Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กับการโอนเงินผ่านธุรกรรมของธนาคารเป็นจำนวนมาก
| เรื่อง | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กับการโอนเงินผ่านธุรกรรมของธนาคารเป็นจำนวนมาก |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 10/11/2022 - วันที่ตอบ 11/11/2022 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา |
| ข้อกฎหมาย | มาตรา 3 สัตตรส แห่งประมวลรัษฎากร, มาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร |
| ปุจฉา | หนูมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินได้บุคคลธรรมดา ในกรณีมีการรับเงินโอนเงินผ่านธุรกรรมของธนาคารเป็นจำนวนมาก แต่เงินนั้นไม่ใช่เงินได้ของผู้มีเงินได้นั้น เราสามารถใช้วิธีการใดแจกแจงให้สรรพกรทราบค่ะ |
| วิสัชนา | ภาษีอากร ถือเป็น "หนี้" ประเภทหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงในทางปฏิบัติ ต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่ประมวลรัษฎากรมิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนั้นไว้ ซึ่งบทหนึ่งของประมวลกฎหมายพ่งและพาณิชย์ คือ กฎหมายลักษณะพยานที่วางหลักว่า "ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นนำสืบ" เมื่อนำมาปรับใช้กับ "ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร" หากผู้ต้องเสียภาษีอ้างว่า "จำนวนภาษีที่ตนได้ยื่นรายการและเสียภาษีอากรไว้แล้วนั้น "เป็นจำนวนที่ถูกต้อง" ภาระในการพิสูจน์ความถูกต้องของจำนวนภาษีอากรที่ถูกเจ้าพนักงานสรรพากรกล่าวหาว่าไม่ถูกต้อง จึงต้องตกแก่ผู้ต้องเสียภาษี อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าพนักงานสรรพากรจะกล่าวหาว่า ใครเสียหรือนำส่งภาษีอากรไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน จึงต้องเป็นกรณีที่มีหลักฐานโดยแจ้งชัดแล้วว่า ไม่ถูกต้องจริงๆ จึงจะกล่าวหาออกไป เพื่อความเป็นธรรมในการเสียภาษีอากร ส่วนประเด็นที่ว่า "และการที่ผู้เสียภาษีต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยของเจ้าพนักงาน" นั้น เป็นถ้อยคำที่ศาลฎีกา ได้วางแนวทางปฏิบ้ติไว้ อาทิ "เจ้าพนักงานของจำเลยไปตรวจเพียงครั้งเดียวก็ตั้งเป็นข้อสงสัย โจทก์เห็นว่าเป็นข้อสงสัยที่เลื่อนลอยมิใช่เงื่อนไขที่จะฟังว่าผู้ประกอบการทั้ง 8 ราย มิได้ประกอบกิจการจริง ทั้งบุคคลที่เจ้าพนักงานของจำเลยไปสอบถาม จำเลยก็ไม่ได้นำมาเบิกความเป็นพยาน พยานจำเลยจึงไม่น่าเชื่อ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างโดยเป็นผู้ได้รับประโยชน์ในการนำใบกำกับภาษีที่พิพาทไปใช้เครดิตภาษี ภาระการพิสูจน์ว่าใบกำกับภาษีซื้อที่พิพาทออกโดยถูกต้องแท้จริงและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงตกอยู่แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำนายบวร อัญวงศ์วินิต พนักงานขายซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นผู้จัดหาสินค้าและนำใบกำกับภาษีพิพาทมามอบแก่โจทก์และไม่มีผู้มีอำนาจของผู้ประกอบการ ทั้ง 8 ราย หรือพยานอื่นที่เกี่ยวข้องรู้เห็นการซื้อขายมาเบิกความยืนยันต่อศาลว่ามีการซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับผู้ประกอบการทั้ง 8 ราย ดังกล่าวจริง และมีการชำระราคาแล้วออกใบกำกับภาษี พิพาทให้โจทก์ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่ามีการซื้อขายสินค้าและออกใบกำกับภาษีไว้ตาม ใบกำกับภาษีพิพาท ต้องถือว่าใบกำกับภาษีพิพาทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามมิให้นำมาหักในการคำนวณภาษี ทั้งนี้ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นกรณีใบกำกับภาษีที่ผู้ได้รับประโยชน์ไม่สามารถนำพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีให้ถือว่า เป็นใบกำกับภาษีปลอมตามมาตรา 89 (7) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรอีกด้วย" คำพิพากษาฎีกาที่ 8969/2547 บริษัท จุฑามาศ จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ในส่วนที่จะถือว่า เป็นกรณที่เกินสมควรหรือไม่ นั้น ขึ้นอยู่ที่ข้อเท็จจริงเป็นรายๆ ไป เพราะมีหลัก "วิญญูชน" คอยกำกับอยู่ว่า เจ้าหน้าที่พึงสงสัยเยี่ยง "วิญญูชน" หาใช่เยื่ยงเจ้าหน้าที่สรรพากรผู้หวาดระแวง โดยกมลสันดานครับ ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า ในกรณีที่บุคคลธรรมดามีการรับเงินโอนเงินผ่านธุรกรรมของธนาคารเป็นจำนวนมาก หากมีจำนวนครั้งของรายการฝากเงินไม่ต่ำกว่า 3,000 ครั้งต่อปีต่อ 1 ธนาคาร หรือเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 400 รายการและมีจำนวนเงินฝากไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์ มีหน้าที่ต้องแจ้งให้กรมสรรพากรทราบ ตามมาตรา 3 สัตตรส แห่งประมวลรัษฎากร แต่หากเงินที่ฝากเข้าในบัญชีนั้น ไม่ใช่เงินได้ของผู้มีเงินได้ ผู้มีเงินได้พึงต้องมีหลักฐานที่ชัดแจ้งในอันที่พิสูจน์ได้ว่า ไม่ใช่รายการเงินได้ของตน อาทิ 1. การใช้คืนเงินกู้ยืม (เงินต้น) 2. เงินกู้ยืม (เงินต้น) 3. รับโอนเงินเพื่อนำไปจ่ายแทนเพื่อนพองน้องพี่ ญาติสนิทมิตรสหาย 4. รับเป็นเจ้าภาพงานกฐิน ผ้าป่า 5. รับโอนเงินแทนบุคคลอื่น 6. รับโอนเงินในฐานะเป็นเหรัญญิกของกลุ่มหรือคณะทำงาน หรือองค์กรทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ 7. รับโอนเงินไว้ชั่วคราวเพื่อนำไปในการดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมาย 8. รับโอนเงินเพื่อรับชำระหนี้แทนบุคคลอื่น 9. รับโอนเงินในฐานะเถ้าแชร์ 10. เงินได้ที่ได้รับโอนจากการให้โดยเสน่หาที่ผู้ให้แสดงเจตนาหรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้ เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์ ตามมาตรา 42 (29) แห่งประมวลรัษฎากร ดังเช่น กรณีของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ หรือโตโน่ ทั้งนี้ ต้องมีหลักฐานและหรือพยานบุคคลที่สามารถนำสืบได้ว่า เป็นไปตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว แต่ละกรณี ซึ่งหากไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ ก็อาจถูกประเมินว่า เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ “เจ้าพนักงานประเมินได้หลักฐานว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินเป็นเงินเดือนและค่าน้ำมันรถยนต์ที่ได้รับจากห้าง ส. ซึ่งเป็นนายจ้าง เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่ง ป.รัษฎากร และนำเงินฝากเข้าบัญชีโจทก์ซึ่งโจทก์ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินได้ประเภทใด จึงถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) วิธีการตรวจสอบและประเมินภาษีนั้น เป็นการตรวจสอบและประเมินภาษีตามมาตรา 19 ถึง 27 แห่ง ป.รัษฎากร ไม่ใช่เป็นการตรวจสอบและประเมินโดยวิธีพิเศษ โดยกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้น อันจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเสียก่อนตามมาตรา 49 แห่ง ป.รัษฎากร โจทก์มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (8) เป็นจำนวนตามการประเมินในแต่ละปีภาษีพิพาท ซึ่งโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์หักล้างได้ว่ามิใช่เงินได้ของโจทก์ เงินฝากดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้รับ จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่ง ป.รัษฎากร เมื่อโจทก์มีรายการเงินฝากในบัญชีซึ่งโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินได้ประเภทใด จึงถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบชำระภาษีครึ่งปีตามมาตรา 56 ทวิ” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6860/2553 https://www.pasee.info/docs/verdict2553-6860 ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |