บริษัทผู้ผลิต ได้ขายสินค้าและการออกใบกำกับภาษีให้ตัวแทนจำหน่ายสินค้า โดยราคาขายสินค้าให้กับตัวแทนฯ จะเป็นราคาตลาด ที่บริษัทผู้ผลิตประกาศราคาขายในเดือนนั้นๆ แต่ในขณะที่การขายสินค้าจากตัวแทนฯ ไปยังลูกค้า ทางบริษัทผู้ผลิตจะเป็นผู้กำหนดราคาขายให้กับตัวแทนฯ โดยราคาขายสินค้าจะเป็นราคาเป็นราคามาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกตัวแทนจำหน่ายสินค้า เพื่อจัดจำหน่ายให้กับลูกค้า (หมายเหตุ:- ราคาขายที่ทางบริษัทผู้ผลิตประกาศนั้น เป็นราคาอ้างอิงกับราคาตลาดตามเศรษฐกิจประเทศ เศรษฐกิจโลก ซึ่งจะราคาขายนี้จะมีการปรับปรุงอัพเดทเป็นรายเดือน) กรณีที่ 1 ตัวแทนฯ ซื้อสินค้าในเดือนมกราคม ในราคา 40 บาทต่อชิ้น แต่ตัวแทนฯ สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ภายในเดือนเดือนกัน ดังนั้น จึงไม่เกิดส่วนต่างของราคารขายทั้งสองฝั่ง กรณีที่ 2 ตัวแทนฯ ซื้อสินค้าในเดือนมกราคม ในราคา 40 บาทต่อชิ้น แต่ตัวแทนฯ สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งราคาขายได้ ณ เดือนกุมภาพันธ์เป็นเงิน 37 บาทต่อชิ้น (ราคาตลาดลดลง) และในทางกลับกัน ในกรณีที่ 3 ตัวแทนฯ ซื้อสินค้าในเดือนมกราคม ในราคา 40 บาทต่อชิ้น แต่ตัวแทนฯ สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเงิน 43 บาทต่อชิ้น (ราคาตลาดเพิ่มขึ้น) จากการขายสินค้าดังกล่าว ตัวแทนฯ จะได้รับค่าตอบแทนจำนวน 2 บาทต่อชิ้น ตามปริมาณยอดขายที่ขายได้ ซึ่งค่าตอบแทนนี้ ทางผู้ผลิตจะจ่ายในรูปแบบของส่วนลด โดยออกเป็นใบลดหนี้ให้กับตัวแทนจำหน่ายในแต่ละเดือน และสำหรับเงินส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าที่ตัวแทนฯ ซื้อจากผู้ผลิต และราคาสินค้าที่ขายให้กับลูกค้า จำนวน 3 บาทต่อชิ้น ในกรณีที่ 2 และ 3 >>>>> ในกรณีที่ 2 ทางตัวแทนฯ ได้รับเงินชดเชยส่วนต่าง 3 บาท เนื่องจากราคาสินค้าที่ขายให้กับลูกค้านั้นต่ำกว่าทุน (คือเป็นราคาที่ซื้อจากผู้ผลิตมา) /หรืออาจจะต้องคืนเงินให้กับผู้ผลิต ในกรณีที่ 3 เนื่องจากตัวแทนขายสินค้าให้กับลูกค้าในราคาสูงกว่าราคาที่ซื้อมา การออกเอกสาร และใบกำภับภาษีมูลค่าเพิ่ม - ณ วันที่ผู้ผลิตขายสินค้าได้ จะออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับตัวแทนฯ ราคา 40 บาทต่อชิ้น และ ณ วันสิ้นเดือน ผู้ผลิตสรุปยอดการขายสินค้าของตัวแทนฯ เพื่อออกใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้เพื่อจ่ายเงินชดเชยค่าสินค้า หรือเรียกเก็บเงินเพิ่มจากตัวแทนฯ สำหรับตัวแทนฯ จะออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้า ตามราคาที่ประกาศขายในเดือนนั้นๆ (จากตัวอย่างเช่น ราคา 37 บาทต่อชิ้น หรือ 43 บาทต่อชิ้น) คำถาม ข้อ 1 ค่าตอบแทนที่ตัวแทนฯ ได้รับเป็นส่วนลดในรูปแบบของใบลดหนี้ จำนวน 2 บาทต่อชิ้น ตามปริมาณยอดขายที่ขายได้ นั้น เข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ตามข้อ 9 ป. 118/2545 หรือไม่ (ถ้าไม่ใช่ รบกวนขอคำแนะนำนะคะ) ข้อ 2 เงินส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าที่ตัวแทนฯ ซื้อจากผู้ผลิต และราคาสินค้าที่ขายให้กับลูกค้า จำนวน 3 บาทต่อชิ้น ตามกรณีที่ 2 ที่ทางบริษัทผู้ผลิตจ่ายให้ตัวแทนฯ จะถือเป็นเงินสนับสนุน หรือเงินช่วยเหลืออุดหนุน (Subsidize) จะเข้าข่ายตามป.118/2542 มีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% ใช่หรือไม่ และหากแต่ในกรณีที่ 3 ต้องเรียกเงินส่วนต่างคืน ก็ออกเป็นใบแจ้งหนี้ ไปเรียกเงินคืนจากตัวแทนฯ ได้หรือไม่ (ถ้าไม่ใช่ รบกวนขอคำแนะนำนะคะ) ข้อ 3 เงินส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าที่ตัวแทนฯ ซื้อจากผู้ผลิต และราคาสินค้าที่ขายให้กับลูกค้า จำนวน 3 บาทต่อชิ้น ตามกรณีที่ 2 หรือกรณีที่ 3 จะถูกมองเป็นการเพิ่มราคา หรือลดราคาสินค้าจากผู้ผลิต และเป็นเหตุต้องออกใบลดหนี้/ใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร หรือใบเพิ่มหนี้/ใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/9 แห่งประมวลรัษฎากร และวันที่ออกใบลดหนี้ หรือใบเพิ่มหนี้ ต้องเป็นวันที่ตัวแทนฯ จำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้า หรือวันไหนคะ (หากจะไปใช้วันที่ผู้ผลิตขายสินค้าให้กับตัวแทนฯ ก็ไม่ได้ เพราะ ณ วันนั้น ก็ใช้ราคาตลาด ในการขายายสินค้าให้ตัวแทนแล้ว) ข้อ 4 หากมีภาระภาษีอื่นใด รบกวนขอให้อาจารย์ชี้ทางสว่างให้ด้วยนะคะ
FB question.docx ทั้งนี้ ได้แนบไฟล์เอกสาร เพื่อให้อาจารย์อ่านได้ง่ายขึ้นด้วยนะคะ |