Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ภงด.51 ยื่นเสียภาษีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีปีที่แล้ว / การซื้อหุ้นคืน
| เรื่อง | ภงด.51 ยื่นเสียภาษีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีปีที่แล้ว / การซื้อหุ้นคืน |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 13/02/2023 - วันที่ตอบ 18/02/2023 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล |
| ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 50/2537 ฯ, มาตรา 40 (4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร |
| ปุจฉา | 1. กรณีบริษัทฯ เรายื่น กลางปี สูงกว่าปีที่แล้วไว้แล้ว กรณีที่เราขายเกินกว่าที่ยื่นกลางปีไป เราต้องยื่นเพิ่มเติมมั้ย 2. เรื่อง การซื้อหุ้นคืนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1143 บัญญัติว่า ข้อมูลบริษัทมีดังนี้ (1) นาย ก มีหุ้นสามัญใน บริษัท A จำนวน 50,000 หุ้น @ 100 บาท และมีหุ้นสามัญในบริษัท B จำนวน 30,000 หุ้น @ 100.-บาท (2) บริษัท A มีหุ้นสามัญในบริษัท B = 65% (3) นาย ก ต้องการขายหุ้นสามัญ 80,000 หุ้นของทั้ง 2 บริษัท ในราคา 150 บาทต่อหุ้น ขอถามอาจารย์ดังนี้ 2.1 บริษัท A รับซื้อหุ้นสามัญของนาย ก. จำนวน 30,000 หุ้น @ 150 บาท ได้หรือไม่ 2.2 บริษัท B รับซื้อหุ้นสามัญของนาย ก. จำนวน 50,000 หุ้น @ 150 บาท ได้หรือไม่ 2.3 หากบริษัท A ต้องการลดการลงทุนในบริษัท B จาก 65% จะต้องลดการลงทุนเหลือกี่เปอร์เซ็น ถึงจะไม่เข้าลักษณะเป็นแม่กับเป็นลูก (บริษัทเกี่ยวข้องระหว่างกัน) |
| วิสัชนา | 1. ตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 50/2537 ฯ ลงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2537 แนว กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติในการพิจารณา "เหตุอันสมควร" ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร “ข้อ 1 กรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร (1) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว (2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว แต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว เนื่องจากได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษี” จากแนวทางปฏิบัติดังกล่าว อาจแยกพิจารณาได้ดังนี้ (1) คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 50/2537 ฯ เป็นคำสั่งที่วางแนวทางปฏิบัติเพิ่ออำนวยให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (2) ตามแนวทางปฏิบัติดังกล่าวแม้จะเป็นกรณีที่วางทางปฏิบัติไว้เกินกว่าขอบเขตของกฎหมาย (Over Rule) แต่เนื่องจากเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นคุณต่อผู้เสียภาษีอากรจึงไม่มีการคัดค้าน (3) เนื่องจากเป็นแนวทางปฏิบัติที่เกินกว่าขอบเขตของกฎหมาย (Over Rule) ดังกล่าว การตีความจึงต้องใช้วิธีการตีความ “โดยเคร่งครัด” ไปตามลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏเท่านั้น จะตีความเป็นอย่างอื่นนั้นหาได้ไม่ (4) ข้อความว่า “กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้” หมายความว่า สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ และมีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้นิคิบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีนั้น จำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบ ภ.ง.ด.51 ได้แก่ จำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คำนวณได้จากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิ และคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลตามสิทธิและหน้าที่ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นๆ ทั้งนี้ ต้องเป็นจำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อนหักด้วยภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ทีจ่าย สำหรับรอบระยะเวลาเดียวกันกับที่คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบ ภ.ง.ด.51 ดังกล่าว (5) สำหรับขัอความว่า “เสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว” หมายความว่า จำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบ ภ.ง.ด.51 ซึ่งเป็นจำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อนหักด้วยภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ทีจ่าย นั้น มีจำนวน “เท่ากับหรือมากกว่า” กึ่งหนึ่งของจำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบ ภ.ง.ด.50 ก่อนหักด้วยภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และหรือเครดิตภาษีอื่นใด (6) คำว่า “ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องเสีย” หมายความว่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลคำนวณได้จากฐานกำไรสุทธิคูณด้วยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ก่อนหักภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เพราะหากเป็นยอดภาษีเงินได้นิติบุคคลภายหลังหักด้วยจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จะได้ผลลัพธ์เป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระ หรือที่ต้องขอคืน แล้วแต่กรณี ดังนั้น “กรณีบริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 โดยได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว” หรือ “กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว แต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว เนื่องจากได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษี” ให้ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร แม้จะมีกรณีที่บริษัทฯ มียอดขายเกินกว่าที่ยื่นกลางปีไป บริษัทฯ ก็ไม่พึงต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 เพิ่มเติมใดๆ อีก 2. กรณีตามข้อเท็จจริง 2.1 บริษัท A รับซื้อหุ้นสามัญของนาย ก.จำนวน 30,000 หุ้น @ 150.- บาท ย่อมกระทำได้ เห็นได้ว่านาย ก ได้รับกำไรจากการโอนขายหุ้นจำนวน (30,000 * 50.-) = 150,000 บาท ตามมาตรา 40 (4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นกำไรจากการโอนขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ นาย ก จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยบริษัท A มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) เป็นเงิน (150,000*5%) = 7,500 บาท 2.2 บริษัท B รับซื้อหุ้นสามัญของนาย ก.จำนวน 50,000 หุ้น @ 150.- บาท ย่อมกระทำได้ เห็นได้ว่านาย ก ได้รับกำไรจากการโอนขายหุ้นจำนวน (50,000 * 50.-) = 250,000 บาท ตามมาตรา 40 (4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นกำไรจากการโอนขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ นาย ก จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยบริษัท A มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) เป็นเงิน (250,000*5%) = 12,500 บาท 2.3 หากบริษัท A ต้องการลดการลงทุนในบริษัท B จาก 65% จะต้องลดการลงทุนเหลือไม่ถึง 10% ของหุ้นทั้งหมดจึงจะไม่เข้าลักษณะเป็นแม่กับเป็นลูก (บริษัทเกี่ยวข้องระหว่างกัน) ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2551 เป็นต้นมา (มาตรา 89/12) ได้กำหนดให้สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เป็นผู้กำหนดรายละเอียดและกำกับดูแลการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทจดทะเบียน สำนักงาน ก.ล.ต. จึงได้ออกประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 21/2551 เรื่องหลักเกณฑ์ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด การเข้าทำรายการของบริษัทจดทะเบียนกับบุคคลเกี่ยวโยงกัน อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นทุกรายโดยเท่าเทียมกัน บริษัทจดทะเบียนจึงควรทำรายการ โดยยึดหลักการดังนี้ เป็นรายการที่ผ่านกระบวนการอนุมัติที่โปร่งใสโดยกรรมการและผู้บริหารด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริต โดยผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เป็นรายการที่กระทำโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัท เสมือนการทำรายการกับบุคคลภายนอก มีระบบการติดตามและตรวจสอบที่ทำให้มั่นใจได้ว่าการทำรายการเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง นิยาม “รายการที่เกี่ยวโยงกัน” หมายถึง การทำรายการระหว่างบริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทย่อยกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทจดทะเบียน “บุคคลที่เกี่ยวโยงกัน” หมายถึง บุคคลที่อาจทำให้กรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในการตัดสินใจดำเนินงานว่าจะคำนึงถึงประโยชน์ของบุคคลนั้น หรือประโยชน์สูงสุดของบริษัทเป็นสำคัญ ได้แก่ (1) กรรมการ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทจดทะเบียน ผู้ที่จะได้รับการเสนอให้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุม รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องและญาติสนิทของบุคคลดังกล่าว (2) นิติบุคคลใดๆ ที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมเป็นบุคคลตาม (1) (3) บุคคลใดๆ ที่พฤติการณ์บ่งชี้ได้ว่าเป็นผู้กระทำการแทนหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของ (1) และ (2) (4) กรรมการของนิติบุคคลที่มีอำนาจควบคุมกิจการบริษัท (5) คู่สมรส บุตร หรือ บุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการตาม (4) (6) นิติบุคคลที่บุคคลตาม (4) หรือ (5) มีอำนาจควบคุมกิจการ (7) บุคคลใดที่กระทำการด้วยความเข้าใจหรือความตกลงว่าหากบริษัททำธุรกรรมที่ให้ประโยชน์ทางการเงินแก่บุคคลดังกล่าว บุคคลดังต่อไปนี้จะได้รับประโยชน์ทางการเงินด้วย (7.1) กรรมการของบริษัท (7.2) ผู้บริหารของบริษัท (7.3) บุคคลที่มีอำนาจควบคุมกิจการบริษัท (7.4) กรรมการของบุคคลที่มีอำนาจควบคุมกิจการบริษัท (7.5) คู่สมรส บุตรหรือบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลตาม 7.1 ถึง 7.4 “ผู้บริหาร” หมายถึง ผู้จัดการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับบริหาร 4 รายแรกต่อจากผู้จัดการลงมาและผู้มีตำแหน่งเทียบเท่ารายที่ 4 ทุกราย รวมถึงตำแหน่งในสายงานบัญชี หรือการเงิน ที่เป็นระดับผู้จัดการฝ่ายขึ้นไปหรือเทียบเท่า “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” หมายถึง ผู้ถือหุ้นทั้งทางตรงหรือทางอ้อมในนิติบุคคลใดเกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงของนิติบุคคลนั้น โดยนับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |