Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
| เรื่อง | เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 07/03/2023 - วันที่ตอบ 12/03/2023 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา |
| ข้อกฎหมาย | มาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) |
| ปุจฉา | สอบถามเกี่ยวกับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรมดา กรณีเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานค่ะ ผู้มีเงินได้เป็นพนักงานบริษัทฯ เข้าโครงการร่วมใจจากองค์กร (MSP) ในปี 2564 โดยบริษัทฯ จ่ายเงินได้จำนวน 3 ส่วน และขอแบ่งจ่าย 12 งวด ตั้งแต่ กรกฎาคม 2564 - มิถุนายน 2565 ดังนี้ 2. เงินชดเชยตามกฎหมาย 400 วัน (แบ่งจ่าย 12 งวด) 3. เงินตอบแทนพิเศษ 4 เดือน (แบ่งจ่าย 12 งวด) ในปีภาษี 2564 บริษัท ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของเงินได้ทั้ง 3 ส่วน ตามลำดับดังนี้ 1. “เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ฯลฯ ตามมาตรา 40 (1)” (บริษัทออกภาษีให้) 2. “เงินตอบแทนความชอบ, เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน” (บริษัทออกภาษีให้) 3. “เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ผลประโยชน์เพิ่ม ฯลฯ ตามมาตรา 40 (1), (2)” (พนักงานจ่ายภาษีเอง) ในปีภาษี 2564 พนักงานได้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลือกไม่นำเงินได้ข้อ 2. เงินชดเชยตามกฎหมายฯ 400 วัน ไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น โดยคำนวณในใบแนบ แสดงเงินได้ใน “ข้อ 5. เงินได้ที่จ่ายให้ครั้งเดียวที่วิธีการคำนวณแตกต่างไปจากข้อ 1.” โดยยกเว้นเงินได้ 300,000 บาท แต่ในปี 2565 บริษัทออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยนำส่วนของเงินชดเชยตามกฎหมายฯ 400 วัน ไปแสดงในช่อง “เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ฯลฯ ตามมาตรา 40 (1)” ได้สอบถามไปยังฝ่ายบุคคลของบริษัทได้รับคำชี้แจงว่า กรมสรรพากรบอกให้บริษัทดำเนินการแบบนี้และพนักงานไม่สามารถนำเงินได้ส่วนนี้ไปแยกคำนวณในใบแนบเหมือนปี 2564 ได้ ขอเรียนสอบถามว่า 1. โดยปกติแล้วเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานฯ ที่จ่าย 2 ปีภาษี ผู้มีเงินได้สามารถแยกคำนวณในใบแนบฯ ได้ทั้งสองปีหรือไม่คะ 2. ในปีภาษี 2565 เมื่อบริษัทออกหนังสือรับรองฯ มาให้ แบบนี้พนักงานสามารถนำเงินได้ส่วนนี้ไปแยกคำนวณในใบแนบเหมือนปี 2564 (โดยไม่ยกเว้นเงินได้ 300,000) ได้หรือไม่คะ? หรือจำเป็นต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น 3. เนื่องจากการรวมคำนวณทำให้พนักงานมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นมาก อาจารย์มีข้อแนะนำในกรณีนี้อย่างไรบ้างคะ |
| วิสัชนา | 1. กรณีตามข้อเท็จจริง ในปีภาษี 2564 พนักงานได้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลือกไม่นำเงินได้ข้อ 2. เงินชดเชยตามกฎหมายฯ 400 วัน ไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น โดยคำนวณในใบแนบ แสดงเงินได้ใน “ข้อ 5. เงินได้ที่จ่ายให้ครั้งเดียวที่วิธีการคำนวณแตกต่างไปจากข้อ 1.” โดยยกเว้นเงินได้ 300,000 บาท แต่ในปี 2565 บริษัทฯ ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยนำส่วนของเงินชดเชยตามกฎหมายฯ 400 วัน ไปแสดงในช่อง “เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ฯลฯ ตามมาตรา 40 (1)” ได้สอบถามไปยังฝ่ายบุคคลของบริษัท ได้รับคำชี้แจงว่า กรมสรรพากรบอกให้บริษัท ดำเนินการแบบนี้ และพนักงานไม่สามารถนำเงินได้ส่วนนี้ ไปแยกคำนวณในใบแนบเหมือนปี 2564 ได้ นั้น ถูกต้องแล้ว ตามข้อ 2 (ข) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 303) ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2560 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป ดังนี้ “ข้อ 2 เงินได้พึงประเมินตามข้อ 1 ที่ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากรได้ จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้ (ก) เป็นเงินได้ที่จ่ายให้เนื่องจากออกจากงานที่มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี การนับระยะเวลาการทำงานตามวรรคหนึ่ง กรณีผู้มีเงินได้ได้เคยออกจากงานมาแล้ว ซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างคนหนึ่งและเข้าทำงานกับนายจ้างอีกคนหนึ่งไม่เกินหนึ่งปี โดยได้โอนเงินและผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างเดิมไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างใหม่ หรือเข้าทำงานกับนายจ้างเดิมซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานและเข้าทำงานใหม่ไม่เกินหนึ่งปี และเมื่อออกจากงานนั้น ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นับระยะเวลาการทำงานในระหว่างที่ทำงานกับนายจ้างแต่ละคนเป็นระยะเวลาทำงานตามวรรคหนึ่งด้วย การนับระยะเวลาการทำงานตามวรรคสอง กรณีผู้มีเงินได้เคยใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ที่ได้รับเมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้ว หรือผู้มีเงินได้เมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้วมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างนั้นและเข้าทำงานใหม่เกินหนึ่งปี ให้นับระยะเวลาการทำงานเฉพาะที่ได้ทำกับนายจ้างหลังจากนั้น (แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 252) ใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป) (ข) ในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อ 1 ไม่ว่าจะจ่ายหรือแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะเงินได้ที่ได้จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น” 2. กรณีไม่สามารถแก้ไขให้เป็นอย่างอื่นได้ครับ 3. นอกจากนี้ กรณีดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน และให้ลดค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้สำหรับปีภาษี 2564 ในใบแนบ ภ.ง.ด.91 จากจำนวน 7,000 บาท ลงเหลือ 3,500 บาท ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |