Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

การเช่าซื้อรถแบบลิสซิ่งกับแบบเช่าซื้อทั่วไป


เรื่อง การเช่าซื้อรถแบบลิสซิ่งกับแบบเช่าซื้อทั่วไป
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 03/06/2020 - วันที่ตอบ 31/07/2020
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย มาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา

ต้องการปรึกษาการเช่าซื้อรถแบบลิสซิ่งกับแบบเช่าซื้อทั่วไปได้มั้ยคะ

คือ ไม่แน่ใจว่าธุรกิจเล็กๆ กำไรต่อปีไม่เยอะประมาณ 5 ล้าน จะเหมาะกับการเช่าซื้อรถยนต์ 11 ที่นั่งแบบลิสซิ่ง หรือเช่าซื้อแบบปกติทั่วไปดีค่ะ
แบบลิสซิ่งไม่ใช้เงินดาวน์ ค่าเช่าต้นงวดอยู่ที่ประมาณ 43,000 บาท/เดือน โดยมีตารางการคำนวณแบบนี้ค่ะ และถ้าเช่าซื้อแบบปกติ ทางเราว่าจะดาวน์ที่ 30%
รถราคา 1,899,000 บาท (รถ 11 ที่นั่ง)
เช่าซื้อปกติ ดาวน์ 30% 569,700 บาท
ผ่อน 60 งวด งวดละ 24,924.38 บาท (ดอกเบี้ย 2.5%)
       โดยเช่าซื้อปกติจะต้องมีเงินดาวน์ในวันออกรถ 30% และ คชจ อื่นๆ (ถ้ามี)

เช่าซื้อแบบไหนถึงจะคุ้มค่าทางบัญชีของธุรกิจเล็กๆ แบบเราคะ เดี๋ยวขออนุญาตส่งงบ ภ.ง.ด.50 ปี2562 ที่ผ่านมาให้ดูนะคะ
ธุรกิจเราเล็กมาก กำไรต่อปีไม่เยอะ เลยไม่แน่ใจว่าจะเช่าซื้อแบบไหนดี ถึงจะเหมาะกับกิจการตัวเองค่ะ

ถ้าเป็นรถตู้ 11 ที่นั่ง ทราบมาว่า ถ้าเป็นกรณีลิสซิ่งก็สามารถนำค่าเช่ามาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้เลยทั้งก้อน (ไม่จำกัดแค่ 36,000 บาท ต่อเดือน) ถูกต้องใช่มั้ยคะ

รบกวนท่านผู้รู้คลายข้อกังวลในส่วนนี้ให้ทีค่ะ ถามเพื่อนๆ ก็ตอบไม่ตรงกันเลย จนป่านนี้ 2 เดือนแล้ว ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยค่ะ
ถ้าเหมาะกับเช่าซื้อแบบทั่วไป ควรใช้ชื่อกรรมการออก และเอามาให้บริษัทเช่ากรรมการต่ออีกที หรือ จะออกในนามชื่อบริษัทเลย อันไหนดีกว่าคะ

 

วิสัชนา

1. ในทางบัญชี ทั้งการเช่าแบบลีสซิ่ง และการเช่าซื้อ รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เพื่อใช้ในกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ ต้องปฏิบัติในการบันทึกรายการทางบัญชีเหมือนกัน ทั้งกรณี คือ
....1.1 บันทึกรับรู้ทรัพย์สินด้วยราคาซื้อเงินสด (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับส่วนที่เกินกว่านั้น ให้บันทึกเป็นดอกผลรอตัดจ่าย
....1.2 ให้บริษัทฯ คำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าต้นทุน ตามราคาซื้อเงินสด และปรับปรุงรับรู้ดอกผลตัดจ่ายเป็นรายจ่ายในการดำเนินการตามรอบระยะเวลาบัญชีที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด

2. ในทางภาษีอากร
....2.1 สำหรับการเช่าแบบลิสซิ่ง
.........(1) ให้บริษัทฯ นำค่าเช่าแบบลีสซิ่ง (ไม่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม) มาถือเป็นค่าเช่ารถยนต์ตามงวดที่ถึงกำหนดเวลาชำระแต่ละงวด โดยไม่จำกัดจำนวนดังเช่นค่าเช่าแบบลีสซิ่ง สำหรับรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
.........(2) ให้บริษัทฯ ปรับปรุงบวกกลับค่าเสื่อมราคาแล่ะค่าดอกผลตัดจ่ายในแบบ ภ.ง.ด.50 เนื่องจากมีความซ้ำซ้อนกับค่าเช่าแบบลิสซิ่งตาม (1)
.........(3) เมื่อครบสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง หากบริษัทเลือกซื้อ (ซาก) รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คนฯ ดังกล่าว ให้บริษัทฯ ถือเป็นการได้มาซื้อทรัพย์สิน ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร และคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา เพื่อรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีอากร อีกจำนวนหนึ่ง
....2.2 สำหรับการเช่าซื้อ
.........(1) ให้บริษัทฯ นำดอกผลเช่าซื้อมาถือรวมเป็นมูลค่าต้นทุน เพื่อการคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ในทางภาษีอากร
.........(2) ให้บริษัทฯ เปรียบเทียบจำนวนค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตาม 2.2 (1) กับจำนวนค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา พร้อมด้วยดอกผลเช่าซื้อตาม ข้อ 1 หากจำนวนจำนวนค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา พร้อมด้วยดอกผลเช่าซื้อตาม ข้อ 1 มีจำนวนมากกว่าจำนวนค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตาม 2.2 (1) ให้ปรับปรุงบวกกลับในแบบ ภ.ง.ด.50 ไปจนกว่าจะหมดอายุการใช้งาน

3. แนวทางในการตัดสินใจเลือกทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง หรือสัญญาเช่าซื้อ สำหรับรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คน
....(1) ไม่ว่าบริษัทฯ จะเลือกทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง หรือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต แม้จะมีความแตกต่างทางบัญชีกับทางภาษีอากรเป็นอันมาก แต่บริษัทฯ ก็ไม่ได้เสียผลประโยชน์ทางภาษีอากร แต่อย่างใด ในประเด็นนี้ บริษัทฯ จะเลือกทำสัญญาแบบใดก็ได้ เพราะไม่มีผลกระทบเรื่องรายจ่ายต้องห้าม ที่เป็นความสูญเสียของบริษัทฯ เพียงแต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของระยะเวลาในการรับรู้รายจ่ายเท่านั้น
....(2) ไม่ว่าบริษัทฯ จะเลือกทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง หรือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คนฯ ดังกล่าว ในงบแสดงฐานะการเงินของบริษัทฯ มีรายการรถยนต์ดังกล่าวเป็นสินทรัพย์เช่นเดียวกัน ในประเด็นนี้ บริษัทฯ จะเลือกทำสัญญาแบบใดก็ได้ สุดแต่ความพิงพอใจของผู้บริหารของบริษัทฯ ที่จะเลือกตัดสินใจเอาเองไม่ต้องฟังเสียงใครๆ
....(3) เกี่ยวกับการคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีบริษัทฯ ทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของเงินได้ที่จ่าย ในขณะที่การจ่ายค่าเช่าซื้อ บริษัทฯ ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด
....(4) การเช่าแบบลีสซิ่ง และการเช่าซื้อ รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เพื่อใช้ในกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ สามารถใช้ภาษีซื้อสำหรับรถยนต์ดังกล่าว ทั้งจำนวน รวมทั้งภาษีซื้อสำหรับค่าน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม สำหรับค่าซ่อมแซม และภาษีซื้อสำหรับค่าซ่อมแซม นั้น หากเป็นการเช่าแบบลีสซิ่ง เนื่องจากในทางภาษีอากร ไม่ถือว่าทรัพย์สินรถยนต์ดังกล่าว ไม่ใช่ของบริษัทฯ หากมีข้อตกลงว่า บริษัทฯ เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว บริษัทฯ ย่อมมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าซ่อมแซม จากบริษัทฯ ผู้ให้เช่าแบบลีสซิ่งอีกด้วย ต่างจากการทำสัญญาเช่าซื้อ ในทางภาษีอากรถือเป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ จึงไม่เกิดภาระดังกล่าว

....เมื่อพิจารณาความแตกต่างใน (3) และ (4) จึงเห็นว่า การทำสัญญาแบบเช่าซื้อ ย่อมมีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน ควรเลือกทำสัญญาแบบเช่าซื้อจะดีกว่า


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ