กรณีตามข้อเท็จจริง ขอแยกผู้มีรายได้จาก YouTube ออกเป็น 2 ส่วนดังนี้ 1. กรณีบริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้รับรายได้จาก YouTube นั้น 1.1 กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 66 วรรคแรก ประกอบกับมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย มีหน้าที่ต้องนำรายได้ที่เกิดจากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการที่ได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี มารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชี ที่ได้รับแจ้งยอดจากยูทูป 1.2 กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม การได้รับส่วนแบ่งค่าโฆษณาจากยูทูป ถือเป็นรายได้ที่ได้รับจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ เนื่องจาก Point of Sale อันก่อให้เกิดเงินได้ เกิดขึ้นตามเวบไซต์ หรือ Platform ของ YouTube ในต่างประเทศ ไม่ใช่เกิดจากการกระทำในประเทศไทยแต่อย่างใด บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) ประกอบกับมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะมิได้การให้บริการในราชอาณาจักร แต่อย่างใด
2. กรณีบุคคลธรรมดา เป็นผู้มีเงินได้จาก YouTube 2.1 กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณี YouTuber ที่เป็นมือสมัครเล่น และมิได้เข้าร่วมโปรแกรมพาร์ตเนอร์ (YPP) และ YouTuber ที่ประกอบอาชีพตามเงื่อนไขของ YouTube โดยสมัครเข้าร่วมโปรแกรมพาร์ตเนอร์ (YPP) ทั้งกรณีที่มิได้กรอกแบบฟอร์มการเสียภาษี ในแบบฟอร์ม Google AdSense ทาง YouTube แห่งสหรัฐอเมริกาจะถือว่า เป็น YouTuber หรือครีเอเตอร์ของสหรัฐอเมริกา และจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 24% จากเงินได้รวมทั่วโลก และกรณีที่ได้กรอกแบบฟอร์มการเสียภาษี ในแบบฟอร์ม Google AdSense ซึ่งทาง YouTube แห่งสหรัฐอเมริกาจะหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 5% ของเงินได้รวมทั่วโลก นั้น เงินส่วนแบ่งของค่าโฆษณาที่ได้รับจาก YouTube เป็นเงินได้เนื่องจากกิจการที่กระทำในต่างประเทศ ถือเป็นแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคสอง และวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร โดยจะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร ก็ต่อเมื่อครบองค์ประกอบทั้ง 3 ประการ ดังต่อไปนี้ (1) ต้องเป็นอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน ในปีภาษี และ (2) ได้รับเงินได้ส่วนแบ่งค่าโฆษณาจาก YouTube เนื่องจากการส่ง Content หรือ Clip ในนำเสนอหรือลงในเวบไซต์ หรือ Platform ของ YouTube ในประเทศสหรัฐอเมริกา และ (3) ผู้มีเงินได้ (YouTuber) ได้นำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย ภายในปีภาษีที่เกิดเงินได้ 2.2 กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับส่วนแบ่งค่าโฆษณาจาก YouTube ซึ่งเป็นผลพวงจากการส่ง clip ไปลงในเวบไซต์ หรือ Platform ของ YouTube ในต่างประเทศ อันเป็นรายได้จากกิจการที่กระทำในต่างประเทศ จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope) YouTuber จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) ประกอบกับมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |