Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บุคคลธรรมดาให้บุคคลธรรมดากู้ยืมเงิน
| เรื่อง | บุคคลธรรมดาให้บุคคลธรรมดากู้ยืมเงิน |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 11/01/2023 - วันที่ตอบ 15/04/2023 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,อากรแสตมป์ |
| ข้อกฎหมาย | มาตรา 40 (4)(ก), มาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร |
| ปุจฉา | |
| วิสัชนา | ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมเงินเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีเป็นผู้ที่ไม่มีคู่สมรส ได้รับดอกเบี้ยเป็นจำนวนเกินกว่า 60,000 บาทต่อปี โดยไม่มีเงินได้พึงประเมินประเภทอื่น หรือกรณีมีเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นด้วยและมีจำนวนรวมกันเกินกว่า 60,000 บาทต่อปี ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เพื่อแสดงรายการเงินได้นั้น ไม่ว่าจะมีจำนวนภาษีเงินได้ที่ต้องเสียหรือไม่ กรณีเป็นผู้มีคู่สมรส ให้เพิ่มจำนวนเงินได้ขั้นต่ำเป็น 120,000 บาท ต่อปี เพิ่มเติม ข้อควรรู้ก่อนทำ “สัญญากู้ยืมเงิน” สภาองค์กรผู้บริโภค
1. วันที่ที่ทำสัญญากู้เงิน 2. ชื่อ – นามสกุล ผู้ขอกู้เงินและผู้ให้กู้เงิน 3. จำนวนเงินที่กู้ (ต้องเขียนจำนวนเงินเป็นตัวหนังสือกำกับไว้ด้วย) 4. กำหนดการชำระคืน 5. ดอกเบี้ยต่อเดือน/ต่อปี (ถ้ามี) 6. ลายมือชื่อผู้กู้ยืม 7. ลายมือชื่อผู้ให้กู้ (มีหรือไม่มีก็ได้) 8. อื่นๆ เช่น สถานที่ทำสัญญา ผลของการผิดสัญญา พยานในการทำสัญญา เป็นต้น
1. ตรวจสอบจำนวนเงิน และทำความเข้าใจเนื้อหาในสัญญาก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้ง 2. ห้ามลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่าเด็ดขาด หรือสัญญาที่มีการเว้นเว้นช่องว่างผิดปกติ เนื่องจากผู้ให้กู้อาจจะเติมข้อความหรือเนื้อหาอื่นๆ ในสัญญาหลังจากที่เราเซ็นชื่อไปแล้ว ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญญาในอนาคตได้ 3. ไม่ควรนำโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับการทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ส.3) ไปให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน 4. สัญญาต้องทำอย่างน้อย 2 ฉบับ โดยให้ผู้กู้ยืมถือไว้ด้วย 1 ฉบับ 5. ในสัญญาควรมีลายเซ็นพยานฝ่ายผู้กู้ยืมอย่างน้อย 1 คน 6. การชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องขอรับใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการรับเงินซึ่งมีลายมือชื่อผู้ให้กู้ยืมลงกำกับด้วยทุกครั้ง เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าได้ชำระหนี้แล้ว 7. เมื่อชำระหนี้ทั้งหมดต้องขอสัญญากู้คืนจากผู้ให้กู้ยืมด้วย โดยสรุป กรณีบุคคลธรรมดาให้บุคคลธรรมดากู้ยืมเงินนั้น ขอเพิ่มเติมสาระสำคัญทางกฎหมาย และภาระภาษีอากร ดังนี้ 1. กู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาทขึ้นไป ต้องมีสัญญาการกู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องมีลายเซ็นผู้กู้ในสัญญา หากไม่มีหลักฐานหรือสัญญา จะไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ แม้ว่าหนี้นั้นจะชอบด้วยกฎหมายก็ตาม 2. กรณีบุคคลธรรมดาจ่ายดอกเบี้ยให้แก่บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ผู้จ่ายเงินได้ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ต่างจากกรณีได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงินที่ได้จากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคลอื่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้น สำหรับให้กู้ยืมเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายดอกเบี้ยต้องหักภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ ซึ่งมีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้เท่าที่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ทีจ่าย ตามมาตรา 48 (3) แห่งประมวลรัษฎากร 3. การให้กู้ยืมเป็นปกติธุระ เพื่อการแสวงหารายได้ อาจเป็นกิจกรรมที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร การประกอบกิจการโดยปกติเยื่ยงธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีหน้าทีต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ และยื่บแบบ ภ.ธ.40 เป๋ยรายเดือนภาษี ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |