1. ตามข้อ 2 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและผู้จ่ายเงินได้ซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย มีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2545 อธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 เอกาทศ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2525 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและผู้จ่ายเงินได้ซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย มีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากร ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังนี้ “ข้อ 2 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรและผู้จ่ายเงินได้ซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ดังต่อไปนี้ มีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากร (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ผู้ที่ถึงแก่ความตาย กองมรดกที่ยังมิได้แบ่ง ให้ยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีเงินได้พึงประเมิน...”
2. ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ได้บัญญัติเกี่ยวกับเครดิตภาษีในการคำนวณภาษี ดังนี้ “มาตรา 47 ทวิ ให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) ซึ่งได้รับจากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคำนวณภาษี โดยให้นำอัตราภาษีเงินได้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องเสียหารด้วยผลต่างของหนึ่งร้อยลบด้วยอัตราภาษีเงินได้ดังกล่าวนั้น ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้หลายอัตรา ผู้จ่ายเงินได้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ชัดเจนว่าเงินได้ที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด เครดิตภาษีที่คำนวณได้ตามความในวรรคหนึ่ง ให้นำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำเครดิตภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวหักออกจากภาษีที่ต้องเสีย ถ้ายังขาดหรือเหลือเท่าใดให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีสำหรับจำนวนที่ขาด หรือมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เหลือนั้นคืน ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้แสดงข้อความที่กำหนดให้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามวรรคหนึ่งไม่ถูกต้อง อันเป็นเหตุให้เครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนเกินกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ ให้ผู้จ่ายเงินได้รับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับคืนเกินไป หรือที่ชำระไว้ไม่ครบ และถ้าผู้จ่ายเงินได้หรือผู้มีเงินได้ไม่ชำระเงินดังกล่าวภายในเจ็ดวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมิน ให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่าเครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนน้อยกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ ให้แจ้งผู้มีเงินได้ทราบถึงสิทธิที่จะได้รับเงินที่เหลือนั้นคืนตามกฎหมาย”
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีตามข้อเท็จจริง กองมรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่ง ได้รับเงินปันผลจากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้แล้ว ในปีถัดจากปีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้ว 2 ปี หากประสงค์นำเงินปันผลที่ได้รับมาเสียภาษี ต้องเสียในนามของ “กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง” ซึ่งกองมรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่ง ต้องมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรตามมาตรา 3 เอกาทศ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและผู้จ่ายเงินได้ซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย มีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ไม่อาจใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของเจ้ามรดกผู้ถึงแก่ความตามได้ ดังนั้น กรณีบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผล โดยหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งกรมสรรพากรในนามของนาย ก ผู้ถึงแก่ความตาย โดยใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลักของ นาย ก พร้อมทั้งออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายในชื่อ นาย ก เลข 13 หลักของ นาย ก จึงเป็นกรณีที่ไม่ถูกต้อง บริษัท เอ ต้องจ่ายเงินปันผลให้แก่กองมรดกของนาย ก และคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งในนามของกองมรดกของนาย ก เท่านั้น และเมื่อถึงกำหนดการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ผู้จัดการกองมรดกได้นำเงินปันผลมายื่นแบบในนามของกองมรดก นาย ก ขอคืนเงินภาษีอากร โดยใช้หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย นาย ก เช่นนี้ กองมรดก นาย ก ไม่สามารถนำเงินได้เงินปันผลมายื่นแบบเพื่อขอคืนภาษี กรณี นาย ก ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ได้ เนื่องจากเป็นเงินปันผลของกองมรดกของผู้ตายที่ยังไม่ได้แบ่ง อนึ่ง เงินปันผลที่ได้รับจะไม่ได้รับเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากตามวรรคสามของมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ให้สิทธิเครดิตภาษีแก่เฉพาะบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี และหรือผู้ที่มีภูมำเนาในประเทศไทยเท่านั้น กรณีกองมรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่ง ไม่มีสถานภาพที่จะเป็น “ผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี และหรือผู้ที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย” จึงย่อมไม่ได้สิทธิในเครดิตภาษีดังกล่าว และแม้กระทั่งกรณีที่ผู้ถึงแก่ความตายที่มีชีวิตอยู่ไม่ถึง 180 วัน ในปีภาษี ก็ย่อมไม่ได้สิทธิเครดิตภาษีดังกล่าวด้วย เพราะมีชีวิตอยู่ไม่ถึง 180 วัน ในปีภาษี ย่อมไม่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน ในปีภาษี และไม่ถือว่า เป็นผู้มีภูมิลำเนาในประเทศไทย เพราะไม่มีสภาพบุคคลในวันสุดท้ายของปีภาษี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |