Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

เกี่ยวกับอากรแสตมป์
| เรื่อง | เกี่ยวกับอากรแสตมป์ |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 25/10/2021 - วันที่ตอบ 20/12/2021 |
| ประเภทภาษี | อากรแสตมป์ |
| ข้อกฎหมาย | มาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 |
| ปุจฉา | ขออนุญาตถามคำถามเกี่ยวกับอากรแสตมป์ค่ะ 1. ถ้าเป็นสัญญาปากเปล่าโดนไม่มี PO แต่มีใบแจ้งหนี้ไปเก็บเงินจากผู้ว่าจ้าง และได้รับชำระเงินตามใบแจ้งหนี้นั้น เราต้องติดอากรแสตมป์หรือไม่ 2. ผู้ว่าจ้างยังไม่ออก PO ให้ แต่เราได้ทำงานและมีใบแจ้งหนี้ไปเรียกเก็บเงินแล้ว เราต้องติดอากรแสตมป์หรือไม่ คำถามเพิ่มเติม ถ้าผู้ว่าจ้างมาออก PO ภายหลังได้ทำงานสำเร็จแล้วเราต้องติดอากรแสตมป์หรือไม่ 3. หากเราตรวจพบว่าเราไม่ได้ติดอากรแสตมป์และจำนวนเงินเกิน 1,000,000 บาท เราต้องทำคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ แล้วถ้าระยะเวลาเกิน 90 วันในการติดอากรแสตมป์เราควรทำอย่างไร |
| วิสัชนา | ตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้ว่า “มาตรา 587 อันว่าจ้างทำของนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้รับจ้างตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ว่าจ้างและผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น..." ตามมาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า “มาตรา 109 สัญญาใดเป็นตราสารซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าหนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้นได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้วให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว...” ตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า “มาตรา 113 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากรหรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้ 1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ 2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากรและให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า” ตามมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า “มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ โดย (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ เรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ค) ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่า ของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า” ตามข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 ฯ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับตราสารจ้างทำของที่ต้องปิดอากรแสตมป์ดังนี้ “ข้อ 5 ตราสารจ้างทำของที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการจ้างทำของซึ่งผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ตัวอย่าง (1) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ให้สร้างอาคารสำนักงานโดยบริษัท ก จำกัด แจ้งให้บริษัท ข จำกัด ประเมินราคางานเบื้องต้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 และบริษัท ข จำกัด ทำใบเสนอราคา (Quotation) ให้แก่บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ต่อมาบริษัท ก จำกัด และบริษัท ข จำกัด ได้ทำสัญญาจ้างและลงลายชื่อทั้งสองฝ่ายในวันที่ 1 เมษายน 2559 บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารจ้างทำของ (2) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมเครื่องจักร โดยบริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างออกใบเสนอราคา (Quotation) ให้บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 และบริษัท ก จำกัดได้ลงนามในใบเสนอราคาฉบับดังกล่าวในวันที่ 1 มีนาคม 2559 บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารจ้างทำของ (3) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมเครื่องถ่ายเอกสาร โดยบริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง ออกใบเสนอราคา (Quotation) ให้บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 แต่บริษัท ก จำกัด ไม่ได้ลงนามในใบเสนอราคาดังกล่าว ต่อมาบริษัท ก จำกัด ออกใบสั่งจ้าง (Purchase Order) แจ้งให้บริษัท ข จำกัด ทราบในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ใบสั่งจ้างตามใบเสนอราคาเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 มีนาคม 2559 (4) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมหลังคาอาคารโรงงาน บริษัท ข จำกัด ได้ซ่อมหลังคาอาคารโรงงานตามที่ตกลงแล้วเสร็จในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ต่อมาบริษัท ก จำกัด ออกใบสั่งจ้าง (Purchase Order) ให้แก่บริษัท ข จำกัด ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 และบริษัท ข จำกัดออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) พร้อมแนบใบสั่งจ้างเรียกเก็บเงินจากบริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 เมษายน 2559 ใบแจ้งหนี้ตามใบสั่งจ้างเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 เมษายน 2559” ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 1. กรณีผู้รับจ้างตกลงรับจะทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น เข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้างมิได้กระทำเป็นตราสารจ้างทำของ ซึ่งเป็นเอกสารที่ผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ผู้รับจ้างก็ไม่มีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์แต่อย่างใด ดังนั้น กรณีเป็นสัญญาปากเปล่าโดยไม่มี PO เพียงแต่มีใบแจ้งหนี้ไปเก็บเงินจากผู้ว่าจ้าง ตามราคาที่ตกลงกัน และได้รับชำระเงินตามใบแจ้งหนี้นั้น โดยไม่ได้ทำสัญญาจ้าง หรือใบเสนอราคา เป็นหนังสือ คงมีเพียงใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ตามมาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด 2. เมื่อไม่มีหนังสือโต้ตอบระหว่างบริษัทฯ กับผู้ว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร โดยบริษัทฯ ได้ทำงานและมีใบแจ้งหนี้ไปเรียกเก็บเงินแล้ว บริษัทฯ ฯ ไม่มีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ว่าจ้างออก PO ภายหลังได้ทำงานสำเร็จ บริษัท ข จำกัดออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) พร้อมแนบใบสั่งจ้าง (PO) เรียกเก็บเงินจากผู้ว่าจ้าง เช่นนี้ ใบแจ้งหนี้ตามใบสั่งจ้างเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ บริษัทฯ ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามข้อ 5 (4) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 ดังกล่าว 3. กรณีบริษัทฯ ไม่ได้ติดอากรแสตมป์และจำนวนเงินเกิน 1,000,000 บาท โดยระยะเวลาเกิน 90 วันนับแต่วันที่ต้องเสียอากรแสตมป์ บริษัทฯ มีสิทธิทำคำร้องขอลดเงินเพิ่ม ตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 ฯ ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2542 ดังนี้ “ข้อ 1 ให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรซึ่งต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากนำตราสารที่ถูกกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 123 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรไปชำระอากรโดยวิธีปิดแสตมป์ลงบนตราสารดังกล่าว เมื่อผู้มีหน้าที่เสียอากรนำตราสารดังกล่าวไปชำระอากรเป็นตัวเงินพร้อมกับเงินเพิ่มอากรให้เสียเงินเพิ่มอากรร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรนับแต่วันที่ต้องชำระอากร การเสียเงินเพิ่มอากรตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับเงินเพิ่มอากรที่คำนวณจากเงินอากรที่ต้องเสียเฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียอากรได้ปิดแสตมป์ลงบนตราสารที่ถูกกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เป็นต้นไป” เครดิต อาจารย์ตา Panita Alongkornwarakit ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |