Case study

สัญญาบริการกับลูกค้า โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินไว้เป็น THB เเต่จะรับเงินเป็น USD ได้หรือไม่


เรื่อง สัญญาบริการกับลูกค้า โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินไว้เป็น THB เเต่จะรับเงินเป็น USD ได้หรือไม่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 23/05/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทมีสัญญาบริการกับลูกค้า  โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินไว้เป็น THB  (บริษัทเป็นผู้ออก Invoice ออก invoice: เป็น THB เเต่จะมีวงเล็บ USD ไว้ด้วย)   

 คำถาม 

1. บริษัทสามารถเรียกเก็บเงินเป็น USD (ที่ระบุไว้ใน Invoice) ได้หรือไม่ โดยผลต่างที่เกิดขึ้น(บัญชีลูกหนี้กับที่จ่ายจริง)บันทึกเป็น กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน ได้หรือไม่?   

2. ถ้าบริษัทเลือกที่จะออก Tax Invoice ตอนที่ออก Invoice เลยจะได้หรือไม่  

3. ตามระบบเอกสารดังกล่าว ถ้าบริษัทจะเลือกใช้ USD ในการรับรู้ลูกหนี้  และมีการ Revalue ตอนสิ้นงวด ถึงแม้ว่าในสัญญาระบุเงื่อนไขให้ชำระเป็น THB ได้หรือไม่

คำตอบ

ตอบ 1

เรียกเก็บค่าบริการเป็นเงินตราต่างประเทศ

ผู้ขายรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

เรียกเก็บค่าบริการเป็นเงินตราไทย

ผู้ซื้อรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน


เนื่องจากข้อตกลงในการคำนวณราคาค่าบริการของบริษัท กับบริษัทในเครือ ระบุการรับชำระเงินไว้เป็น THB  แสดงว่าตามข้อตกลง บริษัท(ผู้ขาย) ไม่ได้มีหน้าที่ต้องรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน กล่าวคือ บริษัทขาย(บาท) เท่าไหร่ บริษัทก็ควรได้เงินเต็มจำนวนตามที่ระบุใน INV ขาย  


ดังนั้น การที่บริษัทรับชำระเงินโดยวิธี Off-set กับ Invoice ซื้อ โดยใช้จำนวนเงินที่เป็น USD ที่ระบุไว้ใน Invoiceขาย จึงไม่ถูกต้อง

  • ถ้าบริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน : บริษัทต้องรับรู้เป็น   “รายได้อื่น”
  • ถ้าบริษัท ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน : บริษัทไม่สามารถรับรู้เป็น  “รายจ่ายทางภาษีได้” เนื่องจากเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(13) แห่งประมวลรัษฎากร

หมายเหตุ : ถ้าบริษัทมีความประสงค์จะรับรู้เป็น “กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน”  ขอแนะนำให้บริษัท ระบุการชำระเงินไว้เป็น USD  (แต่บริษัทยังมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีเป็นเงินบาท กรณีที่ให้บริการในไทยและใช้บริการในไทย VAT 7%) 



ตอบ 2  บริษัท สามารถ เลือกที่จะออก Tax Invoice ตอนที่ออก Invoice เลย ได้ค่ะ เนื่องจาก จุดรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มของการให้บริการ ตามมาตรา 78/1 (1) ระบุว่า ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่ (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี  ดังนั้น การที่บริษัทจะออกใบกำกับภาษี ก่อนที่จะรับเงิน (ตอนออก INVOICE) ก็สามารถกระทำได้ค่ะ


มาตรา 78/1ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
 (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย

(ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ
(ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น
 ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี


ตอบ 3  เรียกเก็บค่าบริการ

เป็นเงินตราต่างประเทศ

บริษัท สามารถ บันทึกบัญชี และปรับปรุง  USD  ในการรับรู้ลูกหนี้ และมีการ Revalue ตอนสิ้นงวด ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้

เป็นเงินตราไทย

บริษัท ไม่สามารถบันทึกบัญชี และปรับปรุง  USD  ในการรับรู้ลูกหนี้ และ Revalue ตอนสิ้นงวด ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เนื่องจากไม่ใช่เงินตราต่างประเทศ 


สรุป

- ถ้าบริษัทตกลงขายด้วยสกุลเงินบาท (ออก INV เป็นสกุลเงินบาท) บริษัทก็จะต้อง รับรู้ทั้งรายได้ และ ลูกหนี้ ด้วยสกุลเงินบาท ไม่สามารถแปลงค่าเป็นสกุลเงินต่างประเทศได้ เนื่องจากบริษัทไม่ได้ขายสินค้าเป็นสกุลเงินต่างประเทศ 

-  แต่ถ้าบริษัทมีความประสงค์ที่จะเรียกเก็บเงินลูกหนี้ด้วยสกุลเงินต่างประเทศ บริษัทควรขายสินค้าเป็นสกุลเงินต่างประเทศ (ถ้าบริษัท ออก invoice เป็น USD บริษัทจะสามารถรับรู้กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้นะคะ)


มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
    (ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข) ให้เลือกใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และคำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาทั้งนี้ เมื่อใช้วิธีการใดในการคำนวณค่าหรือราคาดังกล่าวแล้ว ให้ใช้วิธีการนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้
 (ข) กรณีธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนด ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้
     เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น


อ้างอิง

เรื่อง

ขายสินค้าให้กับลูกค้าในประเทศ ออกใบกำกับภาษี VAT 7% เป็นสกุลเงินต่างประเทศได้หรือไม่

แหล่งที่มา

Case study

วันที่

14/12/2023

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

คำถาม

บริษัทขายสินค้าให้กับลูกค้าในประเทศ    

1  บริษัท สามารถออกใบเเจ้งหนี้   เเละ ออกใบกำกับภาษี  VAT 7% เป็นสกุลเงินต่างประเทศได้หรือไม่ ได้หรือไม่

2 บริษัทขออนุมัติออกใบกำกับภาษี  VAT 7% เป็นสกุลเงินต่างประเทศได้หรือไม่

คำตอบ

ตอบ  1  บริษัทขายสินค้าให้กับลูกค้าในประเทศ 

  • บริษัทสามารถออกใบแจ้งหนี้ (INVOICE) ให้ลูกค้าในประเทศด้วย  USD Currency ได้ค่ะ แล้วแต่ข้อตกลงกันกับลูกค้า
  • แต่ ในการออกใบกำกับภาษี (TAX INVOICE) นั้น จะต้องออกเป็นสกุลเงินไทยเท่านั้นค่ะตามมาตรา 86/4  วรรค 2 ดังนั้น บริษัทต้องแปลงค่า USD ให้เป็น บาท ณ วันที่จุดรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น  ตามมาตรา 78        โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนของ ธนาคารพาณิชย์ หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร(อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถเเสดงมูลค่า USD Currency ไว้ในใบกำกับภาษีได้ตรงช่องว่างเช่น หมายเหตุได้ค่ะ)

ตอบ 2  บริษัทต้องออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4  ไม่สามารถขออนุมัติออกใบกำกับภาษีเป็นเงินตราต่างประเทศได้ เนื่องจาก บริษัทขายสินค้าในประเทศไทยไม่เข้าเงื่อนไขการขออนุมัติตามข้อ 5 (1) และ (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 92)


ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 92)

เรื่อง    กำหนดหลักเกณฑ์การขออนุมัติจัดทำรายการในใบกำกับภาษีเป็นภาษา ต่างประเทศ หรือเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร


ข้อ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังต่อไปนี้มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขออนุมัติจัดทำรายการในใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรเป็นภาษาต่างประเทศอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ และเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ

                           (1) ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งส่งสินค้าไปขายในต่างประเทศแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร

                           (2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งการให้บริการได้กระทำในราชอาณาจักร และได้มีการ ใช้บริการนั้นในต่างประเทศแต่ไม่เป็นไปตามประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด จึงไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1(2) แห่งประมวลรัษฎากร

                        ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดทำใบกำกับภาษีโดยมีรายการอย่างน้อยตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร และมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการแปลเป็นภาษาไทยด้วย



เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการขออนุมัติจัดทำรายการในใบกำกับภาษีเป็นภาษาต่างประเทศ และเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

04/11/2010

เลขที่หนังสือ

กค 0702/8591

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 86/4 และมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

   บริษัทฯ ประกอบกิจการขายปลีกและส่งท่อโลหะทุกชนิดมีความประสงค์จัดทำรายการในใบส่งสินค้า ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน เป็นภาษาต่างประเทศและเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศ แต่ให้จัดส่งสินค้าแก่ลูกค้าของผู้ซื้อซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร จึงเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักรตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร แต่บริษัทฯ ต้องจัดทำใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศตามมาตรา 82/4 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงขออนุมัติจัดทำรายการในใบส่งสินค้าและใบกำกับภาษีเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ตามข้อ 5 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 92) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การขออนุมัติจัดทำรายการในใบกำกับภาษีเป็นภาษาต่างประเทศ หรือเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 ขอหารือเกี่ยวกับกรณีการขออนุมัติจัดทำรายการในใบกำกับภาษีเป็นภาษาต่างประเทศ และเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ

แนววินิจฉัย

1. ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งมีความประสงค์จัดทำรายการในใบกำกับภาษีเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศจะต้องได้รับ อนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน ทั้งนี้ ตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 4 ของประกาศ อธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 92)ฯ ลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 และผู้ประกอบการที่มีสิทธิขออนุมัติ จะต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งประกอบกิจการตามข้อ 5 (1) และ (2) ของประกาศอธิบดีฉบับดังกล่าว

2. กรณีบริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศ แต่ให้ส่งสินค้าแก่ลูกค้าของผู้ซื้อซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรโดยที่สินค้า ดังกล่าวไม่ได้ส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศ การประกอบกิจการของบริษัทฯจึงเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักรไม่เข้าลักษณะตามข้อ 5 (1) และ (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 92)ฯ ลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2542บริษัทฯ จึงไม่มีสิทธิจัดทำใบกำกับภาษีเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรอย่างไรก็ดี กรณีที่บริษัทฯ ได้ออกใบกำกับภาษีมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว หากบริษัทฯ ประสงค์จะเพิ่มเติมรายการหน่วยเงินตราต่างประเทศไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวก็สามารถกระทำได้

เลขตู้

73/37580


มาตรา 86/4 ภายใต้บังคับมาตรา 86/5 และมาตรา 86/6 ใบกำกับภาษีต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้
       (1) คำว่า "ใบกำกับภาษี" ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
       (2) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีและในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2 หรือผู้ทอดตลาดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/3 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย
       (3) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
       (4) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม ถ้ามี
       (5) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
       (6) จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
       (7) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
       (8) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

   ( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 39) )
   ( 
ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 247))
   ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.117/2545 )    ( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.46/2537 )
   ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.86/2542 ( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.147/2557 )( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.155/2560 )

รายการในใบกำกับภาษี ให้ทำเป็นภาษาไทยเป็นหน่วยเงินตราไทยและใช้ตัวเลขไทยหรืออารบิค เว้นแต่ในกิจการบางประเภทที่มีความจำเป็นต้องทำเป็นภาษาต่างประเทศ หรือเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดี

   ( ดูคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 25/2537 )
   
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 92) )

ใบกำกับภาษีอาจออกรวมกันสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการหลายอย่างก็ได้ เว้นแต่อธิบดีจะได้กำหนดให้การออกใบกำกับภาษีสำหรับสินค้าหรือบริการบางอย่างหรือหลายอย่างต้องกระทำแยกต่างหาก โดยมิให้รวมไว้ในใบกำกับภาษีเดียวกันกับรายการอื่น

   ( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.121/2545 )


 
หมายเหตุ: TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น  กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง


เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการเรียกเก็บผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากลูกค้า

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

06/05/1998

เลขที่หนังสือ

กค 0811/พ.05378

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65, มาตรา 79

ข้อหารือ

   วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 บริษัทได้ตกลงขายสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยคิดราคาสินค้าจำนวน 5,040,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7.0 จำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 5,392,800 บาท และบริษัทฯ ได้รับชำระค่าสินค้าจำนวนดังกล่าวทั้งหมดจากลูกค้าแล้ว ซึ่งบริษัทฯ ถือว่าการขายสินค้าได้สิ้นสุดแล้ว ต่อมา วันที่ 30 มกราคม 2541 บริษัทฯ ได้ชำระค่าสินค้านี้ให้แก่เจ้าหนี้ต่างประเทศเป็นจำนวนเงิน 18,000,000 เยน ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันชำระเงินค่าสินค้าเท่ากับ 0.43965 เป็นเงิน 7,913,700 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนที่คำนวณเป็นต้นทุนของสินค้าเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยน 0.258867 คำนวณเป็นเงิน 4,659,606 บาท บริษัทฯ จึงมีผล ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังนี้

     อัตราแลกเปลี่ยน ณ 30 มกราคม 2541 0.43965 x 18,000,000 = 7,913,700 บาท

     อัตราแลกเปลี่ยน ณ 1 พฤษภาคม 2540 0.258867 x 18,000,000 = 4,659,606 บาท

     ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน = 3,254,094บาท

   บริษัทฯ จึงได้เจรจาขอให้ลูกค้าช่วยเหลือรับภาระผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนนี้ ซึ่งลูกค้ายินยอมช่วยเหลือบางส่วน โดยมีลักษณะเป็นการช่วยเหลือแบบให้เปล่า บริษัทฯ ไม่ได้มีข้อผูกมัดที่จะต้องตอบแทนหรือกระทำการใด ๆ ให้แก่ลูกค้าบริษัทฯ จึงหารือว่าการที่บริษัทออกใบแจ้งหนี้ เรียกเก็บเงินช่วยเหลือที่ลูกค้ายินยอมจ่ายให้บริษัทฯ ดังกล่าว เงินช่วยเหลือที่เรียกเก็บดังกล่าวอยู่ในข่ายที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่

แนววินิจฉัย

   ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวการที่ลูกค้าของบริษัทฯ ยินยอมจ่ายเงินช่วยเหลือผลขาดทุนจากอัตรา แลกเปลี่ยนบางส่วนให้แก่บริษัทฯ โดยมีลักษณะเป็นการให้เปล่า ไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องตอบแทนหรือ ให้บริการหรือกระทำการใด ๆ สำหรับเงินที่ได้รับดังกล่าว เงินได้ดังกล่าวจึงมิใช่มูลค่าของฐานภาษี สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่อยู่ในบังคับต้องเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่บริษัทฯ จะต้องนำเงินช่วยเหลือดังกล่าวไปถือเป็นรายได้ในการคำนวณ ภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย โดยถือเป็นรายได้เนื่องจากการประกอบกิจการในรอบระยะเวลาบัญชี ตาม มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

61/26643


เรื่อง

บันทึกรับรู้ค่านายหน้าค้างจ่ายเป็นสกุลเงิน USD และการรับรู้อัตราแลกเปลี่ยน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 07/11/2022 - วันที่ตอบ 04/12/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548

ปุจฉา

บริษัทฯ ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้า มีตัวแทนหาลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งตัวแทนเป็นบริษัทจดทะเบียนในไทยบริษัทฯ ตกลงจ่ายค่านายหน้า เป็นเงิน USD ตามอัตราที่ตกลง (เป็น % ของยอดขาย USD) 

คำถาม

     1. บริษัทฯ ควรบันทึกรับรู้ค่านายหน้า เมื่อไหร่ และควรใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันไหนสมมติ วันที่ส่งออก 25/09/65

     2. วันที่จ่ายค่านายหน้า(จ่ายวันที่ 10/10/65) ควรใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันไหนค่ะ

     3. การจ่าย ถ้าทั้ง 2 บริษัท ตกลงใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุตามใบขนสินค้า ได้หรือไม่ค่ะ

วิสัชนา

1. ตามมาตรา 65 วรรค 2 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ว่า

     “การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ์ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น..”

2. ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ว่า

    “(5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

         (ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข) ให้เลือกใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา หรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้และคำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ เมื่อใช้วิธีการใดในการคำนวณค่าหรือราคาดังกล่าวแล้ว ให้ใช้วิธีการนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้...” 

3. ตามข้อ 2 และ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.132/2548  เรื่อง การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 ดังนี้

    “ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดมีเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร

         กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด มีเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี  ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

         ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง หมายถึง เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับหรือมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระเป็นเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนเงินที่กำหนดไว้แน่นอน เช่น เงินฝากธนาคาร (Cash) ลูกหนี้การค้า (Account Receivable) ลูกหนี้และตั๋วเงินรับจากการขายสินค้า (Accounts and Notes Receivable) หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด (Marketable Securities) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดทันทีที่ต้องการ แต่ไม่รวมถึงตราสารทุนซึ่งเป็นเงินลงทุนระยะยาวที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศเพื่อหวังเงินปันผลในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ เงินให้กู้ยืมแก่บริษัทในเครือเดียวกัน (Loan to Subsidiaries) ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า (Prepaid Expense) เจ้าหนี้จากการซื้อสินค้า (Accounts Payable) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expense) เป็นต้น....”

    ข้อ 3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับมาหรือจ่ายไปซึ่งเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

         ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการบันทึกบัญชี ณ วันที่เกิดรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สิน หมายถึง

         (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย) หรือ

         (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย)

         ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการได้รับเงินหรือจ่ายเงินเป็นเงินตราต่างประเทศ หมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นจริงในทางปฏิบัติจากการนำเงินสกุลบาทไปแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศ หรือเกิดจากการนำเงินสกุลต่างประเทศไปแลกเป็นเงินสกุลบาท” 


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้า มีตัวแทนหาลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งตัวแทนเป็นบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศไทย บริษัทฯ ตกลงจ่ายค่านายหน้า เป็นเงิน USD ตามอัตราที่ตกลง (เป็น % ของยอดขาย USD)   

    1. ค่านายหน้าเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ที่ไม่ใช่ต้นทุนสินค้าที่ขายที่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับรายได้จากการส่งออก แม้ว่า ค่านายหน้าจะคำนวณจากฐานการส่งออกของบริษัทฯ ก็ตาม ดังนั้น บริษัทฯ พึงต้องบันทึกรับรู้ค่านายหน้าเป็นรายจ่าย ในรอบระยะเวลาบัญชีเกิดรายการค่านายหน้านั้นอย่างแท้จริง ซึ่งต้องเป็นรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับใบแจ้งหนี้ที่กำหนดจำนวนค่านายหน้าที่แน่นอนจากตัวแทนขาย และควรเป็นรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกับ รายได้จากการส่งออก ที่เกี่ยวข้องกับรายจ่ายค่านายหน้าดังกล่าวโดยตรง ตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ซึ่งหมายถึง วิธีการทางบัญชีที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายให้อยู่ในงวดต่าง ๆ โดยคำนึงถึงรายได้ที่พึงรับและค่าใช้จ่ายที่พึงจ่าย เพื่อให้แสดงผลการดำเนินงานของแต่ละงวดนั้นอย่างเหมาะสม ทั้งนี้โดยไม่คำนึงถึงรายรับและรายจ่ายเป็นเงินสดว่าได้รับเงินมาแล้วหรือจ่ายเงินไปแล้วหรือไม่ตามเกณฑ์เงินสด ดังนั้น ตามเกณฑ์คงค้าง สำหรับรายจ่ายค่านายหน้า ตามเกณฑ์คงค้าง รายจ่ายดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการใช้ทรัพยากรหรือได้รับบริการจากบุคคลอื่นแล้ว ไม่ว่าจะจ่ายเงินแล้วหรือไม่ก็ตาม  

        เมื่อบริษัทฯ ได้รับใบแจ้งหนี้ค่านายหน้าจากตัวแทน ให้ตั้งเจ้าหนี้ค่านายหน้าค้างจ่าย เพื่อรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายด้วยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวนไว้ ตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548  เรื่อง การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 ตามที่บริษัทฯ ได้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว ระหว่าง

        (1) อัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน หรือ

        (2) อัตราขายถัวเฉลี่ยตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยของวันทำการก่อนวันที่ระบุในใบแจ้งหนี้นั้น 

   2. ต่อมา บริษัทฯ ได้จ่ายค่านายหน้าเป็นเงิน USD ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ให้บริษัทฯ บันทึกการจ่ายค่านายหน้าดังกล่าว ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นจริงในทางปฏิบัติจากการนำเงินสกุลบาทไปแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศ หรือเกิดจากการนำเงินสกุลต่างประเทศไปแลกเป็นเงินสกุลบาท

    อนึ่ง ในกรณีที่บริษัทฯ ยังไม่ได้ชำระเงินรายจ่ายค่านายหน้าค้างจ่าย ภายในงวดปีภาษี และต้องเป็นรายจ่ายค้างจ่ายที่เป็นเงินตรา USD (หนี้สิน) ณ วันสิ้นงวด   หนี้สินดังกล่าว ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทฯ คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ย (อัตราขาย) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศไว้ ณ วันสิ้นงวด ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร
 

    3. ในกรณีที่ทั้ง 2 บริษัท ได้ตกลงใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุตามใบขนสินค้าได้ เพื่อการรับรู้เจ้าหนี้ และค่าใช้จ่าย และลูกหนี้ และรายได้ ย่อมถือว่าได้ตกลงจ่ายกันเป็นเงินตราไทยแล้ว โดยบริษัท ต้องชำระเงินค่านายหน้า เป็นเงินตราไทย มิฉะนั้น บริษัทฯ ต้องดำเนินการตามข้อ 1 และข้อ 2 ข้างต้น 


(อาจารย์ตา Panita Alongkornwarakit)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ