Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ให้ส่วนลดจากการขายรถยนต์แก่ลูกค้า
| เรื่อง | ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ให้ส่วนลดจากการขายรถยนต์แก่ลูกค้า |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 17/07/2023 - วันที่ตอบ 17/07/2023 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม |
| ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536ฯ |
| ปุจฉา | บทวิเคราะห์แนวคำตอบข้อหารือของกรมสรรพากร เลขที่หนังสือ กค 0702/10343 ลงวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ซึ่งขัดแย้งกับข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 จึงย่อมมีอันต้องยกเลิกไป ตามข้อ 7 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536ฯ อย่างไร |
| วิสัชนา | วันที่ : 7 ธันวาคม 2559 เรื่อง : ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ให้ส่วนลดจากการขายรถยนต์แก่ลูกค้า ข้อหารือ: สมาคมฯ หารือภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ให้ส่วนลดจากการขายรถยนต์แก่ลูกค้า สรุปความได้ว่า บริษัทผู้ประกอบการให้เช่าซื้อรถยนต์ (บริษัทฯ) เป็นผู้ให้สินเชื่อแก่ลูกค้าที่ต้องการซื้อรถยนต์เพื่อการอุปโภคและบริโภค ลูกค้าจะสั่งซื้อรถยนต์จากผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ราคา 1,000,000 บาท ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จะให้ส่วนลดลูกค้าเป็น 2 กรณี ดังนี้ กรณีที่ 1 ให้ส่วนลดการค้า จำนวน 50,000 บาท เงินดาวน์ จำนวน 150,000 บาท ลูกค้าชำระเงินดาวน์ จำนวน 150,000 บาท ยอดขอสินเชื่อกับบริษัทฯ จำนวน 800,000 บาท บริษัทฯ จะชำระเงินให้แก่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ จำนวน 800,000 บาท บริษัทฯ จะออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีเงินดาวน์ให้แก่ลูกค้า จำนวน 150,000 บาท กรณีที่ 2 ให้ส่วนลดเพื่อส่งเสริมการขาย จำนวน 50,000 บาท เงินดาวน์ จำนวน 200,000 บาท ลูกค้าชำระเงินดาวน์ จำนวน 150,000 บาท ยอดขอสินเชื่อกับบริษัทฯ จำนวน 800,000 บาท บริษัทฯ จะชำระเงินให้แก่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ จำนวน 800,000 บาท (ราคารถยนต์หักเงินดาวน์เต็มจำนวนไม่หักส่วนลดจากการส่งเสริมการขาย) บริษัทฯ ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีเงินดาวน์ให้แก่ลูกค้า จำนวน 200,000 บาท สมาคมฯ ขอทราบว่า 1. ส่วนลดกรณีที่ 1 ถือเป็นส่วนลดการค้าจากการขายสินค้าให้แก่ลูกค้าที่ต้องการซื้อรถยนต์ ผู้แทนจำหน่ายจะออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีให้แก่บริษัทฯ จำนวน 950,000 บาท ตามมาตรา 79/1 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 14 (1) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูป ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 ถูกต้องหรือไม่ 2. ส่วนลดกรณีที่ 2 ถือเป็นค่าส่งเสริมการขายที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ให้แก่ลูกค้าที่ต้องการซื้อรถยนต์ ผู้แทนจำหน่ายจะออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีให้แก่บริษัทฯ จำนวน 1,000,000 บาท ตามข้อ 14 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542ฯ ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 ถูกต้องหรือไม่ 3. ส่วนลดจำนวน 50,000 บาท ทั้ง 2 กรณี ถือเป็นส่วนลดที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ให้แก่ลูกค้าที่ต้องการซื้อรถยนต์ซึ่งเป็นผู้บริโภคคนสุดท้ายโดยตรง จึงไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ถูกต้องหรือไม่ แนววินิจฉัย: กรณีที่ลูกค้าต้องการซื้อรถยนต์ราคา 1,000,000 บาท และผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ได้ให้ส่วนลด จำนวน 50,000 บาท โดยลูกค้าจะเป็นผู้ชำระเงินดาวน์ จำนวน 150,000 บาท ให้แก่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ และลูกค้าก็จะให้บริษัทฯ เป็นผู้ชำระราคารถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักส่วนลดและเงินดาวน์ จำนวน 800,000 บาท และรับโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็นของบริษัทฯ ต่อมาบริษัทฯ จึงได้นำรถยนต์มาขายต่อให้แก่ลูกค้า โดยมีการทำสัญญาเช่าซื้อระหว่างบริษัทฯ กับลูกค้าและหากลูกค้าผิดนัดไม่ชำระราคาเป็นจำนวนคราวที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ บริษัทฯ มีสิทธิที่จะทำการยึดรถยนต์คืนจากลูกค้าพร้อมกับริบเงินค่ารถยนต์ที่ลูกค้าได้ชำระมาก่อนแล้ว จึงเห็นได้ว่า สัญญาระหว่างบริษัทฯ กับลูกค้าเป็นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขที่กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังมิได้โอนไปเป็นของลูกค้าโดยเด็ดขาดจนกว่าลูกค้าจะชำระราคาครบถ้วน กรณีถือได้ว่า ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ได้ขายรถยนต์ให้แก่บริษัทฯ พร้อมกับรับชำระราคามาก่อน ต่อมาบริษัทฯ จะได้นำไปขายพร้อมกับรับชำระราคาจากลูกค้าเป็นงวด ๆ ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ดังนั้น การให้ส่วนลดทั้งสองกรณีดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จึงต้องออกใบกำกับภาษีโดยคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าสินค้าทั้งหมดโดยไม่หักส่วนลดตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นกรณีที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ได้ให้ส่วนลดแก่บริษัทฯ ผู้ซื้อสินค้าซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะนำรถยนต์ไปขายต่อมิใช่เป็นการให้ส่วนลดแก่ลูกค้าผู้ซื้อรถยนต์ที่เป็นผู้บริโภคแต่อย่างใด ส่วนลดที่ให้จึงอยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 _________________________________ บทวิเคราะห์แนวคำตอบข้อหารือของกรมสรรพากรตามเลขที่หนังสือ กค 0702/10343 ลงวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559 จากแนวคำวินิจฉัยดังกล่าว อาจจำแนกได้เป็น 4 ประเด็น ดังนี้ 1. "กรณีที่ลูกค้าต้องการซื้อรถยนต์ราคา 1,000,000 บาท และผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ได้ให้ส่วนลด จำนวน 50,000 บาท โดยลูกค้าจะเป็นผู้ชำระเงินดาวน์ จำนวน 150,000 บาท ให้แก่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ และลูกค้าก็จะให้บริษัทไฟแนนซ์ เป็นผู้ชำระราคารถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักส่วนลดและเงินดาวน์ จำนวน 800,000 บาท" ดังจะเห็นได้ว่า กรณีตามคำวินิจฉัยดังกล่าว สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติตามข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536ฯ ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 ดังนี้ “ข้อ 5 ในกรณีผู้ซื้อได้ชำระเงินล่วงหน้าจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ขายก่อนทำการตกลงว่าจะซื้อขายสินค้าในลักษณะซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือซื้อขายตามสัญญาให้เช่าซื้อ (1) ในกรณีเงินชำระล่วงหน้าเป็นเงินจองหรือเงินมัดจำ ซึ่งตามข้อตกลงจะต้องคืนให้กับผู้ชำระเงินจองหรือเงินมัดจำโดยไม่มีเงื่อนไขหากผู้ชำระเงินจองหรือเงินมัดจำไม่ประสงค์จะทำการซื้อขายให้สำเร็จบริบูรณ์ต่อไป และในทางปฏิบัติผู้ได้รับชำระเงินจองหรือเงินมัดจำได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ถือได้ว่าผู้ขายซึ่งได้รับเงินจองหรือเงินมัดจำยังมิได้รับชำระราคาสินค้าเป็นบางส่วนตามมาตรา 78 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ขายยังไม่ต้องออกใบกำกับภาษีตามมูลค่าของเงินจองหรือเงินมัดจำในขณะที่ได้รับเงินจองหรือเงินมัดจำ (2) ในกรณีเงินชำระล่วงหน้าเป็นเงินค่าสินค้าที่ได้ชำระบางส่วนหรือเป็นเงินจองหรือเงินมัดจำที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) ถือได้ว่าผู้ขายซึ่งได้รับเงินชำระล่วงหน้า เงินจองหรือเงินมัดจำได้รับชำระราคาสินค้าเป็นบางส่วนตามมาตรา 78 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีตามมูลค่าที่ได้รับชำระในขณะที่ได้รับชำระราคาสินค้าเป็นบางส่วน เงินจองหรือเงินมัดจำตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร (3) ในกรณีผู้ซื้อได้ตกลงกับผู้ขายว่าจะซื้อขายสินค้าในลักษณะซื้อขายเสร็จเด็ดขาดภายหลังจากที่ได้มีการชำระเงินล่วงหน้าจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ขาย โดยเงินชำระล่วงหน้าเป็นการชำระไว้ตาม (2) ถือว่าผู้ขายได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อตามมูลค่าทั้งหมดของสินค้า รวมทั้งส่วนที่ได้มีการชำระล่วงหน้าด้วย และให้ผู้ขายออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร จากมูลค่าทั้งหมดของสินค้าซึ่งได้หักเงินส่วนที่ชำระล่วงหน้าออกแล้วในขณะที่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ (4) ในกรณีผู้ซื้อได้ตกลงว่าจะซื้อขายสินค้าในลักษณะให้เช่าซื้อภายหลังจากที่ได้มีการชำระเงินล่วงหน้าจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ขาย โดยเงินชำระล่วงหน้าเป็นการชำระไว้ตาม (2) ถือว่าผู้ขายได้ขายสินค้าที่ผู้ซื้อได้ชำระราคาล่วงหน้าไว้แล้วให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมูลค่าทั้งหมดของสินค้ารวมทั้งส่วนที่ได้มีการชำระล่วงหน้าด้วย และผู้ให้เช่าซื้อได้ขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อให้แก่ผู้เช่าซื้อตามมูลค่าทั้งหมดของสินค้ารวมทั้งราคาสินค้าชำระล่วงหน้า ให้ผู้ขายสินค้าและผู้ให้เช่าซื้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ (ก) ผู้ขายสินค้าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าทั้งหมดของสินค้ารวมทั้งราคาสินค้าชำระล่วงหน้า และต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา 78 (1) และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร (ข) ผู้ให้เช่าซื้อต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าทั้งหมดของสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อรวมทั้งราคาสินค้าชำระล่วงหน้า และต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้เช่าซื้อ ตามมาตรา 78 (2) และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร (ค) ในกรณีที่ผู้ขายได้รับชำระราคาสินค้าล่วงหน้าจำนวนหนึ่งจากผู้ซื้อ และผู้ขายได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อแล้วตามมาตรา 78 (1) และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อผู้ขายได้ออกใบกำกับภาษีขายสินค้าดังกล่าวให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตาม (ก) แล้ว ให้ผู้ขายออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ผู้ซื้อ ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร” ซึ่งหากบริษัทผู้แทนจำหน่าย และบริษัทไฟแนนซ์ได้ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติตามข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536 ดังกล่าว โดยครบถ้วน ก็ย่อมถือได้ว่า บริษัทผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ มิได้มีการให้ส่วนลดใดๆ แก่ บริษัทไฟแนนซ์ ที่เป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ดัวกล่าวแก่ลูกค้าของตน แต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องมีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากบริษัทไฟแนนซ์ ตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำตอบข้อหารือ ตามหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/3662 ลงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ทุกประการ 2. เมื่อบริษัทไฟแนนซ์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็นของบริษัทไฟแนนซ์แล้ว "จึงได้นำรถยนต์มาขายต่อให้แก่ลูกค้า โดยมีการทำสัญญาเช่าซื้อระหว่าง บริษัทไฟแนนซ์ กับลูกค้า และหากลูกค้าผิดนัดไม่ชำระราคาเป็นจำนวนคราวที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ บริษัทฯ มีสิทธิที่จะทำการยึดรถยนต์คืนจากลูกค้าพร้อมกับริบเงินค่ารถยนต์ที่ลูกค้าได้ชำระมาก่อนแล้ว จึงเห็นได้ว่า สัญญาระหว่างบริษัทฯ กับลูกค้าเป็นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขที่กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังมิได้โอนไปเป็นของลูกค้าโดยเด็ดขาดจนกว่าลูกค้าจะชำระราคาครบถ้วน" บทวิเคราะห์ การทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างบริษัทไฟแนนซ้กับลูกค้านั้น แม้ว่าจะได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เต็มมูลค่า 1,000,000 บาท แต่ก็หักด้วยยอดเงินดาวน์ ที่บริษัทผู้จัดจำหน่ายได้รับชำระเงินดาวน์ และส่วนลดเงินดาวน์ ออกแล้ว โดยบริษัทไฟแนนซ์ ต้องออกใบกำกับภาษี ให้แก่ลูกค้า ตามข้อ 5 (4)(ข) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536ฯ ดังนี้ "ข้อ 5 ในกรณีผู้ซื้อได้ชำระเงินล่วงหน้าจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ขายก่อนทำการตกลงว่าจะซื้อขายสินค้าในลักษณะซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือซื้อขายตามสัญญาให้เช่าซื้อ ... (4) ในกรณีผู้ซื้อได้ตกลงว่าจะซื้อขายสินค้าในลักษณะให้เช่าซื้อภายหลังจากที่ได้มีการชำระเงินล่วงหน้าจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ขาย โดยเงินชำระล่วงหน้าเป็นการชำระไว้ตาม (2) ถือว่าผู้ขายได้ขายสินค้าที่ผู้ซื้อได้ชำระราคาล่วงหน้าไว้แล้วให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมูลค่าทั้งหมดของสินค้ารวมทั้งส่วนที่ได้มีการชำระล่วงหน้าด้วย และผู้ให้เช่าซื้อได้ขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อให้แก่ผู้เช่าซื้อตามมูลค่าทั้งหมดของสินค้ารวมทั้งราคาสินค้าชำระล่วงหน้า ให้ผู้ขายสินค้าและผู้ให้เช่าซื้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ (ก) ผู้ขายสินค้าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าทั้งหมดของสินค้ารวมทั้งราคาสินค้าชำระล่วงหน้า และต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา 78 (1) และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร (ข) ผู้ให้เช่าซื้อต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าทั้งหมดของสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อรวมทั้งราคาสินค้าชำระล่วงหน้า และต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้เช่าซื้อ ตามมาตรา 78 (2) และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร (ค) ในกรณีที่ผู้ขายได้รับชำระราคาสินค้าล่วงหน้าจำนวนหนึ่งจากผู้ซื้อ และผู้ขายได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อแล้วตามมาตรา 78 (1) และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อผู้ขายได้ออกใบกำกับภาษีขายสินค้าดังกล่าวให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตาม (ก) แล้ว ให้ผู้ขายออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ผู้ซื้อ ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร” 3. ตามคำคอบข้อหารือที่กล่าวว่า "...กรณีถือได้ว่า ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ได้ขายรถยนต์ให้แก่บริษัทฯ พร้อมกับรับชำระราคามาก่อน ต่อมาบริษัทฯ จะได้นำไปขายพร้อมกับรับชำระราคาจากลูกค้าเป็นงวด ๆ ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ดังนั้น การให้ส่วนลดทั้งสองกรณีดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จึงต้องออกใบกำกับภาษีโดยคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าสินค้าทั้งหมดโดยไม่หักส่วนลดตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นกรณีที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ได้ให้ส่วนลดแก่บริษัทฯ ผู้ซื้อสินค้าซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะนำรถยนต์ไปขายต่อมิใช่เป็นการให้ส่วนลดแก่ลูกค้าผู้ซื้อรถยนต์ที่เป็นผู้บริโภคแต่อย่างใด ส่วนลดที่ให้จึงอยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528" นั้น การวิเคราะห์แนวคำตอบดังกล่าว ตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย" (1) ตามข้อ 1 วรรคสองของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ได้กำหนดนิยามศัพท์ คำว่า "รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย" ไว้ดังนี้ "รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย" หมายถึง เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย ซึ่งการจะถือได้ว่า มีการให้ส่วนลดนั้น บริษัทไฟแนนซ์ต้องได้รับประโยชน์ ตามนิยามศัพท์ดังกล่าวข้างต้น แต่จะเห็นได้ว่า บริษัทไฟแนนซ์ได้ซื้อรถยนต์มาราคาเต็ม 1,000,000 บาท และแม้จะจ่ายเงินให้แก่บริษัทตัวแทนจำหน่ายเพียง 800,000 บาท แต่บริษัทไฟแนนซ์ก็ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าจำนวน 200,000 บาทตามเงินดาวน์ และส่วนลดเงินดาวน์ ที่บริษัทตัวแทนจำหน่ายแจ้งให้บริษัทไฟแนนซ์ทราบ บริษัทไฟแนนซ์จึงไม่ได้รับประโยชน์อันเป็น "รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ ที่ได้จากการส่งเสริมการขาย" แต่อย่างใด ตามคำวินิจฉัยของกรมสรรพากร แต่อย่างใด (จึงถือเป็นการกล่าวที่ไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง และเป็นคำกล่าวที่ไม่ความเป็นจริง - มุสาวาจา โกหกมดเท็จ) (2) เมื่อบริษัทตัวแทนจำหน่ายไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากการซื้อรถยนต์จากบริษัทตัวแทนจำหน่าย มาเพื่อขายต่อให้แก่ลูกค้า ที่เคยชำระเงินดาวน์ให้แก่บริษัทผู้แทนจำหน่าย จึงไม่เกิดเงินได้ที่เป็น “รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย” บริษัทตัวแทนจำหน่ายจึง ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% ของเงินได้ ตามข้อ 12/2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 เนื่องเพราะไม่มีการจ่ายเงินได้ใด ๆ ให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ (3) จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง คือ ลูกค้าผู้ซิ้อรถยนต์ เฉพาะในส่วนของส่วนลดเงินดาวน์จากบริษัทตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น ซึ่งบริษัทตัวแทนจำหน่าย บางราย แม้ไม่มีหน้าที่คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ก็หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยง 4. นอกจากนี้ ตามข้อ 7 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536ฯ ยังได้สำทับไว้ด้วยว่า บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือหรือทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536 ให้เป็นอันยกเลิก ดังนี้ "ข้อ 7 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือหรือทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ ให้เป็นอันยกเลิก ดังจะเห็นได้ว่า แนวคำวินิจฉัยตามหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/10343 ลงวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ขัดแย้งกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536 เป็นอย่างยิ่ง จึงย่อมเป็นอันต้อง "ยกเลิก" ไปโดยปริยาย เจ้าพนักงานสรรพากรต้องปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรฉบับนี้ เพราะเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เจ้าพนักงานสรรพากรไม่ว่าผู้ใด ย่อมไม่สามารถนำคำตอบข้อหารือที่ไม่ชอบด้วยคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวไปใช้อ้างอิง เพื่อเรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากผู้ประกอบการ มิฉะนั้น จะถือเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ย่อมมีโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย นอกจากนี้ เป็นที่ทราบดีว่า แนวคำตอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น พึงผูกพันใช้ได้กับเฉพาะผู้ที่หารือ หรือได้รับคำตอบเท่านั้น เพราะเป็นข้อหารือที่ใช้ได้เป็นรายกรณี (Case by case) เท่านั้น เช่นเดียวกับ คำพิพากษาฎีกา จะมีผลบังคับเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น ![]() ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |
