1. เกณฑ์การรับรู้รายการ การรับรู้รายการ หมายถึง การรวมรายการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนหากรายการนั้นเป็นไปตามนิยามขององค์ประกอบและเข้าเกณฑ์การรับรู้รายการ ซึ่งรับรู้รายการจะต้องเข้าเงื่อนไขทุกข้อ ดังต่อไปนี้ - มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตของรายการดังกล่าวจะเข้าหรือออกจากกิจการ - รายการดังกว่ามีราคาทุนหรือมูลค่าที่สามารถวัดได้อย่างน่าเชื่อถือ “ความน่าจะเป็นของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต” เกณฑ์การับรู้รายการข้อแรกนี้เป็นการพิจารณาถึงความน่าจะเป็นของระดับความแน่นอนที่ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตของรายการค้าจะเข้าหรือออกจากกิจการ โดยระดับความแน่นอนแบ่งออกเป็น ความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ (ความน่าจะเป็น > 50%) และความไม่น่าจะเป็นไปได้ (ความน่าจะเป็น < 50%) ซึ่งรายการหรือเหตุการณ์ทางบัญชีที่มีความน่าจะเป็นสูงถึงระดับความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ รายการดังกล่าวจึงเข้าเงื่อนไขในข้อแรกข้างต้น “ความเชื่อถือได้ของการวัดมูลค่า” เงื่อนไขข้อที่สองกำหนดว่ากิจการสามารถที่จะวัดราคาทุนหรือมูลค่าของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือหรือไม่ เมื่อรายการดังกล่าวเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อแล้ว กิจการต้องรับรู้รายการในงบการเงิน แต่หากรายการเป็นไปตามคำนิยามขององค์ประกอบของงบการเงินแต่ไม่เข้าเกณฑ์การรับรู้รายการ กิจการควรเปิดเผยหรืออธิบายเพิ่มเติมในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย หลักการรับรู้รายการในงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุน การรับรู้สินทรัพย์ 1. มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจะเข้าสู่กิจการและ 2. สินทรัพย์นั้นมีราคาทุนหรือมูลค่าที่สามารถวัดได้อย่างน่าเชื่อถือ การรับรู้หนี้สิน 1. มีความเป็นได้ค่อนข้างแน่ที่ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของทรัพยากรจะออกจากกิจการเพื่อชำระภาระผูกพันในปัจจุบันและ 2. มูลค่าของภาระผูกพันที่ต้องชำระนั้นสามารถวัดได้อย่างน่าเชื่อถือ การรับรู้รายได้ 1. เมื่อประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์หรือ 2. การลดลงของหนี้สิน และ 3. สามารถวัดมูลค่าของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ การรับรู้ค่าใช้จ่าย 1. เมื่อประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตลดลง เนื่องจากการลดลงของสินทรัพย์หรือ 2. การเพิ่มขึ้นของหนี้สิน และ 3. สามารถวัดค่าของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ การรับรู้สินทรัพย์ จากหลักการรับรู้รายการในงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุน แสดงให้เห็นว่าเงื่อนไขของการรับรู้สินทรัพย์ คือ ควรรับรู้สินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงินเมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจะเข้าสู่กิจการ และสินทรัพย์นั้นมีราคาทุน หรือมูลค่าที่สามารถวัดได้อย่างน่าเชื่อถือ หากรายการนั้นไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต กิจการต้องรับรู้รายการดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน เช่น กิจการสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นเนื่องจากเครื่องจักรมีประสิทธิภาพหรืออายุการใช้งานมากขึ้น และเครื่องจักรนั้นมีราคาทุนที่สามารถวัดได้อย่างน่าเชื่อถือ กิจการต้องรับรู้เครื่องจักรนี้เป็นสินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน เนื่องจากเข้าเกณฑ์ของการรับรู้สินทรัพย์ ในทางตรงกันข้าม กิจการจ่ายค่าซ่อมแซมเครื่องจักรมูลค่า 35,000 บาท ซึ่งรายการนี้ไม่ได้ทำให้กิจการได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจเกินกว่ารอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายจ่ายนั้น กิจการต้องรับรู้ค่าซ่อมแซม 35,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน เนื่องจากรายการดังกล่าวไม่เป็นไปตามคำนิยามของสินทรัพย์ การวัดมูลค่าสินทรัพย์ ประกอบไปด้วยการวัดมูลค่าดังต่อไปนี้ 1. ราคาทุนเดิม (Historical Cost) เป็นราคาที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นราคาที่มีหลักฐาน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้แน่นอน เนื่องจากเป็นราคาที่ตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อดีของราคาทุนก็คือช่วยแก้ปัญหาความยุ่งยากอันเนื่องมาจากมูลค่าของสินทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม การวัดมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาทุน ก็มีข้อเสียเช่นกัน เช่น สินทรัพย์ยังคงแสดงในราคาทุนเดิม ทั้งที่มูลค่าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจนราคาทุนเดิมไม่มีความหมาย ซึ่งควรคำนึงถึงกำไรขาดทุนอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงราคาของสินทรัพย์ 2. ราคาทุนปัจจุบัน (Current Cost) หมายถึง ราคาที่กิจการจะต้องจ่ายในขณะนั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ชนิดเดียวกันหรือสินทรัพย์ที่เท่าเทียมกัน มูลค่าของสินทรัพย์อาจมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้ราคาทุนปัจจุบันของสินทรัพย์นั้นมีมูลค่าสูงหรือต่ำกว่าราคาทุนเดิมแล้วแต่สถานการณ์ เช่น กิจการบันทึกที่ดินในงบแสดงฐานะการเงินด้วยราคาทุนเดิม 10 ล้านบาท เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ราคาทุนปัจจุบันมีมูลค่า 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่กิจการต้องจ่ายในขณะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินแปลงนี้ การวัดมูลค่าสินทรัพย์ด้วยราคาทุนปัจจุบัน ให้ผลดี คือ ช่วยให้กิจการสามารถเปรียบเทียบรายได้และค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนมากขึ้น และใช้เป็นพื้นฐานในการพยากรณ์อนาคตอย่างสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการยากในการหาหลักฐานอ้างอิงสำหรับราคาทุนปัจจุบัน ราคาทุนปัจจุบันจึงเหมาะสมสำหรับกิจการสามารถกำหนดและพิสูจน์ราคาทุนปัจจุบันของการจัดหาสินทรัพย์นั้นได้ 3. มูลค่าที่จะได้รับ (Realizable Value) การวัดมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมูลค่าที่จะได้รับเหมาะสมกับกิจการที่มีวัตถุประสงค์จะขายสินทรัพย์ในอนาคตอันใกล้ หากกิจการสามารถประมาณต้นทุนที่เกิดจากค่าใช้จ่ายในการขายได้กิจการต้องนำมูลค่าที่จะได้รับหักด้วยค่าใช้จ่ายในการขายที่ประมาณไว้มูลค่านี้ เรียกว่า มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ อย่างไรก็ตาม การวัดมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมูลค่าที่จะได้รับมีข้อจำกัดบางประการ คือ กิจการไม่สามารถวัดมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมูลค่าที่จะได้รับสำหรับสินทรัพย์ทุกรายการเนื่องจากกิจการไม่มีเจตนาที่จะเก็บสินทรัพย์บางประเภทไว้ขาย หรือสินทรัพย์ไม่มีราคาตลาดในขณะนั้น การวัดมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมูลค่าที่จะได้รับใช้ได้เฉพาะสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย เช่น สินค้าหรือสินทรัพย์ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะเก็บไว้ใช้ 4. มูลค่าปัจจุบัน (Present Value) การวัดมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมูลค่าปัจจุบันเป็นวิธีวัดมูลค่าของสินทรัพย์ซึ่งคิดจากกระแสเงินสดที่กิจการคาดว่าจะได้รับในอนาคต ข้อมูลที่ต้องใช้ในการวัดมูลค่าของสินทรัพย์ด้วยมูลค่าปัจจุบัน ประกอบไปด้วย – กระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตจากสินทรัพย์ – อัตราส่วนลด ซึ่งหมายถึงอัตราผลตอบแทนหรือต้นทุนของเงินที่เกี่ยวข้องกับมูลค่าสินทรัพย์ที่จะ ได้รับในอนาคต – ระยะเวลาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายถึง ช่วงระยะเวลาจากปัจจุบันจนกระทั่งถึงวันที่เกิดรายการกิจการจะวัดมูลค่าของสินทรัพย์ด้วยมูลค่าปัจจุบัน เมื่อกิจการสามารถคาดคะเน หรือประมาณกระแสเงินสดรับ หรือรายการเทียบเท่าเงินสดที่จะได้รับในอนาคตได้ค่อนข้างแน่นอน ตัวอย่างเช่น ในกรณีของสัญญาเช่าการเงิน เมื่อสัญญาเช่าเข้าเกณฑ์ของสัญญาเช่าการเงิน ผู้เช่าจะบันทึกสินทรัพย์ตามสัญญาเช่าการเงินด้วยมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าขั้นต่ำ หรือมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ที่เช่า ณ วันทำสัญญาเช่าแล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า ตัวอย่างเช่น ในกรณีของสัญญาเช่าการเงิน เมื่อสัญญาเช่าเข้าเกณฑ์ของสัญญาเช่าการเงิน ผู้เช่าจะบันทึกสินทรัพย์ตามสัญญาเช่าการเงินด้วยมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าขั้นต่ำ หรือมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ที่เช่า ณ วันทำสัญญาเช่าแล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า
ที่มา:
2. นโยบายบัญชี แต่ละบริษัทอาจกำหนดเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำในการรับรู้รายการสินทรัพย์ อาทิ ให้บริษัทรับรู้รายการสินทรัพย์ถาวรที่ใช้ในการผลิตในบัญชีของบริษัท เฉพาะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าขั้นต่ำ ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป สินทรัพย์ถาวรที่ไม่ได้ใช้ในการผลิต ที่มีความคงทนถาวรและจำเป็นต้องควบคุม ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์เฉพาะรายการที่มีมูลค่าขั้นต่ำตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป หากมูลค่าต่ำกว่า ให้บันทึกเป็นวัสดุสำนักงานหรือวัสดุใช้ไปต่างๆ ตามความเหมาะสม การรับรู้รายการสินทรัพย์โดยพิจารณาจากเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำนั้นให้พิจารณาด้วยว่า สินทรัพย์แต่ละรายการอาจมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าขั้นต่ำ แต่มูลค่าของสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน โดยรวมแล้วอาจสูงกว่าเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำที่กำหนด สินทรัพย์เหล่านั้นอาจนำมารวมกัน และรับรู้เป็นประเภทของสินทรัพย์นั้น ๆ นอกจากนั้น ให้พิจารณาสินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นกลุ่มซึ่งหมายถึงระบบ หรือชุดของสินทรัพย์ที่ประกอบด้วยสินทรัพย์มากกว่าหนึ่งรายการ ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และจัดหามาพร้อมกันในคราวเดียวหรือในเวลาใกล้เคียงกัน เช่น ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบเสียง เป็นต้น สินทรัพย์ แต่ละรายการในกลุ่มอาจมีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำ แต่หากมูลค่าของสินทรัพย์ ทั้งกลุ่มโดยรวมแล้วมีมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำ ให้นำ สินทรัพย์เหล่านั้นมารวมกัน และรับรู้เป็น กลุ่มสินทรัพย์ หรือ เครื่องมือและอุปกรณ์ช่างติดตั้ง และเครื่องมือและอุปกรณ์โรงงาน บริษัทฯ จะบันทึกเป็นสินทรัพย์ในกรณีที่รายจ่ายในการได้มาซึ่งสินทรัย์เกิน 5,000 บาท ส่วนกรณีที่รายจ่ายในการได้มาซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าวไม่เกิน 5,000 บาท บริษัทฯ จะรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีทีเกิดรายการ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เครื่องตกแต่งสำนักงาน เครื่องใช้สำนักงาน และอุปกรณ์สำนักงาน บริษัทฯ จะบันทึกเป็นสินทรัพย์ในกรณีที่รายจ่ายในการได้มาซึ่งสินทรัย์เกิน 3,000 บาท ส่วนกรณีที่รายจ่ายในการได้มาซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าวไม่เกิน 3,000 บาท บริษัทฯ จะรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีทีเกิดรายการ
3. แนวทางปฏิบัติทางภาษีอากร ...แม้ทรัพย์สินของบริษัทฯ จะมีมูลค่าเป็นจำนวนมากถึง 726 ล้านบาท บริษัทฯ ก็ไม่อาจนำทรัพย์สินแต่ละรายการที่มีค่าไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าเล็กน้อยมาถือเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เพื่อความสะดวกในทางปฏิบัติบริษัทฯ จะนำทรัพย์สินที่ได้มาใหม่ ไม่ว่าจะมีมูลค่าเกินกว่า 2,000 บาท หรือต่ำกว่า 2,000 บาท มาตั้งเป็นบัญชีทรัพย์สินกลุ่มเดียวกันในบัญชีเดียวกันได้ และในการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในรอบระยะเวลาบัญชีปีแรกที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา (ทีละรายการ) ส่วนในปีต่อ ๆ ไป บริษัทฯ สามารถคิดค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจากยอดรวมทรัพย์สินกลุ่มนั้นได้เต็มปี และถ้าหากทรัพย์สินรายการใดเสื่อมสภาพหรือสูญหาย บริษัทฯ ก็สามารถตัดหรือจำหน่ายเฉพาะรายการนั้นออกจากบัญชีทรัพย์สิน (เพื่อถือเป็นรายจ่าย) ตามยอดคงเหลือในบัญชีได้ (หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0810/542 ลงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2518) ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
กรณีบริษัทฯ แห่งหนึ่งกำหนดนโยบายทางบัญชี เรื่อง สินทรัพย์ โดยกำหนดว่า กำหนดหลักเกณฑ์การรับรู้สินทรัพย์ที่เป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ เฉพาะที่มีมูลค่าเกินกว่า 5,000 บาท เท่านั้น หากมีมูลค่าไม่เกิน 5,000 บาท ก็จะไม่รับรู้เป็นสินทรัพย์ ให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายการนั้น ในทางภาษีอากรไม่สามารถกระทำเช่นนั้นได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่ขัดต่อหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป หรือมาตรฐานทางบัญชี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |