอากรเป็นตัวเงินโดยใช้แบบออนไลน์ อ.ส.9 ผ่านระบบ e-Filing สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ที่นี่https://efiling.rd.go.th/rd-stamp-os9-web/#/index


อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

อากรแสตมป์ กรณีการปิดและการขอคืนอากรแสตมป์สัญญาบริการ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

18/07/2017

เลขที่หนังสือ

กค 0702/4626

ประเภทภาษี

อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

ตราสาร 4. จ้างทำของ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 54)

ข้อหารือ

บริษัท ซ. (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัทฯ) ได้หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับอากรแสตมป์ กรณีการปิดอากรแสตมป์และการขอคืนอากรแสตมป์สำหรับสัญญาบริการ โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
1. บริษัทฯ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย ประกอบกิจการให้บริการทางธุรกิจแก่บริษัทในเครือ ได้ทำสัญญาให้บริการการดำเนินงานทั่วไป บริการทางวิศวกรรมและเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม (สัญญาฯ) กับบริษัทในเครือเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 โดยกำหนดให้สัญญาฯ มีผลใช้บังคับเป็นเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2558 และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2559
2. บริษัทฯ ตกลงเรียกเก็บค่าบริการตามสัญญาฯ จากบริษัทในเครือเป็นรายไตรมาส คำนวณค่าบริการตามสัญญาฯ จากต้นทุนการให้บริการที่เกิดขึ้นบวกกับกำไรตามอัตราที่ตกลงไว้ในสัญญาฯ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท โดยได้นำสัญญาฯ ซึ่งมีมูลค่า 55,946,237.66 บาท ไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทำการสลักหลัง พร้อมทั้งยื่นแบบขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน (แบบ อ.ส.4) และชำระอากรแสตมป์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 จำนวน 55,947 บาท แต่เนื่องจากบริษัทฯ ได้ยื่นแบบ อ.ส.4 เมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจึงเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร 2 เท่าของจำนวนอากรตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงิน 111,849 บาท บริษัทฯ จึงได้ยื่นคำร้องขอลดเงินเพิ่มจากจำนวน 111,849 บาท คงเหลือเพียง 27,974 บาท และได้ชำระเงินเพิ่มจำนวนดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2558 เรียบร้อยแล้ว
3. ในวันที่ 30 ตุลาคม 2558 บริษัทฯ ได้ยื่นแบบ อ.ส.4 ขอชำระอากรแสตมป์เพิ่มในส่วนที่บริษัทฯ ได้ประมาณการมูลค่าของสัญญาฯ ตาม 2. ขาดไป (บริษัทฯ ได้ประมาณการมูลค่าของสัญญาฯ เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 220,859,100 บาท) ซึ่งบริษัทฯ ได้ชำระอากรเพิ่มจำนวน 220,860 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 88,344 บาท รวมเป็นจำนวน 309,204 บาท ไว้ในวันดังกล่าว พร้อมทั้งได้ยื่นคำร้องขอลดเงินเพิ่มตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร
 
      4. บริษัทฯ ขอหารือดังนี้
4.1 กรณีสัญญาฯ ไม่ได้กำหนดจำนวนค่าบริการที่แน่นอนไว้ และบริษัทฯ ได้ประมาณการมูลค่าของการให้บริการตามสัญญาฯ ไว้เป็นจำนวน 276,805,337.66 บาท โดยได้ชำระค่าอากรแสตมป์จำนวน 276,807 บาท แก่กรมสรรพากรแล้ว ต่อมา ปรากฏว่าค่าบริการที่เกิดขึ้นจริงมีจำนวนน้อยกว่าที่ได้ ประมาณการไว้ เช่นนี้ บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการอย่างไร เพื่อขอคืนค่าอากรแสมตป์ที่ได้ชำระไว้เกิน และในกรณีที่ค่าบริการนั้นมีจำนวนสูงกว่าที่ได้ประมาณการไว้ บริษัทฯ จะต้องชำระค่าอากรแสตมป์เพิ่มให้แก่กรมสรรพากร และต้องเสียเงินเพิ่มหรือไม่ อย่างไร
               4.2 กรณีสัญญาฯ มีข้อตกลงระบุว่า “ให้สัญญามีผลใช้บังคับเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 และจะต่ออายุออกไปโดยอัตโนมัติ เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งขอยกเลิกสัญญา” ดังนั้น เมื่อครบกำหนด 1 ปี และคู่สัญญาไม่ได้แจ้งขอยกเลิกสัญญาฯ จะถือว่า สัญญาฯ ดังกล่าว เริ่มมีผลใช้บังคับต่อไปอีกเป็นเวลา 1 ปี บริษัทฯ จะต้องประมาณค่าบริการที่คาดว่าจะได้รับสำหรับระยะเวลาการให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 และชำระอากรเป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ พร้อมทั้งนำสัญญาฯ ไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์เพื่อสลักหลังภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันที่สัญญาฯ เริ่มมีผลใช้บังคับ (วันที่ 16 สิงหาคม 2559) ใช่หรือไม่

แนววินิจฉัย

1. กรณีบริษัทฯ ทำสัญญาฯ กับบริษัทในเครือ โดยสัญญาฯ ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามลักษณะแห่งตราสาร 4. จ้างทำของ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ และมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป บริษัทฯ ในฐานะผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร โดยต้องนำตราสารมาสลักหลังตามระเบียบของกรมสรรพากรก่อนกระทำตราสาร หรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันกระทำตราสารนั้น ตามข้อ 2(3)(ก) และข้อ 3(3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร สำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 54)ฯ ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งการที่บริษัทฯ ไม่ทราบจำนวนค่าจ้างว่าเป็นราคาเท่าใด จึงประมาณจำนวนค่าจ้างตามสมควรแล้วเสียอากรตามจำนวนที่ประมาณการไว้นั้น ย่อมเป็นการปฏิบัติตามหมายเหตุ (1) แห่งลักษณะตราสารดังกล่าว ดังนั้น
     1.1 หากภายหลังปรากฏว่า ค่าจ้างที่ประมาณการและเสียอากรไว้นั้นต่ำกว่าค่าจ้างจริง บริษัทฯ ต้องไปชำระค่าอากรเพิ่มในทันทีที่มีการรับเงินค่าจ้างเพิ่มขึ้นนั้น กรณีที่บริษัทฯ ไม่ชำระอากรตามที่กำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37)ฯ ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 54)ฯ ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ย่อมมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ตามมาตรา 124 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องเสียเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร
      1.2 หากภายหลังปรากฏว่า ค่าจ้างที่ประมาณการและเสียอากรไว้นั้นมีจำนวนสูงกว่าค่าจ้างจริง บริษัทฯ ย่อมมีสิทธิขอคืนอากรได้ภายใน 6 เดือนนับแต่วันเสียอากร ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร

 

2. กรณีสัญญาฯ มีข้อตกลงระบุว่าให้สัญญามีผลใช้บังคับเป็นเวลา 1 ปี และจะต่ออายุออกไปโดยอัตโนมัติ เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งขอยกเลิกสัญญานั้น หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อสัญญาฯ ครบกำหนด 1 ปีแล้ว (วันที่ 31 กรกฎาคม 2559) คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้แจ้งเลิกสัญญา ย่อมถือได้ว่า คู่สัญญาได้ตกลงทำสัญญาฯ ขึ้นใหม่ โดยไม่มีกำหนดเวลา ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องชำระอากรตามจำนวนสินจ้าง ที่ตกลงกันตามสัญญาฯ ใหม่นั้นตามลักษณะแห่งตราสาร 4. จ้างทำของ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ อย่างไรก็ดี หากบริษัทฯ ไม่ทราบจำนวนสินจ้างตามสัญญาฯ ในขณะที่สัญญามีผลใช้บังคับต่อไปนั้น ให้บริษัทฯ ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควรที่คาดว่าจะได้รับสำหรับการให้บริการตามสัญญาฯ และชำระอากรตามลักษณะแห่งตราสารดังกล่าว ซึ่งถ้าหากจำนวนสินจ้างที่ประมาณการไว้นั้นมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป บริษัทฯ ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ โดยบริษัทฯ ต้องนำ สัญญาฯ ดังกล่าว ไปสลักหลังตามระเบียบกรมสรรพากร ก่อนกระทำตราสารหรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันกระทำตราสารนั้น ทั้งนี้ ตามข้อ 2(3)(ก) และข้อ 3(3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรสำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 54) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรสำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เลขตู้

80/40431



เรื่อง

การติดอากรแสตมป์จากยอดประมาณการ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 23/11/2022 - วันที่ตอบ 30/11/2022

ประเภทภาษี

อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

มาตรา 113 อนุมาตรา 1 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

สอบถามเกี่ยวกับ อากรแสตมป์

     กรณีที่มีการติดอากรแสตมป์จากยอดประมาณการ แล้วตอนสิ้นสุดสัญญา พบว่าอากรที่ติดขาดไป เราได้ไปยื่นเพิ่มเติม เมื่อมีการรับชำระเงิน (ตามบัญชีอากร ข้อ 4 (2) คือการเรียกเก็บค่าจ้างเป็นคราวๆ ไป เมื่อยอดเรียกเก็บเกินกว่าที่เคยยื่นอากรไว้ให้ยื่นเสียเพิ่มเติม ทันทีที่ได้รับชำระเงิน  

คำถาม

ทางสรรพากรจะคิดค่าปรับ โดยยึดจากคำว่า ต้องชำระทันทีที่ได้รับเงิน เช่นบริษัทรับเงินก้อนสุดท้ายที่เกินจากยอดที่ประมาณการไว้ในวันที่ 15 พ.ย. ต้องยื่นเพิ่มอากรทันทีใน วันที่ 15 พ.ย. โดยยึดคำว่า ต้องชำระทันทีกรณีเช่นนี้ มาตรา 113 หากยื่นภายใน 15 วัน ไม่ต้องเสียค่าปรับแต่สรรพากรบอกว่าใช้ในกรณีนี้ไม่ได้ครับ

วิสัชนา

1. ตามลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า

    “4. จ้างทำของ

         ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างที่กำหนดไว้

         หมายเหตุ

         (1) ถ้าในเวลากระทำสัญญาจ้างทำของไม่ทราบจำนวนสินจ้างว่าเป็นราคาใด ให้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควรแล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น

         (2) ถ้ามีการรับเงินสินจ้างเป็นคราว ๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ ให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน

         (3) เมื่อการรับจ้างทำของได้สิ้นสุดลงแล้ว และปรากฏว่าได้เสียอากรเกินไป ให้ขอคืนตามมาตรา 122 ได้

         ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

         สัญญาที่ทำขึ้นนอกประเทศไทยและการปฏิบัติตามข้อสัญญานั้นมิได้ทำในประเทศไทย”


2. ตามมาตรา 113 อนุมาตรา 1 แห่งประมวลรัษฎากร

    “มาตรา 113 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากรหรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

         1 ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้

         2 ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากรและให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย

            (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

            (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า”

 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ ได้ทำสัญญาจ้างทำของ โดยในเวลากระทำสัญญาจ้างทำของบริษัทฯ ไม่ทราบจำนวนสินจ้างว่าเป็นราคาใด จึงได้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควรแล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น และต่อมาเมื่อมีการรับเงินสินจ้างเป็นคราว ๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ ให้บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์เพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน

    เช่นนี้ ตามมาตรา 113 อนุมาตรา 1 แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดข้อผ่อนปรนสำหรับตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย ซึ่งมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ บริษัทฯ ในฐานะผู้มีหน้าที่เสียอากรหรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรตามอัตราในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ โดยไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร หากบริษัทฯ ได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรแสตมป์ภายใน 15 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ พนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์

    คำกล่าวอ้างของเจ้าพนักงานสรรพากรจึงไม่ถูกต้อง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"





เรื่อง

การติดอากรแสตมป์ สัญญาบริการ อายุสัญญา 3 ปี

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 06/12/2021 - วันที่ตอบ 29/01/2022

ประเภทภาษี

อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

ลักษณะตราสาร 4 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์

ปุจฉา

สอบถาม เรื่อง อากรแสตมป์ ดังนี้:

    สัญญาบริการ อายุสัญญา 3 ปี ต่ออายุอัตโนมัติ ไม่สามารถระบุสินจ้าง เสียอากรจากประมาณรายได้

คำถามคือ

    1)ควรประมาณการรายได้ตลอด 3 ปีตามอายุสัญญา หรือสามารถประมาณการปีต่อปี แล้วไปเสียภาษีของแต่ละปี

    2)หลังจากประมาณการรายได้และเสียอากรไว้แล้ว แต่ยังไม่สิ้นสุดสัญญา รายได้เกิดขึ้นจริงมากกว่าประมาณการรายได้ที่เสียอากรไว้แล้ว จะต้องเสียอากรสำหรับระยะเวลาที่เหลือของสัญญาอย่างไร เสียอากรจากประมาณการ หรือรอให้เกิดรายได้จริง แล้วเสียอากร

    3) หากต่อสัญญาในรอบที่ 2 ถือเป็นตราสารฉบับใหม่ ต้องเสียอากรแยกจากรอบแรก หรือ ยังถือเป็นตราสารฉบับเดิม ต้องเคลียร์รายได้ตามจริงกับประมาณการของรอบแรกหรือไม่

    4)ดวงอากรแสตมป์ของปีก่อนๆ เช่น ปี 60 สามารถนำมาติดสัญญาปี 64 ได้หรือไม่

วิสัชนา

กรณีบริษัทฯ ทำสัญญาบริการ อายุสัญญา 3 ปี ต่ออายุอัตโนมัติ ไม่สามารถระบุสินจ้างได้

ตามลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ประกอบกับข้อ 5 และข้อ 6 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียอากรแสตมป์สำหรับตราสารจ้างทำของตามลักษณะตราสาร 4 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ไว้ดังนี้

    “ข้อ 5 ตราสารจ้างทําของที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการจ้างทําของซึ่งผู้รับจ้างตกลงทําการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสําเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย

    ข้อ 6 ผู้รับจ้างตามข้อ 5 มีหน้าที่ต้องเสียอากร 1 บาท ต่อทุกจํานวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

           กรณีไม่ทราบจํานวนสินจ้างในขณะทําสัญญาจ้างทําของว่าเป็นจํานวนเท่าใด ให้ประมาณจํานวนสินจ้างตามสมควร แล้วเสียอากรตามจํานวนสินจ้างที่ประมาณนั้น

           กรณีมีการรับเงินสินจ้างเป็นคราว ๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ ให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจํานวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน ...”



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    1)ในกรณีที่สัญญารับจ้างทำของมีกำหนดเวลา 3 ปี และเป็นสัญญาที่ไม่ทราบจำนวนสินจ้างในขณะที่ทำสัญญา ในกรณีนี้ให้บริษัทฯ ประมาณจำนวนสินจ้างที่คาดว่าจะได้รับตามสมควรตลอดอายุของสัญญา 3 ปี และเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ได้ประมาณขึ้น

  2)หลังจากประมาณการรายได้และเสียอากรไว้แล้ว แต่ยังไม่สิ้นสุดสัญญา บริษัทฯ พบว่ารายได้เกิดขึ้นจริงมากกว่าประมาณการรายได้ที่เสียอากรไว้แล้ว ในกรณีนี้ หากอากรที่เคยเสียไว้เดิมยังไม่ครบ บริษัทฯจะต้องเสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับชำระเงินค่าบริการ

    3)หลังจากที่ได้มีการจัดทำสัญญาบริการและชำระค่าอากรสำหรับสัญญาดังกล่าวแล้ว หากต่อมามีการต่อสัญญา สัญญาฉบับใหม่ที่ทำขึ้น ถือเป็นตราสารฉบับใหม่ ต้องเสียอากรแยกต่างหากจากสัญญาฉบับก่อนหน้า

    4)ปัจจุบันอากรแสตมป์มี QR Code แล้ว ซึ่งจะระบุปีที่ออก ทำให้ต้องติดอากรแสตมป์ที่เอกสารและสัญญาในทันที ไม่สามารถนำอากรแสตมป์มาติดย้อนหลังได้ อย่างไรก็ตามสำหรับอากรแสตมป์ของปีก่อนๆ เช่น ปี 60 สามารถนำมาติดสัญญาปี 64 ได้

        อย่างไรก็ตาม หากมูลค่าตามสัญญาจ้างทำของดังกล่าวมีจำนวนค่าสินจ้างตั้งแต่ 1 ล้านบาท บริษัทฯ ต้องเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ตามมาตรา 123 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร สำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538


เครดิต อาจารย์ ดร. ก้อย Sirada Jarutakanont


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



อ้างอิงข้อกฏหมาย

        

https://www.rd.go.th/6162.html

บัญชีอัตราอากรแสตมป์

ลักษณะแห่งตราสาร

อากรแสตมป์

ผู้ที่ต้องเสียอากร

ผู้ที่ต้องขีดฆ่า

แสตมป์


 
4. จ้างทำของ

ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างที่กำหนดไว้

หมายเหตุ

(1) ถ้าในเวลากระทำสัญญาจ้างทำของไม่ทราบจำนวนสินจ้างว่าเป็นราคาเท่าใด ให้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควร แล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น       

    (2) ถ้ามีการรับเงินสินจ้างเป็นคราว ๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน

   (3) เมื่อการรับจ้างทำของได้สิ้นสุดลงแล้วและปรากฏว่าได้เสียอากรเกินไปให้ขอคืน ตามมาตรา 122 ได้

ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

สัญญาที่ทำขึ้นนอกประเทศไทยและการปฏิบัติตามข้อสัญญานั้นมิได้ทำในประเทศไทย




1 บาท



ผู้รับจ้าง



ผู้รับจ้าง





เรื่อง (ไทย)

การเสียอากรสําหรับตราสารการเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ และตราสารจ้างทําของ

เรื่อง (อังกฤษ)


ภาษาไทย (TH)

คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 153/2559

เรื่อง  การเสียอากรสำหรับตราสารการเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น

หรือแพ และตราสารจ้างทำของ

______________________________

            เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียอากรสำหรับตราสารเช่าที่ดินโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ และตราสารจ้างทำของ ตามมาตรา 103 (1) และ (3) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรสำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 54) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรสำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557 กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

            ข้อ  1  ตราสารเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ ตามลักษณะแห่งตราสาร 1. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ และตราสารจ้างทำของ ตามลักษณะแห่งตราสาร 4 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เป็นตราสารที่กำหนดให้ต้องเสียอากรแสตมป์ โดยมีวิธีการเสียอากรแสตมป์ดังนี้

                  (1) ปิดแสตมป์ทับกระดาษ เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย และขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว หรือ

                  (2) ชำระเป็นตัวเงินเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย

            ข้อ  2  ตราสารดังต่อไปนี้ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร

                   (1) เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ

                         (ก) ตราสารที่มีค่าเช่าตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป สำหรับตราสารที่กระทำตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป

                         (ข) ตราสารที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เช่า หรือ

                         (ค) ตราสารที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน

                   (2) จ้างทำของ

                         (ก) ตราสารที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป สำหรับตราสารที่กระทำตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป หรือ

                         (ข) ตราสารที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป

                   ตราสารตามวรรคหนึ่ง หากมิได้มีการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ถือว่าตราสารนั้นไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ต้องชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินและเสียเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และ 114 แห่งประมวลรัษฎากร

            ข้อ  3  ตราสารเช่าที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ ซึ่งผู้ให้เช่าได้ส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้เช่า เพื่อให้ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นภายในกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกัน และผู้เช่าได้ตกลงที่จะชำระค่าเช่าเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย

                   ตัวอย่าง

                   (1) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าที่ดิน กำหนดเวลาเช่า 1 ปี โดยได้ทำสัญญาและลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายในวันที่ 1 มีนาคม 2559 โดยสัญญาเช่ามีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารเช่า

                   (2) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าอาคารสำนักงานเพื่อใช้เป็นสถานประกอบการกำหนดเวลาเช่า 1 ปี โดยสัญญาเช่ามีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2560 และบริษัท ข จำกัด ผู้เช่า ได้เข้าใช้อาคารสำนักงานตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 แต่บริษัท ก จำกัด และบริษัท ข จำกัด ได้ทำสัญญาและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายในวันที่ 1 มีนาคม 2559 บริษัท กจำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากร ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารเช่า

                   (3) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าโกดังเก็บสินค้า กำหนดเวลาเช่า 1 ปี โดยสัญญาเช่ามีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2560 และบริษัท ข จำกัด ผู้เช่าได้เข้าใช้โกดังเก็บสินค้าตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ต่อมาบริษัท ก จำกัด ได้มีหนังสือแจ้งบริษัท ข จำกัด ให้มาลงนามในสัญญาเช่าในวันที่ 1 มีนาคม 2559 และบริษัท ข จำกัด ได้ลงนามในสัญญาเช่าดังกล่าวในวันที่ 1 เมษายน 2559 บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากร ในวันที่ 1 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารเช่า

                   (4) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าห้องในศูนย์การค้าเพื่อประกอบกิจการขายเฟอร์นิเจอร์ กำหนดเวลาเช่า 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 แต่บริษัทข จำกัด ผู้เช่า ได้เข้าปรับปรุงพื้นที่เพื่อใช้ประกอบกิจการในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ก่อนสัญญาเช่ามีผลใช้บังคับ ต่อมาบริษัท ก จำกัด และบริษัท ข จำกัด ลงนามในหนังสือเจตนาจองพื้นที่ (Reservation Information Sheet) ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการเช่า ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากร ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารเช่า

                   (5) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าโรงงานเพื่อใช้ผลิตสินค้า กำหนดเวลาเช่า 5 ปี บริษัท ก จำกัด และบริษัท ข จำกัด ได้ทำสัญญาและลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 และจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในวันที่ 1 เมษายน 2559 บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียน ในวันที่ 1 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่นำตราสารไปจดทะเบียนการเช่า

                   (6) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าห้องชุด โดยบริษัท ข จำกัด มีหนังสือขอเช่าห้องชุดดังกล่าวไปยังบริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 และบริษัท ก จำกัด มีหนังสือตอบรับยินยอมให้เช่าไปยังบริษัท ข จำกัด ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 หนังสือตอบรับตามหนังสือขอเช่าเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารเช่า บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่า มีหน้าที่ต้องเสียอากร ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารเช่า

            ข้อ  4  ผู้ให้เช่าตามข้อ 3 มีหน้าที่ต้องเสียอากร 1 บาท ต่อทุกจำนวนเงิน 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท แห่งค่าเช่าหรือเงินกินเปล่า หรือทั้งสองอย่างรวมกันตลอดอายุการเช่า

                   กรณีสัญญาเช่าที่ไม่ได้กำหนดอายุการเช่าไว้ ให้ถือว่าสัญญาเช่านั้นมีกำหนด 3 ปี

                   กรณีสัญญาเช่าใดครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว แต่ผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าอยู่โดยผู้ให้เช่าไม่ได้ทักท้วง และคู่สัญญาไม่ได้ทำสัญญาขึ้นใหม่ให้ถือว่าสัญญาเช่าเดิมนั้นได้เริ่มทำกันใหม่ โดยไม่มีกำหนดอายุการเช่าและต้องเสียอากรภายใน 30 วันนับแต่วันที่ถือว่าเริ่มสัญญาใหม่นั้น

                   ตัวอย่าง

                   (1) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าอาคารสำนักงานเพื่อใช้เป็นสถานประกอบการ ตกลงค่าเช่าปีละ 300,000 บาท โดยไม่กำหนดระยะเวลาการเช่า ให้ถือว่าสัญญาเช่าดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี ดังนั้น สัญญาเช่าจึงมีมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 900,000 บาท บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 900,000 บาท

                   (2) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าอาคารสำนักงานเพื่อใช้เป็นสถานประกอบการ ตกลงค่าเช่าปีละ 300,000 บาท กำหนดระยะเวลาการเช่า 1 ปี บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 300,000 บาท

                         ต่อมาเมื่อครบกำหนดเวลาเช่า บริษัท ข จำกัด ผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าอยู่โดยบริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง และคู่สัญญาก็ไม่ได้ทำสัญญาขึ้นใหม่ ถือว่าสัญญาเช่าเดิมนั้นได้เริ่มทำกันใหม่โดยไม่มีกำหนดอายุการเช่า เนื่องจากสัญญาเช่าที่ถือว่าเริ่มขึ้นใหม่นั้นเป็นสัญญาเช่าที่ไม่กำหนดเวลาจึงต้องถือว่ามีกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี และสัญญาเช่าใหม่มีมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 900,000 บาท บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่าจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรภายใน 30 วันนับแต่วันที่ถือว่าเริ่มสัญญาใหม่ โดยต้องเสียอากรจากมูลค่า 900,000 บาท

                   (3) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าอาคารโรงงานเพื่อใช้ผลิตสินค้าตกลงค่าเช่าปีละ 500,000 บาท กำหนดระยะเวลาการเช่า 5 ปี แต่มิได้นำสัญญาเช่าไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้โดยผลกฎหมายจะทำให้สัญญาเช่าดังกล่าวใช้บังคับได้เพียง 3 ปี แต่สัญญาเช่ามีมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 2,500,000 บาท บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่าจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินจากมูลค่า 2,500,000 บาท

                   (4) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าโกดังเพื่อใช้เป็นที่เก็บสินค้า ตกลงค่าเช่าปีละ 500,000 บาท กำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินจากมูลค่า 1,500,000 บาท

                         ต่อมาเมื่อครบกำหนดเวลาเช่า บริษัท ข จำกัดผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าอยู่โดยบริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง และคู่สัญญาก็ไม่ได้ทำสัญญาขึ้นใหม่ กรณีเช่นนี้ให้ถือว่าสัญญาเช่าเดิมนั้น ได้เริ่มทำกันใหม่โดยไม่มีกำหนดอายุการเช่า เนื่องจากสัญญาเช่าที่ถือว่าเริ่มขึ้นใหม่นั้นเป็นสัญญาเช่าที่ไม่กำหนดเวลาจึงต้องถือว่ามีกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี และสัญญาเช่าใหม่มีมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 1,500,000 บาท บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่าจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรภายใน 30 วันนับแต่วันที่ถือว่าเริ่มสัญญาใหม่ โดยต้องเสียอากรเป็นตัวเงินจากมูลค่า 1,500,000 บาท

                   (5) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าโกดังเพื่อใช้เป็นที่เก็บสินค้า ตกลงค่าเช่าปีละ 500,000 บาท กำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี โดยข้อตกลงตามสัญญาเช่ากำหนดว่าเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าให้สัญญาเช่าเดิมมีผลใช้บังคับต่อไปตามเงื่อนไขของสัญญาเพื่อไม่ต้องจดทะเบียนการเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อตกลงการต่ออายุสัญญาเช่าจึงใช้บังคับไม่ได้บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินจากมูลค่า 1,500,000 บาท

                         แต่อย่างไรก็ตาม หากครบกำหนดเวลาเช่า บริษัท ข จำกัด ผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าอยู่ โดยบริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง และคู่สัญญาก็ไม่ได้ทำสัญญาขึ้นใหม่ ถือว่าสัญญาเช่าเดิมนั้นได้เริ่มทำกันใหม่โดยไม่มีกำหนดอายุการเช่า เนื่องจากสัญญาเช่าที่ถือว่าเริ่มขึ้นใหม่นั้นเป็นสัญญาเช่าที่ไม่กำหนดเวลาจึงต้องถือว่ามีกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี และสัญญาเช่าใหม่มีมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 1,500,000 บาท บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่าจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรภายใน 30 วันนับแต่วันที่ถือว่าเริ่มสัญญาใหม่ โดยต้องเสียอากรเป็นตัวเงินจากมูลค่า 1,500,000 บาท

                   (6) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าห้องในศูนย์การค้าเพื่อประกอบกิจการขายสินค้า กำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี ตกลงค่าเช่าเดือนละ 25,000 บาท และมีข้อตกลงให้บริษัท ขจำกัด ต้องจ่ายค่าเช่าอีกส่วนหนึ่งตามส่วนแบ่งรายได้ สัญญาเช่ามีมูลค่าที่ปรากฏจำนวน 900,000 บาท บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 900,000 บาท

                         หากบริษัท ก จำกัด ได้รับส่วนแบ่งรายได้ในเดือนแรกแห่งสัญญาเช่าอีกจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นผลให้บริษัท ก จำกัด ได้รับค่าเช่าเกิน 1,000,000 บาท บริษัท ก จำกัดผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินจากมูลค่า 200,000 บาท

                   (7) บริษัท ก จำกัด ให้บริษัท ข จำกัด เช่าห้องในศูนย์การค้าเพื่อประกอบกิจการขายสินค้า กำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี บริษัท ข จำกัด ตกลงจ่ายค่าเช่าให้บริษัท ก จำกัด ตามส่วนแบ่งรายได้ โดยประมาณค่าเช่าตลอดสัญญาเช่ามีมูลค่าจำนวน 900,000 บาท บริษัท ก จำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 900,000 บาท

                         ต่อมาบริษัท ก จำกัด ได้รับค่าเช่าตามส่วนแบ่งรายได้จริงมากกว่ามูลค่าที่ประมาณไว้จำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นผลให้บริษัท ก จำกัด ได้รับค่าเช่าเกิน 1,000,000 บาท บริษัทกจำกัด ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินจากมูลค่า 200,000 บาท

            ข้อ  5  ตราสารจ้างทำของที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการจ้างทำของซึ่งผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย

                   ตัวอย่าง

                   (1) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างให้สร้างอาคารสำนักงาน โดยบริษัท ก จำกัด แจ้งให้บริษัท ข จำกัด ประเมินราคางานเบื้องต้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 และบริษัท ข จำกัด ทำใบเสนอราคา (Quotation) ให้แก่บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ต่อมาบริษัท ก จำกัด และบริษัท ข จำกัด ได้ทำสัญญาจ้างและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายในวันที่ 1 เมษายน 2559 บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารจ้างทำของ

                   (2) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมเครื่องจักร โดยบริษัท ข จำกัดผู้รับจ้าง ออกใบเสนอราคา (Quotation) ให้บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 และบริษัท ก จำกัดได้ลงนามในใบเสนอราคาฉบับดังกล่าวในวันที่ 1 มีนาคม 2559 บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารจ้างทำของ

                   (3) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมเครื่องถ่ายเอกสาร โดยบริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง ออกใบเสนอราคา (Quotation) ให้บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 แต่บริษัท ก จำกัด ไม่ได้ลงนามในใบเสนอราคาดังกล่าว ต่อมาบริษัท ก จำกัด ออกใบสั่งจ้าง (Purchase order) แจ้งให้บริษัท ข จำกัด ทราบในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ใบสั่งจ้างตามใบเสนอราคาเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 มีนาคม 2559

                   (4) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมหลังคาอาคารโรงงานบริษัท ข จำกัด ได้ซ่อมหลังคาอาคารโรงงานตามที่ตกลงแล้วเสร็จในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ต่อมาบริษัท ก จำกัดออกใบสั่งจ้าง (Purchase Order) ให้แก่บริษัท ข จำกัด ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 และบริษัท ข จำกัด ออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) พร้อมแนบใบสั่งจ้างเรียกเก็บเงินจากบริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 เมษายน 2559 ใบแจ้งหนี้ตามใบสั่งจ้างเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 เมษายน 2559

            ข้อ  6  ผู้รับจ้างตามข้อ 5 มีหน้าที่ต้องเสียอากร 1 บาท ต่อทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   กรณีไม่ทราบจำนวนสินจ้างในขณะทำสัญญาจ้างทำของว่าเป็นจำนวนเท่าใดให้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควร แล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น

                   กรณีมีการรับเงินสินจ้างเป็นคราวๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ ให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน

                   ตัวอย่าง

                   (1) นาย ก ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ให้ทำการก่อสร้างโรงจอดรถยนต์ราคาค่าก่อสร้าง 900,000 บาท บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 900,000 บาท

                   (2) บริษัท ก จำกัด ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ให้ทำการก่อสร้างอาคารสำนักงานราคาค่าก่อสร้าง 1,100,000 บาท บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินจากมูลค่า 1,100,000 บาท

                   (3) ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 นาย ก ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ให้ทำการก่อสร้างโรงจอดรถยนต์ ราคาค่าก่อสร้าง 900,000 บาท บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 900,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2559 นาย ก และบริษัท ข จำกัด ได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างฉบับดังกล่าวแก้ไขข้อสัญญาโดยเพิ่มค่าก่อสร้างอีกจำนวน 200,000 บาทบริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องชำระอากรเพิ่มเติมให้ครบเป็นตัวเงินจากมูลค่า 200,000 บาท ในวันที่ 1 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันจัดทำตราสารบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างทำของ

                   (4) ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 นาย ก ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ให้ทำการก่อสร้างบ้าน ราคาค่าก่อสร้าง 900,000 บาท บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 900,000 บาท

                           ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2559 นาย ก และบริษัท ข จำกัด ได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างฉบับดังกล่าวให้บริษัท ข จำกัด ทำการก่อสร้างโรงจอดรถยนต์ราคาค่าก่อสร้าง 200,000 บาท โดยบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินจากมูลค่า 200,000 บาท ในวันที่ 1 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันจัดทำตราสารบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างทำของ

                   (5) บริษัท ก จำกัด ได้ทำสัญญาจ้างนาย ข เป็นนายหน้าจัดหาลูกค้าโดยคิดสินจ้างจากจำนวนลูกค้าที่หาได้ ในอัตราคนละ 10,000 บาท ทำให้ไม่อาจทราบจำนวนสินจ้างในขณะทำสัญญาจึงประมาณสินจ้างตามสมควรไว้จำนวน 500,000 บาท นาย ข ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 500,000 บาท

                           ต่อมา เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง บริษัท ก จำกัด จ่ายสินจ้างตามผลงานที่นาย ขทำได้จำนวนรวมทั้งสิ้น 700,000 บาท นาย ข ผู้รับจ้าง มีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 200,000 บาท ที่เพิ่มขึ้น ในทันทีที่มีการรับเงิน

                   (6) บริษัท ก จำกัด ได้ทำสัญญาจ้างนาย ข เป็นที่ปรึกษาทางการตลาดและแนะนำลูกค้า โดยคิดสินจ้างในอัตราร้อยละ 2 ของยอดขายของบริษัท ก จำกัด ในแต่ละปี ทำให้ไม่อาจทราบจำนวนสินจ้างในขณะทำสัญญา จึงประมาณสินจ้างตามสมควรไว้จำนวน 800,000 บาท นาย ข ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 800,000 บาท

                         ต่อมา เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง บริษัท ก จำกัด จ่ายสินจ้างตามผลงานที่นาย ข ทำได้จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,000,000 บาท นาย ข ผู้รับจ้าง มีหน้าที่ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินจากมูลค่า 200,000 บาท ที่เพิ่มขึ้น ในทันทีที่มีการรับเงิน

                   (7) บริษัท ก จำกัด ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ให้ซ่อมเครื่องถ่ายเอกสารที่สำนักงานของบริษัท ก จำกัด กำหนดระยะเวลาการจ้าง 3 ปี ตกลงจ่ายสินจ้างรายปีๆ ละ 300,000 บาทรวมสินจ้างทั้งสิ้น 900,000 บาท โดยข้อตกลงการจ้างตามสัญญากำหนดให้บริษัท ข จำกัด ปฏิบัติงานเฉพาะช่วงเวลา 08.00 น. ถึง 16.00 น. และหากบริษัท ข จำกัด ได้ปฏิบัติงานนอกเวลาดังกล่าวจะเรียกเก็บสินจ้างเพิ่มอีกครั้งละ 5,000 บาท บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรจากมูลค่า 900,000 บาท ในขณะทำสัญญา

                         หากบริษัท ข จำกัด ได้ปฏิบัติงานนอกเวลา บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรเพิ่มเติมให้ครบ 1 บาท ต่อทุกจำนวน 1,000 บาท แห่งสินจ้างที่ได้รับเป็นคราว ๆ ในทันทีที่มีการรับเงิน และหากบริษัท ก จำกัด ได้จ่ายสินจ้างให้บริษัท ข จำกัด โดยมีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 1,000,000 บาท บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง มีหน้าที่ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินจากมูลค่าสินจ้างที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว

            ข้อ  7  ผู้มีหน้าที่เสียอากรใดเพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่เสียอากรหรือกระทำการใด ๆ เพื่อไม่ให้เสียอากร ผู้นั้นมีความผิดอาญาต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร

            ข้อ  8  บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก



  สั่ง ณ วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

 (นายประสงค์ พูนธเนศ)

อธิบดีกรมสรรพากร

ราชกิจจานุเบกษา  เล่ม 133 ตอนที่ 48 ง  หน้า 186-194  ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2559





ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



 

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ