Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บริษัทฯ ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาคารสำนักงานให้เช่าและกิจการโรงแรม บริษัทฯ ต้องการขายกิจการโรงแรม


เรื่อง บริษัทฯ ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาคารสำนักงานให้เช่าและกิจการโรงแรม บริษัทฯ ต้องการขายกิจการโรงแรม
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 09/06/2025 - วันที่ตอบ 06/10/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,ภาษีธุรกิจเฉพาะ,อากรแสตมป์
ข้อกฎหมาย พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 516) พ.ศ. 2554
ปุจฉา

ขอสอบถามเกี่ยวกับการขายกิจการบางส่วนค่ะ บริษัทฯ ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาคารสำนักงานให้เช่าและกิจการโรงแรม บริษัทฯ ต้องการขายกิจการโรงแรม ซึ่งผู้ซื้อต้องการซื้อต่อเพื่อนำไปประกอบกิจการโรงแรมอย่างเดิม (ดำเนินงานต่อ) กรณีบริษัทขายกิจการเฉพาะโรงแรมออกไป รวมถึงโอนพนักงานไปด้วย รวมถึงทุกอย่างที่เกี่ยวกับโรงแรม กรณีนี้ บริษัทได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 หรือไม่ค่ะ หรือมีภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายกิจการโรงแรมอย่างไรบ้าง

วิสัชนา
หลักเกณฑ์ วิธีการ และข้อกฏหมายทางภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับการโอนกิจการบางส่วนที่เป็นการโอนกิจการให้แก่กันระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน  
1. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์
    ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 516) พ.ศ. 2554 ได้กำหนดให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัดที่เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน เนื่องมาจากการที่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวโอนกิจการบางส่วนให้แก่กัน ดังนี้
    "มาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัดที่เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน สำหรับมูลค่าของฐานภาษี รายรับ หรือการกระทำตราสารที่เกิดขึ้นหรือเนื่องมาจากการที่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวโอนกิจการบางส่วนให้แก่กัน ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด ทั้งนี้ สำหรับการโอนกิจการที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป
         “บริษัทในเครือเดียวกัน” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร และให้หมายความรวมถึงบริษัทผู้โอนกิจการถือหุ้นในบริษัทที่ถือหุ้นในบริษัทผู้รับโอนกิจการอีกทอดหนึ่งต่อเนื่องกันโดยการถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทที่ถูกถือหุ้นนั้น ทั้งนี้ ความเป็นบริษัทในเครือเดียวกันจะต้องเป็นอยู่ต่อไปไม่น้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กัน
    จากบทบัญญัติดังกล่าว อาจแยกพิจารณาได้ดังนี้
    1.1 การโอนกิจการบางส่วน ต้องเป็นการโอนกิจการให้แก่กันระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน
         "บริษัทในเครือเดียวกัน” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ บริษัทตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กันในลักษณะดังต่อไปนี้
          (1) ผู้ถือหุ้นเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลหนึ่ง เป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่ง
          (2) ผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นในนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด
          (3) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด หรือ
          (4) บุคคลเกินกว่ากึ่งจำนวนกรรมการซึ่งมีอำนาจจัดการในนิติบุคคลหนึ่ง เป็นกรรมการซึ่งมีอำนาจจัดการในอีกนิติบุคคลหนึ่ง
          และให้หมายความรวมถึงบริษัทผู้โอนกิจการถือหุ้นในบริษัทที่ถือหุ้นในบริษัทผู้รับโอนกิจการอีกทอดหนึ่งต่อเนื่องกันโดยการถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทที่ถูกถือหุ้นนั้น ทั้งนี้ ความเป็นบริษัทในเครือเดียวกันจะต้องเป็นอยู่ต่อไปไม่น้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กัน
    1.2 การโอนกิจการบางส่วนให้แก่กันดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554 ดังนี้
         อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 516) พ.ศ. 2554 อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ดังต่อไปนี้
         "ข้อ 1 ต้องเป็นการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และต้องเป็นบริษัทในเครือเดียวกันตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความเป็นบริษัทในเครือเดียวกันจะต้องเป็นอยู่ต่อไปไม่น้อยกว่าหกเดือน นับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กันบริษัทในเครือเดียวกันตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงบริษัทผู้โอนกิจการถือหุ้นในบริษัทที่ถือหุ้นในบริษัทผู้รับโอนกิจการอีกทอดหนึ่งต่อเนื่องกัน โดยการถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทที่ถูกถือหุ้นนั้น และในกรณีที่การถือหุ้นในบริษัทผู้รับโอนกิจการได้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้นที่ถือภายหลังการโอนกิจการโดยการถือหุ้นยังคงมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทผู้รับโอนกิจการ ทั้งนี้ บริษัทผู้รับโอนกิจการจะต้องมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในวันที่มีการรับโอนกิจการ ไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์สินสุทธิที่โอน
         ข้อ 2 บริษัทผู้โอนกิจการและบริษัทผู้รับโอนกิจการจะต้องร่วมกันทำหนังสือแจ้งการโอนกิจการและส่งแผนปรับปรุงโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพร้อมกับแสดงรายการทรัพย์สินที่โอน ยื่นต่ออธิบดีกรมสรรพากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทผู้โอนกิจการตั้งอยู่ หรือสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ สำหรับบริษัทผู้โอนกิจการที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ตามแบบที่กำหนดในประกาศนี้ ก่อนที่จะมีการโอนกิจการระหว่างกันบริษัทผู้โอนกิจการจะต้องโอนกิจการบางส่วน ให้แล้วเสร็จภายในวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ตกลงโอนกิจการบางส่วนให้แก่กันสำหรับบริษัทผู้โอนกิจการและบริษัทผู้รับโอนกิจการที่ได้ดำเนินการโอนกิจการไปแล้วก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ หากประสงค์จะรับสิทธิยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 516) พ.ศ. 2554 จะต้องร่วมกันทำหนังสือแจ้งการโอนกิจการและส่งแผนปรับปรุงโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพร้อมกับแสดงรายการทรัพย์สินที่โอน ยื่นต่ออธิบดีกรมสรรพากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทผู้โอนกิจการตั้งอยู่ หรือสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่สำหรับบริษัทผู้โอนกิจการที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้ลงประกาศฉบับนี้ในราชกิจจานุเบกษา
         ข้อ 3 ต้องเป็นการโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับประเภทของกิจการที่โอนนั้น ซึ่งมิใช่เป็นการขายอันเป็นปกติธุระ และบริษัทผู้รับโอนกิจการต้องนำไปดำเนินกิจการในลักษณะเดียวกัน
         ข้อ 4 กรณีบริษัทผู้โอนกิจการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มบริษัทผู้รับโอนกิจการจะต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรและบริษัทผู้รับโอนกิจการจะต้องนำสินค้าหรือทรัพย์สินที่รับโอนนั้นไปใช้ในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทโดยตรง
         ข้อ 5 บริษัทผู้โอนกิจการต้องไม่โอนทรัพย์สินโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรในวันที่โอนกิจการ
         ข้อ 6 บริษัทผู้โอนกิจการและบริษัทผู้รับโอนกิจการจะต้องไม่เป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้างของกรมสรรพากร ณ วันที่โอนกิจการเว้นแต่จะได้มีการค้ำประกันหนี้ภาษีอากรตามระเบียบที่กรมสรรพากรกำหนดแล้ว
         ข้อ 7 ผู้สอบบัญชีของบริษัทผู้โอนกิจการและบริษัทผู้รับโอนกิจการต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร เป็นผู้รับรองบัญชีในรอบระยะเวลาที่มีการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กัน และเป็นผู้รับรองผลการประกอบกิจการและการเป็นบริษัทในเครือเดียวกันตามข้อ 1
         ข้อ 8 กำหนดให้แบบต่อไปนี้ เป็นแบบเกี่ยวกับการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร
              (1) แบบ อ.บ.1 หนังสือแจ้งการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กัน
              (2) แบบ อ.บ.2 แบบแจ้งรายการทรัพย์สินที่โอน
              (3) แบบ อ.บ.3 แบบแจ้งการเป็นลูกหนี้ค่าภาษีอากรสำหรับการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัดหรือบริษัทจำกัด
              (4) แบบ อ.บ.4 แบบหนังสือรับรองการเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน
    1.3 ทั้งนี้ สำหรับการโอนกิจการที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป

2. ราคาทรัพย์สินที่โอนให้ใช้ราคาทุนตามบัญชี (book value) ตามแนวคำตอบข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/5027 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2546 ดังนี้
    "(1) การโอนทรัพย์สินให้แก่บริษัทในกลุ่มที่เป็นบริษัทในเครือเดียวกันดังกล่าว บริษัทฯ สามารถ ใช้ราคาทุนตามบัญชี (book value) ในวันที่บริษัทฯ โอนทรัพย์สิน โดยราคาทุนตามบัญชีดังกล่าวไม่รวมถึงมูลค่าทรัพย์สินที่บริษัทฯ ได้ตีราคาเพิ่มขึ้น เพราะการตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมิให้นำมารวมคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ (3) แห่งประมวลรัษฎากร และถือว่ามีเหตุอันสมควรที่จะคิดค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดได้
      (2) การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ ณ กรมที่ดินนั้น เมื่อบริษัทในเครือ (ผู้รับโอน) จ่ายค่าตอบแทนการโอนให้กับบริษัทฯ บริษัทผู้รับโอนจะต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 ของราคาที่โอนทรัพย์สินแล้วนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนตามมาตรา 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยภาษีที่หักไว้และนำส่ง ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทฯ ที่ถูกหักภาษีตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น"

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
    กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ ประกอบธรุกิจอาคารสำนักงานให้เช่า และกิจการโรงแรม บริษัทฯ ต้องการขายกิจการโรงแรม ซึ่งผู้ซื้อต้องการซื้อต่อเพื่อนำไปประกอบกิจการโรงแรมอย่างเดิม (ดำเนินงานต่อ) กรณีบริษัทขายกิจการเฉพาะโรงแรมออกไป รวมถึงโอนพนักงานไปด้วย รวมถึงทุกอย่างที่เกี่ยวกับโรงแรม กรณีนี้ บริษัทฯ ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 516) พ.ศ. 2554 ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554 เนื่องจากบริษัทฯ และผู้รับโอนกิจการบางส่วน (ซื้อกิจการโรงแรม) ไม่เป็นการโอนกิจการให้แก่กันระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน 
บริษัทฯ จึงมีภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายกิจการโรงแรม ดังนี้ 
ถือเป็นการขายทรัพย์สินให้แก่กัน ในทางธุรกิจทั่วไป ซึ่งมีภาระภาษีที่เกี่ยวข้องดังนี้
1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
    1.1 ราคาโอนให้ใช้ราคาตลาดตามนัยมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
    1.2 กรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทผู้โอน ณ กรมที่ดินนั้น เมื่อบริษัทผู้รับโอนจ่ายค่าตอบแทนการโอนให้กับบริษัทผู้โอน บริษัทผู้รับโอนจะต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 ของราคาที่โอนทรัพย์สินแล้วนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนตามมาตรา 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยภาษีที่หักไว้และนำส่ง ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทฯ ที่ถูกหักภาษีตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น

2. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม
    สำหรับการโอนทรัพย์สินหรือสินค้าของกิจการที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้โอนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการโอนสินค้าหรือทรัพย์สินดังกล่าว โดยใช้มูลค่าของสินค้าหรือทรัพย์สินตามราคาตลาดตามนัยมาตรา 79/3 แห่งประมวลรัษฎากร

3. กรณีภาษีธุรกิจเฉพาะ
    สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือหรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทผู้โอน ณ กรมที่ดินนั้น เมื่อบริษัทผู้โอนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 1.0 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ นั้น

4. กรณีอากรแสตมป์
    สำหรับการกระทำตราสารที่เกิดขึ้นหรือเนื่องมาจากการที่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวโอนกิจการบางส่วนให้แก่กัน หากต้องปิดอากรแสตมป์ก็ให้ปิดอากรแสตมป์ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์

นอกจากนี้ ผู้โอนและผู้รับโอนยังอาจต้องชำระค่าธรรมเนียมโอนตามกฎหมายที่ดิน สำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ในขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมด้วย



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ