ข้อพิพาทกฏหมายที่น่าสนใจ

การสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโดยปริยาย ลูกจ้างสามารถเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมในภายหลังได้หรือไม่
| เรื่อง | การสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโดยปริยาย ลูกจ้างสามารถเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมในภายหลังได้หรือไม่ |
| แหล่งที่มา | ข้อพิพาทกฏหมายที่น่าสนใจ |
| วันที่ | |
| ประเภทภาษี | |
| ข้อกฎหมาย | ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 850 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 |
| คำถาม | การสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโดยปริยาย ลูกจ้างสามารถเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมในภายหลังได้หรือไม่ |
| คำตอบ | คดีแรงงาน เรื่อง การสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโดยปริยาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2924/2535 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง : ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 850 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 สรุปใจความสำคัญ : แม้จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ซึ่งโดยหลักแล้วจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ แต่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นใบขอรับเงินเมื่อออกจากงาน โดยเรียกร้องเพียงค่าชดเชย ค่าจ้างวันหยุดประจำปี เงินโบนัส และเงินบำเหน็จเท่านั้น อีกทั้งยังมีข้อความตอนท้ายของเอกสารดังกล่าวระบุว่า “ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องเงิน สิทธิ และประโยชน์อื่นใดจากจำเลยอีก” ศาลวินิจฉัยว่าข้อความในเอกสารที่โจทก์ลงนามนั้น เป็นการสละสิทธิในการเรียกร้องเพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย จึงถือว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายส่วนนี้อีกต่อไป รายละเอียดคำพิพากษาโดยย่อ : โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้างตนโดยไม่มีเหตุผลอันชอบธรรม ทั้งที่โจทก์มิได้กระทำความผิด และยังมีการให้โจทก์ทำงานล่วงเวลาจำนวน 410 ชั่วโมง โดยมิได้จ่ายค่าล่วงเวลาเป็นเงิน 9,471 บาท อีกทั้งการเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างคิดเท่ากับเงินเดือนสุดท้ายจำนวน 2 ปี เป็นเงิน 88,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่า ขณะเลิกจ้าง โจทก์ได้ลงนามในหนังสือแสดงความตกลงว่า “จะไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์อื่นใดจากจำเลยอีก” ซึ่งถือว่าเป็นการสละสิทธิทางกฎหมายไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินใดเพิ่มเติม ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่าแม้จะมีหนังสือข้อตกลงดังกล่าว แต่การเลิกจ้างโจทก์ไม่มีเหตุอันชอบธรรม จึงถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลมีอำนาจพิจารณาให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างตามหลักความเป็นธรรมได้ โดยพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 18,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ส่วนคำขออื่นของโจทก์ ศาลให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยยกข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในใบขอรับเงินเมื่อออกจากงาน โดยระบุว่า "ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องเงิน สิทธิ และประโยชน์อื่นใดจากบริษัทฯ อีกทั้งสิ้น" ถือเป็น สัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ระงับไป ตามมาตรา 852 ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้วเห็นว่าเอกสารใบขอรับเงินดังกล่าวของโจทก์ มีการเรียกร้องเฉพาะค่าชดเชย ค่าจ้างวันหยุดประจำปี โบนัส และบำเหน็จ โดยมิได้เรียกร้องเอาค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังมีข้อความระบุตอนท้ายอย่างชัดเจนว่า "ข้าพเจ้าไม่ติดใจที่จะเรียกร้องเงินสิทธิและประโยชน์อื่นใดจากบริษัทฯ และ/หรือ ผู้แทนของบริษัทฯ อีกทั้งสิ้น" การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวหลังจากพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างแล้ว จึงถือว่าเป็นการกระทำโดยอิสระ ไม่มีข้อบังคับจากจำเลย และแสดงเจตนาสละสิทธิที่จะเรียกร้องเงินประเภทอื่นอันจะพึงได้รับตามกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับของจำเลยอย่างชัดเจน รวมทั้งสิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมดังกล่าวด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากจำเลยอีกต่อไป เนื่องจากได้ทำการสละสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ที่ปรึกษาด้านกฏหมายทั่วไป เช่น การยื่นขอใบอนุญาตต่างๆ และ การตรวจสอบข้อกฎหมาย จัดทำระเบียบข้อบังคับบริษัทและหนังสือสัญญาการจ้างงาน จัดทำและตรวจทานหนังสือสัญญา รับคำปรึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน รับคำปรึกษาด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา บริการงานด้านมรดก และอื่นๆ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ แผนกกฏหมาย (ทนายความ) ติดต่อโดยตรง : 02-261-8182 E-mail : legal@aapth.com |
ให้การสนับสนุนด้านกฏหมายทั่วไป