Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

การนับสิ้นสุดอายุความตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร


เรื่อง การนับสิ้นสุดอายุความตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 02/04/2022 - วันที่ตอบ 16/04/2022
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา
การออกหมายเรียกตามมาตรา 19 ให้ออกหมายเรียกได้ไม่เกินห้าปี นับแต่วันยื่นรายการ การนับสิ้นสุดอายุความคือวันใดเป็นวันออกหมายเรียก
    1. วันที่ลงนามและวันที่ระบุออกเลขหนังสือหมายเรียก
    2. วันที่ผู้เสียภาษีรับหมายเรียกโดยชอบตามมาตรา8
    3. วันที่ให้ผู้เสียภาษีมาพบตามหมายเรียก
สมมติว่า ครบ 5 ปี คือวันที่ 31 มีนาคม 2565 คือ
    1. ออกหมายเรียก วันที่ 20 มีนาคม 2565
    2. ผู้เสียภาษีรับหมายเรียก วันที่ 30 มีนาคม 2565 
    3. ในหมายเรียกระบุให้ผู้เสียภาษีมาพบในวันที่ 15 เมษายน 2565 
จากตัวอย่างขาดอายุความหรือไม่ และถือวันใดเป็นวันออกหมายเรียกครับ
วิสัชนา
อำนาจในการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร 
    “มาตรา 19  เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้น นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าว จะต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้น จะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร” 
จากบทบัญญัติดังกล่าวอาจแยกพิจารณาได้ดังนี้ 
1. มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องใด 
    1.1 มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นบทบัญญัติว่าด้วยวิธีการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร โดยให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจในการออกหมายเรียกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร หรือผู้นำส่งภาษีอากรที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 17 แห่งประมวลรัษฎากร ตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ 
    1.2 เป็นบทบัญญัติตามส่วน 1 การยื่นรายการและการเสียภาษี หมวด 2 วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน ในลักษณะ 2 ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดวิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน หรือวิธีการบริหารการจัดเก็บภาษีอากรไว้ดังนี้ 
         (1) การยื่นรายการประเมินตนเอง ตามมาตรา 17 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร 
         (2) เจ้าพนักงานประเมิน ตามมาตรา 16 ประกอบมาตรา 4 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมิน 
         (3) อำนาจเจ้าพนักงานประเมิน ตามมาตรา 18 ถึงมาตรา 27 จัตวา แห่งประมวลรัษฎากร ยกเว้นมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
         (4) การขอคืนภาษีอากรประเมิน ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
         (5) หน้าที่อื่นของผู้ต้องเสียภาษีหรือผู้นำส่งภาษีอากรประเมิน ตามมาตรา 17 วรรคสอง และวรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร 
         (6) การอุทธรณ์การประเมิน ต่ามส่วน 2 หมวด 2 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ตั้งแต่มาตรา 28 ถึงมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากร 
         (7) บทกำหนดโทษ (ทางอาญา) ตามส่วน 3 หมวด 2 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ตั้งแต่มาตรา 35 ถึงมาตรา 37 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร 
        ซึ่งมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร อยู่ภายได้ (3) ของข้อนี้

2. อำนาจในการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ปรับใช้กับภาษีอากรประเภทใด เพราะเหตุใด 
    2.1 อำนาจในการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ปรับใช้ได้กับเฉพาะภาษีเงินได้ตามหมวด 3 แห่งประมวลรัษฎากร คือ เฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่านั้น
    2.2 ทั้งนี้ เนื่องจากกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะได้มีบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจเจ้าพนักงานประเมินกำหนดไว้เป็นพิเศษต่างหากแล้ว จึงไม่ต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการออกหมายเรียกไปใช้บังคับอีก 

3. มูลเหตุในการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร 
    3.1 เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้มีเงินได้แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริง 
    3.2 เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้มีเงินได้แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่บริบูรณ์ 

4. กำหนดเวลาในการออกหมายเรียก 
    4.1 โดยทั่วไปให้เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้มีเงินได้ได้แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบริบูรณ์ และได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาให้ออกหมายเรียก ต้องกระทำภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ผู้มีเงินได้ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ไม่ว่าจะได้ยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าว ภายในกำหนดเวลาหรือภายหลังพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 17 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร ก็ตาม 
    4.2 กรณีขอคืนภาษีเงินได้ ซึ่งตามมาตรา 27 ตรี หรือมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ รวมทั้งกำหนดเวลที่ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาการยื่นรายการตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร ให้เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ รวมทั้งกำหนดเวลาที่ได้รับให้ขยายเวลาการยื่นรายการ แล้วแต่กรณี
     4.3 กรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร ให้เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ รวมทั้งกำหนดเวลาที่ได้รับให้ขยายเวลาการยื่นรายการ แล้วแต่กรณี 

5. อำนาจตามหมายเรียก 
    5.1 หมายเรียกให้ผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานไปพบเพื่อให้ถ้อยคำชี้แจ้งเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของตน 
    5.2 อำนาจสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้น นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ 

6. กำหนดเวลาที่ต้องปฏิบัติตามหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร
    เจ้าพนักงานประมินต้องให้เวลาในการปฏิบัติตามหมายเรียกล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย 

7. การปฏิบัติตามหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร 
    7.1 เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้จัดการตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร และทำการตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนภาษีอากรตามแบบแสดงรายการที่ยื่น และทราบข้อความแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมิน หรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัย พยานหลักฐานที่ปรากฏและแจ้งจำนวนเงินที่ต้อง ชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ผู้ต้องเสียภาษีมีสิทฝธิอุทธรณ์การประเมิน 
    7.2 ผู้ต้องเสียภาษีอากรมีสิทธิยื่นคำร้องขอลดหรือของดเบี้ยปรับตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากรตามมาตรา 27 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542ฯ

8. การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร 
    8.1 ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมาย หรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน ตามมาตรา 19 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน ตามมาตรา 21 แห่งประมวลรัษฎากร 
    8.2 กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ไม่นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่าย หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมิน โดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนไม่ปรากฏให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร ตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร 
    8.3 ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตาม มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
    1. การออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร ให้ออกหมายเรียกภายในห้าปีนับแต่วันที่ผู้มีเงินได้ได้ยื่นรายการภายในกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือกำหนดเวลาตามที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขยายกำหนดเวาตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร 
    2. การนับกำหนดเวลาสิ้นสุดการออกหมายเรียก คือ วันที่กำหนดนัดหมายให้ผู้เสียภาษีไปปฏิบัติตามหมายเรียก เพราะกำหนดเวลาการปฏิบัติตามหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ถือเป็นสาระสำคัญของหมายเรียกด้วยเช่นกัน จึงต้องนับระยะเวลาในการปฏิบัติตามหมายเรียกให้เป็นส่วนหนี่งของกำหนดเวลาตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ด้วยเช่นกัน จะนับแต่เพียงวันที่ได้ออกหมายเรียก หรือวันที่ระบุในหมายเรียกฯ หรือวันที่ได้รับหมายเรียกฯ ไม่ได้ 
    3. วันที่ให้ผู้เสียภาษีมาพบตามหมายเรียกฯ สมมติว่า ครบกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นแบบ แสดงรายการภาษีเงินได้ ได้แก่ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 โดยมีวันที่ตามหมายเรียกดังนี้ 
       (1) เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565
       (2) ผู้เสียภาษีได้รับหมายเรียก วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565  
       (3) ในหมายเรียกระบุให้ผู้เสียภาษีไปพบในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2565 
       เช่นนี้ เนื่องจากวันที่กำหนดนัดให้ผู้ต้องเสียภาษีไปพบ คือ วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2565 ได้ล่วงพ้นกำหนดเวลา 5 ปี ที่เป็นฐานอำนาจในการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว หมายเรียกฯ ดังกล่าว จึงเป็นโมฆะ สิ้นผล ตามกฎหมาย ไม่อาจใช้บังคับกับผู้เสียภาษีได้ เจ้าพนักงานประเมินต้องถูกสอบสวน และถูกลงโทษทั้งทางแพ่ง และทางวินัย 
       นอกจากนี้ ขอให้เจ้าพนักงานประเมินสังวรในทุกประเด็นตามบทบัญญัติตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ด้วย เนื่องจากเป็นกฎหมายที่เป็นโทษต่อผู้ต้องเสียภาษีอากร จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดในทุกประเด็น อาทิ เหตุแห่งการออกหมายเรียกฯ ต้องมีความชัดเจน เช่น การที่เจ้าพนักงานประเมินจะออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เกินกว่า 2 ปีได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยโดยชัดแจ้งว่า ผู้ยื่นรายการ “มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร” ที่สามารถตอบคำถามผู้บังคับบัญชาและผู้ต้องเสียภาษีอากรได้ ดังนั้น ก่อนที่จะอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกในกรณีนี้ ผู้บังคับบัญชาต้องมั่นใจว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย มิฉะนั้น อาจกลายเป็นคมดาบที่กลับมาเฉือดเฉือนเจ้าพนักงานประเมิน และผู้บังคับบัญชาได้


คุณ สมคิด อั้นเต้ง ได้สอบถามเพิ่มเติม เมื่อวันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2565 เวลา 22:49 น. ว่า
    ขออนุญาตรบกวนเรียนถามเพิ่มเติมอีกนิดนะครับ ตามมาตรา 19 ความหมายรวมถึงการยื่นแบบครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ถูกต้องไหมครับ สมมติจะออกหมายเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2562 ให้มาพบภายใน 31 มีนาคม พ.ศ. 2565  
    ข้อเท็จจริง ปีภาษี 2562 ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการดังนี้ 
    1. แบบ ภ.ง.ด.94 วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562
    2. แบบ ภ.ง.ด.90 วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563
    ฉะนั้น การออกหมายเรียกสำหรับปีภาษี 62 เกินเวลา 2 ปีตามมาตรา 19 เนื่องจากภาษีครึ่งปีภาษี 2562 ต้องออกหมายเรียกภายใน 30 กันยายน พ.ศ. 2564 ต้องขอขยายเวลาต่ออธิบดีถูกต้องมั้ยครับ

สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา: 
    1. การเสียภาษีเงินได้ทั้งกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล นั้น แนวคิดทั่วไป คือ มุ่งจัดเก็บเป็นรายปีภาษี หรือรายรอบระยะเวลาบัญชี ตามมาตรา 40 ประกอบมาตรา 41 และมาตรา 65 ประกอบมาตรา 66 แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี 
    2. แต่ตามมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปีภาษี 2528 เป็นต้นไป บัญญัติจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ดังนี้  
     “มาตรา 56 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40(5) (6) (7) หรือ (ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี 
         เงินได้ตามมาตรา 40(5) ตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงเงินกินเปล่า เงินช่วยค่าก่อสร้าง เงินค่าซ่อมแซม ค่าแห่งอาคารหรือโรงเรือนที่ได้รับกรรมสิทธิ์
         การยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้คำนวณภาษีตามมาตรา 48 โดยหักลดหย่อนตามมาตรา 47ให้กึ่งหนึ่ง และชำระภาษีถ้ามี พร้อมกับการยื่นรายการนั้นเจ้าพนักงานตามมาตรา 56
         ภาษีที่ชำระตามวรรคสาม ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 57 จัตวา”   
     และตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้ 
     “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้
         (1) ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากที่กล่าวใน (2) ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ หรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แล้วให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
         (2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
(ความตามวรรคหนึ่งของมาตรา 67 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 31) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534 เป็่นต้นไป)
(ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 107))
(ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 128))
         ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68
         ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน
(มาตรา 67 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2525 ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2526 เป็นต้นไป) 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
    การออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อตรวจสอบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี พ.ศ. 2562 โดยผู้มีเงินได้ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562 และแบบ ภ.ง.ด.90 ในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563 นั้น หากเจ้าพนักงานประเมิน ได้ออกหมายเรียกหลังจากพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562 (ภายในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564) แต่ไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563 (ภายในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565) หมายเรียกฯ ดังกล่าวย่อมมีผลเฉพาะกับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี พ.ศ. 2562 เท่านั้น เจ้าพนักงานประเมินจะทำการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีภาษี พ.ศ. 2562 โดยอาศัยหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ได้แล้ว เนื่องจากพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียภาษีเงินได้ได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.94 ไปแล้ว ถูกต้องแล้วครับ
    การขออนุมัติ และการอนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย เพื่อตรวจสอบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครื่งปีภาษี พ.ศ. 2562 จึงต้องกระทำก่อนวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564 ทั้งนี้ ต้องมีเหตุตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยโดยชัดแจ้งว่า ผู้ยื่นรายการ “มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร” สำหรับการยื่นรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครื่งปี สำหรับปีภาษี พ.ศ. 2562 อีกด้วย
และสำหรับการออกหมายเรียกภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 เจ้าพนักงานประเมินก็ต้องทำการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนครบกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.61 ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ด้วย มิฉะนั้น หมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ก็ย่อมมีผลต่อเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 เท่านั้น 
    ทั้งกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครื่งปี และภาษีเงินได้นิติบุคคลครื่งรอบระยะเวลาบัญชี เจ้าพนักงานประเมินจะอาศัยอำนาจตามหมายเรียกดังกล่าวทำการประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี และภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีไม่ได้ ต้องกลับไปใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร ทำการประเมินโดยไม่มีเบี้ยปรับตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากร



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ