FB คุณพงษ์นรินทร์ Transfer Pricing Specialist

Transfer Pricing กฎหมายราคาโอนมีไว้ทำไม
| เรื่อง | Transfer Pricing กฎหมายราคาโอนมีไว้ทำไม |
| แหล่งที่มา | FB คุณพงษ์นรินทร์ Transfer Pricing Specialist |
| วันที่ | |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล |
| ข้อกฎหมาย | |
| คำถาม | Transfer Pricing กฎหมายราคาโอนมีไว้ทำไม ? |
| คำตอบ | ผมอยากชวนเรามา “คิดต่อ” ใน 2 ประเด็น คือ 1) หากชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ฯ ว่าคู่สัญญาในธุรกรรมที่ถูกควบคุมทั้งสองบริษัทเสียภาษีในอัตราเท่ากัน จึงไม่มีแรงจูงใจให้กำหนดราคาโอนเพื่อถ่ายโอนกำไร เช่นนี้จะรับฟังได้หรือไม่ เพราะข้อกังวลอยู่ที่บริษัททั้งสองอาจอยู่ใต้การกำกับดูแลของสรรพากรคนละพื้นที่ ซึ่งต่างต้องรับผิดชอบกับผลงานการจัดเก็บภาษีของตน คำตอบอาจอยู่ที่ ประกาศอธิบดีกรมสรรพกรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 407 ข้อ 3 ที่ว่า บริษัทที่ “ไม่ต้องยื่น” เอกสารวิเคราะห์เทียบเคียงราคาหรืออัตรากำไรกับบริษัทอิสระที่คล้ายคลึงกัน (หรือ Benchmarking Analysis) “ก็ได้” มีลักษณะดังนี้ (ก) มีรายได้จากกิจการไม่เกิน 500 ล้านบาท (ข) ไม่มีธุรกรรมที่ถูกควบคุมกับบริษัทที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราที่แตกต่างจากบริษัท (ค) ไม่มีธุรกรรมที่ถูกควบคุมกับบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และ (ง) บริษัทและคู่สัญญาของธุรกรรมที่ถูกควบคุมต่างไม่มีผลขาดทุนสะสมยกมาจากปีก่อนๆ ข้อยกเว้นข้างต้นนี้ควรช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เสียภาษีลงได้ เพราะไม่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายไปกับ Benchmarking Analysis แต่ประกาศอธิบดีฯ ข้อ 3 ไม่ได้ระบุว่า “เจ้าหน้าที่ฯ จะไม่ตรวจสอบภาษีราคาโอน” ถ้าผู้เสียภาษีไม่ปลอดการตรวจสอบภาษี ยังไงก็ต้องใช้ Benchmarking Analysis พิสูจน์ว่าราคาโอนที่กำหนดเป็นไปตามมาตรา 71 ทวิ หรือไม่? อีกกรณียกเว้นหนึ่งคือ บริษัทที่ได้จัดทำข้อตกลงการกำหนดราคาล่วงหน้า (Advance Pricing Agreement หรือ APA) ไว้แล้วและยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ APA มีระบุว่าเจ้าหน้าที่ฯ จะไม่ตรวจสอบภาษีราคาโอน จึงมีระดับความมั่นใจสูงกว่า แต่กรณียกเว้นนี้มีข้อจำกัดที่ใช้ได้เฉพาะกับคู่สัญญาซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายต่างประเทศเท่านั้น เพราะ APA ของไทยมีเฉพาะข้อตกลงทวิภาคี (Bilateral APA) กับคู่สัญญาในประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนฯ กับไทยเท่านั้น และการยื่นทำ APA ก็ต้องทำ Benchmarking Analysis ก่อนอยู่แล้ว 2) ผมอยากชวนเราพลิกมุมมองกฎหมายราคาโอนนี้กัน จากเจตนารมณ์ของการป้องปรามผู้กระทำผิด เปลี่ยนไปมองผลทางบวกของกฎหมายคือ การลด Level of uncertainty หากผู้เสียภาษีสามารถกำหนดราคาโอนได้ถูกต้องโดยใช้ 5 วิธีราคาที่กรมสรรพากรประกาศรับรองไว้แล้ว บริษัทจะสามารถบริหารความเสี่ยงด้านนี้ได้ ขณะที่ผลตอบแทนที่สรรพากร (และประเทศไทย) จะได้รับคือภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยทันที (ไม่ใช่การเพิ่ม Tax Liability อันเป็นภาระของผู้เสียภาษี เพราะเน้นแต่การจับปรับผู้กระทำผิดอย่างเดียว) จากมุมมองนี้ หากสรรพากรมุ่งเน้นการให้ความรู้แก่ผู้เสียภาษีเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายราคาโอนให้ถูกต้อง ก็น่าจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วยกันทุกฝ่ายหรือไม่ หมายเหตุ ท้ายพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 47 พ.ศ. 2561 อธิบายเหตุผลของการบังคับใช้กฎหมายราคาโอน (ซึ่งสะท้อนทัศนคติของสรรพากรต่อราคาโอนด้วย) ว่า ปัจจุบันนี้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ด้านทุน การควบคุม และการจัดการ “สามารถถ่ายโอนกำไรเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี” โดยการกำหนดราคา ค่าบริการ หรืออัตราดอกเบี้ยต่างไปจากที่ควรกำหนดหากดำเนินการโดยอิสระ จึงต้องบัญญัติกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับราคาโอน (เพื่อป้องปราม?) ขึ้นมา ดังนั้น มาตรา 71 ทวิ จึงให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฯ ในการปรับปรุงรายได้หรือรายจ่ายเพื่อประเมินภาษี หากมีการกำหนดราคาโอนต่างไปจากที่ควรกำหนด “ในลักษณะที่เชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไร”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB: Phongnarin Ratanarangsikul ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ " Phongnarin Ratanarangsikul " |
