Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ปรับปรุงกลับรายการรายได้ข้ามปี / ขายสินค้าผ่านระบบ E-commerce บนเว็บไซส์ ขายสินค้าไปต่างประเทศ ส่งออกผ่านแดน


เรื่อง ปรับปรุงกลับรายการรายได้ข้ามปี / ขายสินค้าผ่านระบบ E-commerce บนเว็บไซส์ ขายสินค้าไปต่างประเทศ ส่งออกผ่านแดน
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 29/04/2024 - วันที่ตอบ 02/05/2024
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย มาตรา 65 ตรี (9) , มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรพากรที่ ท.ป. 1/2528ฯ, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543
ปุจฉา
1. รบกวนสอบถาม กรณีปรับปรุงกลับรายการรายได้ข้ามปี
    1. ทางบริษัท ได้เปิดร้านค้าออนไลน์บน Web LNW Shop รหัสร้านค้า 1XXXXX แต่ได้ยุติการขาย เนื่องจากบริษัท ได้เปลี่ยนแปลงไปใช้อีกแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 
    2. จากการตรวจสอบร้านค้าดังกล่าว มียอดค้างชำระจำนวน 20,000 บาท ทางแผนกบัญชีได้ทำการตรวจสอบเช็คข้อมูลย้อนหลัง ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ผู้รับผิดชอบร้านค้ามีการปรับรายการรับคืนสินค้า 
    3. บริษัทได้รับเงินจากลูกค้าแล้วบันทึกเป็นรายได้ เนื่องจากทาง Web LNW Shop ไม่หักเงินคืน จำนวนเงินที่ปรับเป็นรายได้ 100,000 บาท 
    4. ต่อมาทาง Web LNW Shop มีการตรวจสอบ และนำมาหักเงินดังกล่าว ยอด 100,000 บาทใน กุมภาพันธ์ 2567 
    คำถาม 
    1.1 จากประเด็นดังกล่าว จะทำการปรับปรุงรายการที่เคยหัก เป็นรายได้ออกได้หรือไม่ ในปี 2567 เนื่องจากรายการดังกล่าว ได้บันทึกเป็นรายได้ไปแล้วในเดือนธันวาคม 2564
    1.2 จากบัญชีรายได้ปรับปรุงรายการข้ามปี ถือเป็นค่าใช้จ่ายไม่ตรงปีบัญชี กรณีนี้ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษีหรือไม่ หรือปรับปรุงเป็นค่าใช้จ่ายได้ทางบัญชีและภาษี

2. รบกวนสอบถามเพิ่มเติม 
    กรณี บริษัทจะขายสินค้าผ่านระบบ E-commerce บนเว็บไซส์ ขายสินค้าไปต่างประเทศ ตัวอย่างประเทศพม่า สินค้าส่งออกจากประเทศไทย จากชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก มีรายละเอียดดังนี้ 
    1. ขายช่องทางออนไลน์ แบบ B2C Business-to-Customer การขายผลิตภัณฑ์จากเจ้าของธุรกิจสู่ผู้บริโภคโดยตรง
    2. การขายออนไลน์ ตัดรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตผู้ให้บริการ Payment Gateway E-Commerce 
    3. ขนส่งสินค้าทางรถ โดยใช้บริการ DHL หรือ ไปรษณีย์ไทย 
    4. จะกำหนดราคาขาย ด้วยสกุลเงินต่างประเทศ (พม่า สกุลเงินจ๊าต) บนเว็บไซส์ 
    5. ค่าขนส่งสินค้า เรียกเก็บจากลูกค้า (ผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่ง) 
    6. เงินจากการขายสินค้า ทางบริษัทจะไม่ได้รับเงินตรงจากลูกค้า จะมีตัวแทนในการรับเงิน แล้วโอนเงินให้ทางบริษัท
    คำถาม 
    2.1 ขั้นตอนการส่งออกขายออนไลน์แบบ B2C เหมือนกับการส่งออกผ่านแดน แบบผ่านแดนปกติหรือไม่
    2.2 กรณีออก Invoice ให้ลูกค้า ต้องออกเป็นสกุลเงินไทยบาท หรือออกเป็นสกุลเงินต่างประเทศ (พม่า จ๊าต ที่แสดงบนหน้า Website)
    2.3 ค่าขนส่งที่ลูกค้าเรียกเก็บจากลูกค้าเพิ่มในการส่งสินค้าข้ามแดน ต้องบันทึกรับรู้เป็นรายได้อื่น รายได้ที่เกิดขึ้นจากค่าขนส่ง ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ยื่น ภ.พ.30 ต้องยื่นเป็น VAT 7% หรือ VAT 0 เหมือนกับการส่งออกสินค้า 
    2.4 เอกสารประกอบการส่งออก และการขนส่งสินค้าข้ามแดน ในการการดำเนินการพิธีการทางกรมศุลกากรมีเอกสารประกอบอะไรบ้าง 
    2.5 วันที่รับรู้รายได้ ให้รับรู้ ณ วันที่ลูกค้ายืนยันสั่งซื้อสินค้า หรือวันที่ส่งสินค้าข้ามแดน (Bill of Lading) ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันไหน 
    2.6 กรณีมีการขายสินค้า แต่ส่งสินค้าผิดรุ่น ผิดไซส์ สินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง กรณีไม่นำสินค้ากลับคืน แต่มีการส่งสินค้าใหม่ไปให้แทน โดยไม่มีการคิดเงินลูกค้า ในทางบัญชีต้องดำเนินการอย่างไร
วิสัชนา
1. กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น 
    (1) ตามหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้ในทางภาษีอากร นั้น กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรับรู้รายได้ให้ตรงตามรอบระยะเวลาบัญชี ตาม “เกณฑ์สิทธิ” ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528ฯ ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2528 กล่าวคือ รายได้หรือรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็ให้รับรู้เป็นรายได้ และรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปีนั้นๆ  
         ดังนั้น จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น บริษัทฯ ย่อมมีสิทธิปรับปรุงหักรายการที่เคยรับรู้เป็นรายได้ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2564 ออกจากการรับรู้รายได้ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 ทั้งนี้ ตามหลักความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร 
    (2) จากบัญชีรายได้ปรับปรุงรายการข้ามปี ถือเป็น ค่าใช้จ่ายไม่ตรงปีบัญชี กรณีถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษี ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร

2. กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น 
    2.1 ขั้นตอนการส่งออกขายออนไลน์แบบ B2C เหมือนกับการส่งออกผ่านแดน แบบผ่านแดนปกติ โดยต้องดำเนินพิธีการทางศุลกากรตามปกติทั่วไป ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องการลงรายการในรายงานภาษีขายตามมาตรา 87 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อ 7 (9) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ฯ ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542 ดังนี้ 
         “ข้อ 7 การลงรายการในรายงานภาษีขายตามมาตรา 87 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ดำเนินการดังนี้ 
              (9) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าโดยการส่งออก ให้ลงรายการตามมูลค่าสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. ของสินค้า และให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ดังต่อไปนี้
                   (ก) การส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก ให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก แล้วแต่กรณี
                        การส่งออกสินค้าตามวรรคหนึ่ง ถ้าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่กรมศุลกากรออกใบขนสินค้าขาออก”  
    
    2.2 กรณีออก Invoice ให้ลูกค้า ต้องออกเป็นสกุลเงินต่างประเทศ (พม่า จ๊าต) ตามข้อ 1 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 21) เรื่อง กำหนดรายการในใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการบางกรณี ตามมาตรา 86/5 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ดังนี้
          “ข้อ 1 กำหนดให้ใบกำกับภาษีของการขายสินค้าหรือให้บริการโดยการส่งออกตามมาตรา 86/5(1)แห่งประมวลรัษฎากร มีรายการเช่นเดียวกันกับใบกำกับสินค้าซึ่งผู้ส่งออกได้ออกเป็นปกติตามประเพณีทางการค้าระหว่างประเทศ”  
          แต่มูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออก ที่ต้องแสดงในรายงานภาษีขาย และแบบ ภ.พ.30 ให้ใช้สกุลเงินไทยบาท ตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548ฯ ลงวันที่ ดังนี้  
          (1) ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา (อัตราซื้อ) ของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในวันที่ดำเนินพิธีการทางศุลกากร หรือ 
          (2) ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยซึ่งจะเป็น SIGHT หรือ T/T ก็ได้) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ ณ สิ้นวันทำการประจำวันทำการก่อนวันที่ดำเนินพิธีการทางศุลกากรหนึ่งวัน  
          การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการดังกล่าว เมื่อบริษัทฯ ได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการหนึ่งวิธีการใดแล้ว ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรจึงจะเปลี่ยนแปลงวิธีการได้ ทั้งนี้ ตามข้อ 2 วรรคสอง ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548  
    
     2.3 ค่าขนส่งที่ลูกค้าเรียกเก็บจากลูกค้าเพิ่ม ในการส่งสินค้าข้ามแดน ต้องบันทึกรับรู้เป็นรายได้อื่น โดยถือเป็นรายได้ที่ไม่นับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี เนื่องจากฎหมายได้กำหนดฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกไปเป็นการแน่นอนตายตัวแล้วตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร 
    
    2.4 เอกสารประกอบการส่งออก และการขนส่งสินค้าข้ามแดน ในการการดำเนินการพิธีการทางกรมศุลกากรมีเอกสารประกอบ ตามข้อ 2 วรรคสาม ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 เรื่อง การส่งออกสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับสิทธิเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ดังนี้ 
         “ข้อ 2 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ได้ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศซึ่งเป็นประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศไทย ตามมาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฎากร ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออก ตามมาตรา 77/1 (13) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้
              (1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ผลิตสินค้าดังกล่าวหรือซื้อสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศ และโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศได้จัดทำใบกำกับภาษีเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 82/4 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร 
              (2) หลักฐานใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน 
              (3) หลักฐานการบรรจุหีบห่อ (Packing List) เว้นแต่สินค้าทีไม่จำต้องบรรจุหีบห่อ เช่น ไม้ เสาเข็ม เป็นต้น ก็ไม่จำต้องมี Packing List เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมิน 
              (4) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า(Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) เป็นต้น กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่สามารถแสดงหลักฐานดังกล่าว แต่ได้บันทึกรายการส่งออกสินค้าในรายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ บัญชีเงินสดรับหรือบัญชีขาย ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหลักฐานที่แสดงว่ารับชำระราคาค่าสินค้าหรือมีหลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน 
              (5) หลักฐานใบกำกับภาษีซื้อ และรายงานภาษีซื้อ 
              (6) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร” 
         เอกสารประกอบการส่งออก กรณีขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศโดยว่าจ้างผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศให้จัดส่งสินค้า ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้ ตามข้อ 13 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 เรื่อง การส่งออกสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับสิทธิเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ดังนี้ 
         “ข้อ 13 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศโดยว่าจ้างผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศให้จัดส่งสินค้า ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้
              (1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ซื้อในต่างประเทศซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนจริง เช่น Proforma Invoice หรือ Purchase Order หรือ Order Note หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน 
              (2) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ว่าจ้างผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศให้จัดส่งสินค้าไปต่างประเทศ 
              (3) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศได้รับสินค้าที่จะดำเนินการส่งออกจากผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยเอกสารดังกล่าวต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ 
                   (ก) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ
                   (ข) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อในต่างประเทศ
                   (ค) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้า
                   (ง) วัน เดือน ปี ที่ออกเอกสาร
              (4) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการรับขนส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร
              (5) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) หรือเอกสารที่ระบุว่านำเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือ Bank Statement เป็นต้นเว้นแต่กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนส่งสินค้าไปเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยไม่มีค่าตอบแทน ก็ไม่จำต้องมีหลักฐานแสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice)”



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ