ตอบ
บริษัทฯ จะนำมาเป็น foreign tax credit ได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาก่อนว่า รายได้ที่เราถูกบริษัทต่างประเทศ (สมมุติชื่อบริษัท A ประเทศ XYZ) หัก ณ ที่จ่ายไว้นั้น บริษัทมีหน้าที่ต้องถูกหักภาษีหรือไม่ มีกฎหมายให้อำนาจไว้ให้หักได้หรือไม่ 1. ถ้าบริษัท A ในประเทศ XYZ ไม่สามารถหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายบริษัท (เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดให้หัก) แต่ บริษัท A หักและนำส่งที่หน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศ XYZ และมีหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (WHT certificate) ก็ตาม กรณีนี้บริษัทไทยที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ไม่มีสิทธินำมาเครดิตภาษีในประเทศไทย แต่ บริษัท A จะต้องไปขอคืนภาษีที่ชำระผิดจากหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศ XYZ เอง
2. ถ้าบริษัท A ในประเทศ XYZ สามารถหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย บริษัท (เนื่องจากมีกฎหมายกำหนดให้หัก) กรณีที่บริษัทอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย บริษัทก็มีสิทธินำภาษีที่เสียและได้ชำระภาษีไปแล้วที่ประเทศ XYZ มาขอเครดิตคืนในประเทศไทยได้โดยการใช้เครดิตภาษีก็ต้องคำนวณตาม พ.ร.ฎ.300 ประกอบกับ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 65) เรื่อง กำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทย
ทางบัญชี - เมื่อบริษัทฯ ได้รับเงินค่าบริการ และถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ 15% หรือ 20%ให้บันทึกรับรู้เป็น หมวดสินทรัพย์ Dr. ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย
- หากภาษีที่เสียในต่างประเทศ (ที่ถูกหัก ที่จ่ายไว้) เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ให้แปลงค่าเป็นเงินบาทตามราคาตลาดในวันที่ได้มีการชำระภาษีดังกล่าวนั้น จากข้อเท็จจริงที่แจ้งมา ลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้
- เงินโอนเข้าบัญชี (สกุลเงินต่างประเทศ บัญชีต่างประเทศ??) สมมติวันที่ 1 ก.ค. 2569
- แต่บริษัทฯ ต้องใช้เวลาเช็คข้อมูล จึงนำเงินเข้าบัญชี (แปลงค่าเงินบาทเข้าบัญชีบาท??) วันที่ 7 ก.ค. 2569
- ต่อมาภายหลังจึงค่อยได้รับ WHT certificate จากบริษัทฯ ต่างประเทศ
- ผู้จ่ายเงินซึ่งบน WHT certificate ระบุว่า Transaction Date คือ 29 มิ.ย. 2569 และ
- WHT cert ออกวันที่ 10 ก.ค. 2569 (วันที่เซ็นรับรองในหนังสือหัก ณ ที่จ่าย??)
เข้าใจว่าบริษัท A ได้จ่ายเงิน (โอนเงินออกจากบัญชี) ตามวันที่ บน WHT certificate ดังนั้นให้บริษัทใช้ ใช้ อัตราแลกเปลี่ยนธนาคารพาณิชย์เป็นอัตราซื้อ วันที่ Transaction Date คือ 29 มิ.ย. 2569และเป็นอัตราซื้อ ทางภาษี 1. ให้บริษัทฯ ทำการคำนวณหากำไรสุทธิของการประกอบกิจการที่ประเทศ ในครั้งนี้ โดยนำรายได้ หัก รายจ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ Project นี้ ตามเงื่อนไขที่ระบุในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เสมือนเป็นอีกแผนกหนึ่ง ลักษณะทำนองเดียวกับกิจการ BOI ว่ามีกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการที่ ประเทศ XYZ เท่าไหร่ ให้คูณด้วย อัตราภาษีเงินได้ในประเทศไทย เช่น 20% = ภาษีที่ต้องเสียในไทย 2. ต้องไม่นำยอดภาษีที่เสียในประเทศ XYZ ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ มารวมคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามข้อ 1. 3. หลังจากนั้นแล้วนำยอดภาษีที่คำนวณได้ตามข้อ 1. มาเปรียบเทียบกับภาษีที่เสียในประเทศ XYZ คือที่บริษัทฯ ถูกหักภาษีไว้ - หากจำนวนภาษีที่เสียให้ประเทศXYZมากกว่าจำนวนภาษีที่ต้องเสียจากการคำนวณตามอัตราภาษีในไทย ให้ใช้เครดิตได้เท่าที่คำนวณตามอัตราภาษีในไทยภาษีที่ถูกหักไว้เกินนำมาถือเป็นรายจ่ายในการดำเนินงานได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากรไม่สามารถขอคืนภาษีกับกรมสรรพากรไทยได้
- หากจำนวนภาษีที่เสียให้ประเทศXYZน้อยกว่าจำนวนภาษีที่ต้องเสียจากการคำนวณตามอัตราภาษีในไทยให้ใช้เครดิตภาษีได้เท่าที่เสียไปจริงที่ประเทศXYZ
4. การใช้เครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่บริษัทฯ ถูกหักไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีปีใด ก็ให้นำมาถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทฯ ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น เท่านั้น ไม่สามารถยกยอดไปหักเป็นเครดิตในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไปได้ โดยให้นำยอดภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย มากรอกในหน้า 2 ของแบบ ภ.ง.ด.50
5. ต้องมีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้ในประเทศXYZ ที่หน่วยงานจัดเก็บภาษีในต่างประเทศ XYZ ให้การรับรอง(หนังสือรับรองที่รัฐบาลXYZออกให้) ต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ และต้องใช้เลขไทยหรืออารบิค โดยต้องมีรายการอย่างน้อย ดังนี้ (1) ชื่อผู้มีเงินได้ (2) รายการเงินได้ (3) จำนวนภาษีที่ได้เสียไปแล้วในต่างประเทศ
สรุป
1. เงื่อนไขตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 300) มาตรา 3การใช้เครดิตภาษีจากต่างประเทศจะทำได้ต่อเมื่อบริษัทปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ต้องมีการเสียภาษีต่างประเทศจริง
บริษัทต้องเสียภาษีเงินได้ในต่างประเทศจริง ไม่ว่าจะเกิดจากการประกอบกิจการในต่างประเทศ หรือเป็นเงินได้ที่ได้รับจากนิติบุคคลต่างประเทศ และต้องเป็นภาษีที่ชำระให้แก่หน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศนั้นแล้ว
(2) ห้ามนำภาษีต่างประเทศไปถือเป็นรายจ่าย ภาษีที่ต่างประเทศซึ่งอยู่ในขอบเขตที่สามารถนำมาเครดิตในไทย ห้ามนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิอีก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้สิทธิซ้ำซ้อนทั้งในรูปของรายจ่ายและเครดิตภาษี
(3) ต้องมีหลักฐานจากหน่วยงานภาษีต่างประเทศ บริษัทต้องมีเอกสารที่รับรองโดยหน่วยงานเก็บภาษีในต่างประเทศ ยืนยันการหักและนำส่งภาษีจริง เอกสารต้องระบุข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้มีเงินได้ รายการเงินได้ และจำนวนภาษีที่ชำระแล้ว เพื่อใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานประเมิน เมื่อบริษัทมีคุณสมบัติตรงตามทั้ง 3 ข้อ จะสามารถนำภาษีต่างประเทศที่ชำระแล้วมาใช้เป็นเครดิตภาษีในไทยได้ แต่จำนวนเครดิตที่ใช้ได้ต้องไม่เกินจำนวนภาษีไทยที่คำนวณได้จากเงินได้ต่างประเทศในแต่ละประเทศ
2. หลักเกณฑ์เพิ่มเติมตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 65) ประกาศฉบับนี้ออกตามมาตรา 3(4) เพื่อกำหนดวิธีการคำนวณและขั้นตอนการใช้เครดิตภาษีต่างประเทศ โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 2.1 คุณสมบัติของผู้ใช้สิทธิ บริษัทต้องเป็นนิติบุคคลที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร โดยคำนวณจากรายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หักด้วยรายจ่ายตามมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี 2.2 ลักษณะภาษีต่างประเทศที่นำมาเครดิตได้ ต้องเป็นภาษีที่คำนวณจากกำไรสุทธิหรือยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายในต่างประเทศ และได้ชำระจริง หรือ คำนวณจากเงินได้ที่ได้รับจากนิติบุคคลต่างประเทศ และได้ชำระแล้วในต่างประเทศ 2.3 วิธีคำนวณเพดานสูงสุดของเครดิตภาษี ต้องคำนวณ “แยกเป็นรายประเทศ” โดยนำเงินได้จากต่างประเทศ (หรือเงินได้จากนิติบุคคลต่างประเทศ) มาคำนวณภาษีไทยตามอัตราภาษีของบริษัทไทย ซึ่งผลลัพธ์ถือเป็น “มูลค่า” ของเครดิตภาษีที่สามารถนำมาหักได้ 2.4 กรณีมีทั้งรายได้จากกิจการในต่างประเทศและจากนิติบุคคลต่างประเทศประเทศเดียวกัน โดยหลักให้คำนวณตามข้อ 3(1) แต่ถ้าประเทศนั้นจัดเก็บภาษีเฉพาะจากเงินได้ที่ได้รับจากนิติบุคคลต่างประเทศ โดยไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวรวมคำนวณภาษีสิ้นปีในประเทศนั้น ให้คำนวณตามข้อ 3(2) แทน 2.5 วิธีพิจารณาจำนวนเครดิตที่ใช้ได้จริง หากภาษีต่างประเทศน้อยกว่ามูลค่าภาษีไทย → ใช้เครดิตได้เต็มจำนวน หากภาษีต่างประเทศมากกว่ามูลค่าภาษีไทย → ใช้เครดิตได้ไม่เกินมูลค่าภาษีไทย 2.6 การแปลงค่าสกุลเงินต่างประเทศ ภาษีต่างประเทศที่ชำระเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้แปลงเป็นเงินบาทตามอัตราตลาด ณ วันที่ชำระภาษี 2.7 กรณีรอบระยะเวลาบัญชีไม่ตรงกัน ต้องเฉลี่ยรายได้ รายจ่าย และภาษีต่างประเทศเฉพาะส่วนที่ตรงกับรอบบัญชีไทยตามเกณฑ์ในข้อ 8 ของประกาศ 2.8 การยื่นแบบเพิ่มเติม หากบริษัทชำระภาษีต่างประเทศหลังจากได้ยื่นแบบภาษีไทยแล้ว ต้องยื่นแบบใหม่เพื่อปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้อง 2.9 การใช้สิทธิในรอบบัญชี หากบริษัทใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฯ ในรอบบัญชีหนึ่งแล้ว ต้องถือปฏิบัติในรอบบัญชีนั้นต่อเนื่องตามหลักเกณฑ์เดิม 2.10 เอกสารประกอบการใช้เครดิตภาษี เอกสารจากXYZต้องเป็นเอกสารทางการ มีคำแปลไทยหรืออังกฤษ ใช้ตัวเลขไทยหรืออารบิก และต้องระบุข้อมูลขั้นต่ำ ได้แก่ ชื่อผู้มีเงินได้ รายการเงินได้ จำนวนภาษีที่ชำระ
ข้อกฎหมาย
พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 300) พ.ศ. 2539
มาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยเป็นจำนวนเท่ากับภาษีเงินได้ที่เสียไปในต่างประเทศแต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยส่วนที่คำนวณจากเงินได้จากการประกอบกิจการในต่างประเทศแต่ละประเทศ หรือจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศแต่ละประเทศ โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ต้องเสียภาษีเงินได้ในต่างประเทศ เนื่องจากการประกอบกิจการในต่างประเทศแต่ละประเทศ หรือจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศแล้ว (2) ต้องไม่นำภาษีเงินได้ที่ได้เสียไปในต่างประเทศ ซึ่งไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทย ส่วนที่คำนวณจากเงินได้จากการประกอบกิจการในต่างประเทศแต่ละประเทศ หรือจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศแต่ละประเทศ ไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (3) ต้องมีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีในต่างประเทศที่หน่วยงานจัดเก็บภาษีเงินได้ของต่างประเทศรับรองเก็บไว้เพื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบ (4) ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา |
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้(ฉบับที่ 65) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ข้อ 1 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนเท่ากับภาษีเงินได้ที่ได้เสียไปในต่างประเทศแต่ไม่เกินจำนวนที่กำหนด ต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2 ภาษีเงินได้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้เสียไปในต่างประเทศ ที่มีสิทธินำไปหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องเสียในประเทศไทย ต้องเป็นดังนี้
(1) ภาษีเงินได้ที่คำนวณจากกำไรสุทธิหรือจากรายได้ก่อนหักรายจ่ายใดๆ เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีในต่างประเทศ และได้มีการชำระภาษีดังกล่าวไปแล้วในต่างประเทศ (2) ภาษีเงินได้ที่คำนวณจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และได้มีการชำระภาษีดังกล่าวไปแล้วในต่างประเทศ ข้อ 3การคำนวณหาจำนวนภาษีที่ต้องเสียตามกฎหมายไทยส่วนที่คำนวณจากเงินได้จากการประกอบกิจการในต่างประเทศแต่ละประเทศ หรือจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศแต่ละประเทศ ให้คำนวณแยกเป็นรายประเทศตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
(1) กรณีมีเงินได้จากการประกอบกิจการในต่างประเทศ ให้นำรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในต่างประเทศ หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ได้เท่าใด ให้คูณด้วยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสีย ผลลัพธ์ที่ได้ให้ถือเป็นจำนวนภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยส่วนที่คำนวณจากเงินได้จากการประกอบกิจการในต่างประเทศ (2) กรณีมีเงินได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ให้นำเงินได้ดังกล่าวคูณด้วยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสีย ผลลัพธ์ที่ได้ให้ถือเป็นจำนวนภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยส่วนที่คำนวณจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ข้อ 4 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยมีทั้งเงินได้จากการประกอบกิจการในต่างประเทศและเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ จากประเทศเดียวกัน การคำนวณหาจำนวนภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยส่วนที่คำนวณจากเงินได้จากการประกอบกิจการในต่างประเทศหรือจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ให้คำนวณตามหลักเกณฑ์ในข้อ 3 (1) เว้นแต่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้เสียภาษีจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศตามกฎหมายของประเทศนั้นแล้ว โดยไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณเสียภาษีเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีในประเทศนั้นอีก ให้นำเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศดังกล่าวไปคำนวณตามหลักเกณฑ์ในข้อ 3 (2)
ข้อ 5 จำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จะได้รับยกเว้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ (1) กรณีจำนวนภาษีที่เสียไปในต่างประเทศ เนื่องจากการประกอบกิจการในต่างประเทศ หรือจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศตามข้อ 2 มีจำนวนน้อยกว่าภาษีที่คำนวณได้ตามข้อ 3 (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนเท่ากับภาษีที่ได้เสียไปในต่างประเทศแต่ละประเทศทั้งจำนวน (2) กรณีจำนวนภาษีที่เสียไปในต่างประเทศ เนื่องจากการประกอบกิจการในต่างประเทศ หรือจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศตามข้อ 2 มีจำนวนมากกว่าภาษีที่คำนวณได้ตามข้อ 3 (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนเท่ากับภาษีที่คำนวณได้ตามข้อ 3 (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี
ข้อ 6 เงินตรา ทรัพย์สิน หนี้สินที่ได้จากการประกอบกิจการในต่างประเทศ ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย ตามบทบัญญัติมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร
ข้อ 7 ภาษีที่เสียไปในต่างประเทศตามข้อ 2 เป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่ได้มีการชำระภาษีดังกล่าวนั้น ข้อ 8 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ประกอบกิจการในต่างประเทศโดยมีรอบระยะเวลาบัญชีไม่ตรงกันกับรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย การคำนวณหาจำนวนภาษีที่ต้องเสียตามกฎหมายไทยส่วนที่คำนวณจากเงินได้จากการประกอบกิจการในต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ในข้อ 3 (1)ให้ใช้รายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศในช่วงระยะเวลาที่ตรงกันกับรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย
สำหรับภาษีเงินได้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้เสียไปเมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีในต่างประเทศ ที่จะนำมายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยได้นั้นต้องเป็นดังนี้ (1) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิในต่างประเทศ ต้องเฉลี่ยภาษีที่ได้เสียไปในต่างประเทศตามส่วนของกำไรที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ตรงกันกับรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย (2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายในต่างประเทศ ต้องเฉลี่ยภาษีที่ได้เสียไปในต่างประเทศตามส่วนของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ตรงกันกับรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ข้อ 9 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้ชำระภาษีเงินได้ในต่างประเทศหลังจากที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 68 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าวนั้นใหม่เพื่อปรับปรุงให้ถูกต้องด้วย ข้อ 10 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 300) พ.ศ. 2539 ในรอบระยะเวลาบัญชีใดแล้ว ให้ถือปฏิบัติเช่นนั้นในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ข้อ 11 เอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้ในต่างประเทศที่หน่วยงานจัดเก็บภาษีในต่างประเทศรับรอง ต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ และต้องใช้เลขไทยหรืออารบิค รวมทั้งต้องมีรายการอย่างน้อย ดังนี้ (1) ชื่อผู้มีเงินได้ (2) รายการเงินได้ (3) จำนวนภาษีที่ได้เสียไปแล้วในต่างประเทศ |
อ้างอิงคำตอบ เรื่อง | หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทในต่างประเทศออกให้ | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 26/10/2020 - วันที่ตอบ 14/11/2020 | ปุจฉา | ขอสอบถามปัญหาด้านภาษีค่ะบริษัท A ให้บริการจัดหาบุคคลไปทำงานให้กับบริษัทในประเทศพม่า โดยบริษัทฯ จะจัดหาคนมีทั้งคนในไทยไปทำงานในพม่า และคนในพม่าทำงานในพม่า เมื่อบริษัทฯ ได้รับค่าบริการจากบริษัท ในพม่า ถามว่า 1. บริษัทฯ สามารถนำหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทในพม่าออกให้ มาเป็นเครดิตภาษีได้หรือไม่กรณีบริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ ไม่มีภาษีที่ต้องชำระ 2. หากสามารถนำมาใช้ได้ ต้องมีเอกสารใดบ้างที่เป็นหลักฐานในการนำหัก ณ ที่จ่ายนั่นมาใช้เพราะหนังสือรับรองที่บริษัทในพม่าออกให้ เป็นภาษาพม่า และไม่มีการระบุรายละเอียดจำนวนงานที่ชัดเจนขอบพระคุณค่ะ | วิสัชนา | ตามมาตรา 66 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดว่า ....“มาตรา 66 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย... ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้” ....หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ต้องนำรายได้จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการที่เกิดขึ้นทั่วโลก มารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ตามหลักถิ่นที่อยู่ (Resident Rule) และหลัก Worldwide Income ตามข้อ 25 วรรคสาม แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการขจัดภาษีซ้อนดังนี้ ....“3. ในกรณีของประเทศไทย ภาษีพม่าที่พึงชำระในส่วนที่เกี่ยวกับเงินได้ที่ได้รับในประเทศพม่า จะยอมให้ถือเป็นเครดิตหักออกจากภาษีไทยที่พึงชำระในส่วนที่เกี่ยวกับเงินได้นั้น อย่างไรก็ตาม จำนวนเครดิตนั้นจะต้องไม่เกินจำนวนภาษีไทยที่ได้คำนวณไว้ก่อนที่จะให้เครดิตตามจำนวนที่เหมาะสมกับเงินได้นั้น” ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามควาในประมวลรัษฎากรว่าด้วยกากรยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 300) พ.ศ.2539 ได้กล่าวถึงเงื่อนไข เอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีในต่างประเทศไว้ดังนี้ ....“ (3) ต้องมีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีในต่างประเทศที่หน่วยงานจัดเก็บภาษีเงินได้ของต่างประเทศรับรองเก็บไว้เพื่อเจ้าหน้าพนักงานประเมินตรวจสอบ...” ซึ่งเอกสารหลักฐานดังกล่าว ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 65) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ....“ข้อ 11 เอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้ในต่างประเทศที่หน่วยงานจัดเก็บภาษีในต่างประเทศรับรองต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษและต้องใช้เลขไทยหรืออารบิก รวมทั้งต้องมีรายการอย่างน้อยดังนี้ ........(1) ชื่อผู้มีเงินได้........(2) รายการเงินได้........(3) จำนวนภาษีที่ได้เสียไปแล้วในต่างประเทศ....”
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 1. เมื่อรายได้ค่าบริการนั้นถูกประเทศพม่าหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้วเท่าใด บริษัทในประเทศไทยสามารถนำมาเป็นเครดิตภาษีหักออกจากภาษีไทยที่พึงชำระในส่วนที่เกี่ยวกับเงินได้นั้น อย่างไรก็ตาม จำนวนเครดิตนั้นจะต้องไม่เกินจำนวนภาษีไทยที่ได้คำนวณไว้ก่อนที่จะให้เครดิตตามจำนวนที่เหมาะสมกับเงินได้นั้นตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น 2. การนำภาษีที่ถูกจัดเก็บในต่างประเทศมายกเว้นภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยได้นั้น บริษัทฯ ต้องมีหลักฐานหรือหนังสือรับรอง โดยเจ้าหน้าที่ของหน่วยจัดเก็บภาษีในต่างประเทศ ซึ่งต้องมีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ และเลขอารบิก รวมถึงมีรายละเอียดที่แสดงให้เห็นว่า ได้ชำระภาษีไปเมื่อใด และจำนวนภาษีที่ชำระไปในต่างประเทศทั้งสิ้น มีจำนวนเท่าใด จึงจะสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการนำมาใช้เป็นเครดิตภาษีได้ ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ
คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการเครดิตภาษี และการลงรายจ่ายภาษีที่เสียไปในต่างประเทศ | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 28/12/2005 | เลขที่หนังสือ | กค 0706/10858 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ข้อกฎหมาย | มาตรา พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 มาตรา 65 ตรี (6) พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 300) พ.ศ. 2539 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 65)ฯ ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 | ข้อหารือ | บริษัทฯ เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไทย ประกอบกิจการขายส่ง ขายปลีกคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ทั้ง Hardware และ Software ให้บริการคำปรึกษา และบริการจัดการระบบคอมพิวเตอร์ทั้ง Hardware และ Software โดยบริษัทฯ ได้ให้บริการแก่ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ กรณีลูกค้าในต่างประเทศจะมีทั้งประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย และประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทยบริษัทฯ จึงขอทราบว่า 1. กรณีบริษัทฯ ได้ให้บริการแก่ลูกค้าในต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย หากบริษัทฯ ได้นำภาษีที่ถูกจัดเก็บในต่างประเทศดังกล่าวมาเครดิตภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยตามอนุสัญญาภาษีซ้อนแล้ว ปรากฏว่า ยังมีจำนวนภาษีที่ได้เสียไปแล้วในต่างประเทศยังเหลืออยู่บริษัทฯ มีสิทธินำเครดิตภาษีที่เหลืออยู่มาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทฯ ในประเทศไทยได้หรือไม่ อย่างไร
2. บริษัทฯ ได้ให้บริการแก่ลูกค้าในต่างประเทศซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย หากบริษัทฯ ได้นำภาษีที่ถูกจัดเก็บในต่างประเทศมาเครดิตภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 300) พ.ศ.2539 โดยปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 65) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2539 ปรากฏว่า ยังมีจำนวนภาษีที่ได้เสียไปแล้วในต่างประเทศยังเหลืออยู่บริษัทฯ มีสิทธินำเครดิตภาษีดังกล่าวมาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทฯ ในประเทศไทยได้หรือไม่ อย่างไร
3. บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีที่ถูกจัดเก็บในต่างประเทศมาเครดิตภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยตามอนุสัญญาภาษีซ้อน และมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 300) พ.ศ.2539 โดยปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 65)ฯ ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2539 หรือเลือกนำภาษีที่ถูกจัดเก็บในต่างประเทศมาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทฯ ในประเทศไทยบริษัทฯ มีสิทธิเลือกจะนำภาษีที่เสียไปแล้วในต่างประเทศบางประเทศมาเครดิตภาษีที่ถูกจัดเก็บในประเทศไทยและหรือมาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทฯ ได้หรือไม่ หรือจะต้องนำภาษีที่ถูกจัดเก็บในต่างประเทศทุกประเทศมารวมกันทั้งหมดมาเครดิตภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทย หรือนำมาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทฯ
| แนววินิจฉัย | 1. กรณีบริษัทฯ ได้ให้บริการแก่ลูกค้าในต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย หากบริษัทฯ ได้นำเงินได้ทั้งจำนวนที่ได้รับจากการให้บริการดังกล่าวโดยไม่หักภาษีที่เสียไว้ในต่างประเทศบวกกลับเป็นรายได้ของบริษัทฯ และได้นำภาษีดังกล่าวมาขอเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยใช้สิทธิประโยชน์ในฐานะผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยตามบทบัญญัติในอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำกับประเทศต่าง ๆ ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 โดยการใช้สิทธิประโยชน์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับดังกล่าว มีผลต่างของจำนวนภาษีที่เสียไว้ในต่างประเทศกับจำนวนภาษีที่ขอเครดิต บริษัทฯ มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร 2. กรณีบริษัทฯ ได้ให้บริการแก่ลูกค้าในต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย หากบริษัทฯ ได้นำภาษีที่ถูกจัดเก็บในประเทศคู่ค้ามายกเว้นภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 300) พ.ศ.2539 โดยปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 65)ฯ ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 หากปรากฏว่า การใช้สิทธิประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลต่างของจำนวนภาษีที่เสียไว้ในต่างประเทศกับจำนวนภาษีที่ขอยกเว้น บริษัทฯ มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3(2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 300) พ.ศ.2539
3. บริษัทฯ มีสิทธิในการเลือกเพื่อบรรเทาภาระภาษีที่เสียไปในต่างประเทศโดยแยกพิจารณาออกเป็นแต่ละประเทศตามวิธีการใดวิธีการหนึ่งสำหรับแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีดังต่อไปนี้ 3.1 เลือกนำมาลงรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 3.2 เลือกนำภาษีที่เสียไปในต่างประเทศมาขอเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยใช้สิทธิประโยชน์ในฐานะผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยตามบทบัญญัติในอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำกับประเทศต่าง ๆ ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 ในกรณีที่บริษัทฯ ได้ให้บริการแก่ลูกค้าในต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย หรือ 3.3 เลือกนำภาษีที่ถูกจัดเก็บในต่างประเทศมายกเว้นภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 300) พ.ศ.2539 โดยปฏิบัติตามข้อ 10 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 65)ฯ ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539
| เลขตู้ | 68/33779 |
เรื่อง | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการให้เช่าเครื่องจักรในต่างประเทศ | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 06/03/2006 | เลขที่หนังสือ | กค 0706/1848 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 77/2 มาตรา 82/5(3) มาตรา 82/13 พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) และพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 300) | ข้อหารือ | บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 ประกอบกิจการให้เช่าเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตหัวจับเครื่องมือ (Tool) สำหรับเครื่องมือกลและหัวจับยึดเครื่องมือ (Collets) ให้แก่ N คอร์ปอร์เรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันที่ประเทศXYZ 1. บริษัทฯ ในฐานะผู้ให้เช่า สั่งซื้อเครื่องจักรจากบริษัทในประเทศXYZและให้ผู้ขายจัดส่งเครื่องจักรไปยังบริษัทในเครือเดียวกันที่ประเทศXYZซึ่งเป็นผู้เช่า สัญญาเช่าจัดทำที่ประเทศXYZ การประกอบกิจการดังกล่าวถือว่า เป็นการให้บริการในต่างประเทศ ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ใช่หรือไม่ 2. หากการประกอบกิจการดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ จะต้องนำค่าเช่าเครื่องจักรมารวมคำนวณยื่นแบบ ภพ.30 ด้วยหรือไม่ และภาษีซื้อสำหรับการซื้อเครื่องจักรดังกล่าวบริษัทฯ ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามยอดรายได้ที่เกิดขึ้น หรือไม่ 3. กรณีบริษัทฯ ได้รับชำระเงินค่าเช่าเครื่องจักร บริษัทในเครือเดียวกันที่ประเทศXYZจะต้องหักภาษีณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละเท่าไร ภาษีที่ถูกหักไว้บริษัทฯ มีสิทธินำมาหักออกจากภาษีที่ต้องเสียตามแบบ ภ.ง.ด.50 โดยนำมาใช้ได้ไม่เกินภาษีที่ต้องเสียตามแบบ ภ.ง.ด.50 ใช่หรือไม่ และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ฉบับภาษาXYZ บริษัทฯ จะส่งให้สำนักงานในประเทศไทยแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเก็บไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หรือไม่ และต้องให้หน่วยงานใดลงนามรับรองเอกสารที่แปลด้วยหรือไม่ อย่างไร | แนววินิจฉัย | 1. กรณีตาม 1. และ 2. บริษัทฯ ประกอบกิจการให้เช่าเครื่องจักรโดยสั่งซื้อเครื่องจักรในประเทศXYZและให้ผู้ขายจัดส่งเครื่องจักรไปยังบริษัทในเครือเดียวกัน (ผู้เช่า) ที่ประเทศXYZโดยตรงและสัญญาเช่าก็จัดทำที่ประเทศXYZ กรณีถือเป็นการให้บริการนอกราชอาณาจักร ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ไม่ต้องนำรายรับดังกล่าวมารวมยื่นในแบบ ภ.พ. 30 และหากบริษัทฯ มีภาษีซื้อจากการประกอบกิจการให้เช่าเครื่องจักร บริษัทฯ ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องห้ามตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ฯ ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2535 2. บริษัทฯ มีรายได้จากให้บริการเช่าทรัพย์สินในประเทศXYZ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศXYZเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ค่าเช่าที่บริษัทฯ ได้รับจากบริษัทในเครือเดียวกันจะต้องเสียภาษีตามอัตราที่กฎหมายของประเทศXYZกำหนดไว้ บริษัทฯ มีสิทธิเลือกเพื่อบรรเทาภาระภาษีที่เสียไปในประเทศXYZโดยแยกพิจารณาตามวิธีการใดวิธีการหนึ่งสำหรับแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีดังต่อไปนี้ (1) เลือกนำมาลงรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (2) เลือกนำภาษีที่เสียไปในประเทศXYZมาขอเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยใช้สิทธิประโยชน์ในฐานะผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยตามบทบัญญัติในอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศXYZ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวภาษีเก็บจากเงินได้ ประกอบกับมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 หรือ (3) เลือกนำภาษีที่ถูกจัดเก็บในต่างประเทศมายกเว้นภาษีที่ต้องเสียในประเทศไทยตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 300) พ.ศ. 2539 โดยปฏิบัติตามข้อ 10 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 65) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ส่วนเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้ในประเทศXYZจะต้องให้หน่วยงานจัดเก็บภาษีในประเทศXYZรับรอง โดยต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษและต้องใช้เลขไทยหรืออารบิค รวมทั้งต้องมีรายการอย่างน้อย คือ ชื่อผู้มีเงินได้ รายการเงินได้ จำนวนภาษีที่ได้เสียไปแล้วในประเทศXYZ ทั้งนี้ ตามข้อ 11 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 65)ฯ ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 | เลขตู้ | 69/33945 |
|