Case study

รายจ่าย และ ภาษีซื้อ เกี่ยวกับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล


เรื่อง รายจ่าย และ ภาษีซื้อ เกี่ยวกับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 13/03/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

 ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสวัสดิกาค่าีรักษาพยาบาล ขอเรียนสอบถามดังนี้

1. ถ้าพนักงานจ่ายค่ารักษาพยาบาลโดยได้รับใบเสร็จรับเงิน 2,500 บาท ทางโรงพยาบาลหรือคลินิคจะออกเป็นชื่อ ที่อยู่ พนักงาน(ไม่ระบุชื่อบริษัท) นำมาขอเบิกชดเชยจากบริษัทจะได้แค่ 2,000 บาทตามระเบียบสวัสดิการ (OPD 20 ครั้ง 2,000 บาทต่อครั้ง) ส่วนต่าง 500 บาทพนักงายจ่ายส่วนที่เกินเอง บริษัทสามารถจะนำใบเสร็จดังกล่าวมาบันทึกบัญชีเป็นค่ารักษาพยาบาล 2,000 บาท และถือเป็นรายจ่ายเกี่ยวข้องกับบริษัทได้หรือไม่

2. กรณีถ้าใบเสร็จรับเงินจากข้อที่ 1 มีภาษีซื้อที่เกิดจากสวัสดิการตรงนี้ สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ไหม

คำตอบ

ตอบ 1  ภาษีเงินได้นิติบุคคล 


กรณีใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาล หรือ คลินิคออกเป็นชื่อพนักงาน ไม่ใช่ชื่อบริษัทนั้น ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคล   มาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร นั้นมีกำหนดว่ารายจ่ายนั้นต้องพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร  ดังนั้นความสำคัญจึงอยู่ที่ใบเสร็จรับเงินนั้นมี ชื่อ ที่อยู่โรงพยาบาลหรือคลินิก(เพื่อพิสูจน์ตัวตนของผู้รับเงิน) แต่การที่ไม่มีชื่อบริษัทเองนั้น ไม่มีอนุ (วงเล็บ) ใดของมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดว่า ถ้าไม่มีชื่อบริษัท จะไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ดังนั้น การลงรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ได้นั้น จึงไม่เกี่ยวข้องกับชื่อบริษัท 


อย่างไรก็ตาม มาตรา 65 ตรี (3)(13) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า รายจ่ายที่จะรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้นั้นจะต้อง 

  • ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัว หรือให้โดยเสน่หา  คือ ค่ารักษาพยาบาลนี้เป็นไปเพื่อพนักงาน ไม่เลือกปฏิบัติติ เป็นไปตามกฎระเบียบสวัสดิการพนักงาน 
  • เป็นรายจ่ายเพื่อหากำไร เพื่อประโยชน์แก่บริษัทด้วย เช่น การที่มีสวัสดิการนี้เป็นไปเพื่อขวัญและกำลังใจของพนักงาน ทำให้พนักงานคลายความกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล ทำงานดีขึ้น บริษัทก็ได้รับกำไรดีขึ้น เป็นต้น


มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่..

(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

(18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ


ด้วยเหตุผลข้างต้น การมีเพียงใบเสร็จรับเงิน อาจไม่เพียงพอ  บริษัทจึงควรจัดทำเอกสารประกอบเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ว่า รายจ่ายนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ และเป็นรายจ่ายที่จำเป็นและสมควร ไม่ใช่การให้โดยเสน่หา โดยอาจทำเป็น ระเบียบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลพนักงาน และ ทุกครั้งที่เบิกเงิน ควรจัดทำใบเบิกสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลพนักงานด้วย


(ตัวอย่าง)

ระเบียบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลพนักงาน


บริษัท ................................ จำกัด


เพื่อเป็นการดูแลสวัสดิภาพและสุขภาพของพนักงาน บริษัทจึงกำหนดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับพนักงาน ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 สิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาล

พนักงานประจำของบริษัทมีสิทธิขอรับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับตนเอง ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด

ข้อ 2 วงเงินสวัสดิการ : บริษัทกำหนดวงเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) ดังนี้

  • เบิกได้ไม่เกิน 2,000 บาทต่อครั้ง
  • ไม่เกิน 20 ครั้งต่อปี

ข้อ 3 หลักฐานประกอบการเบิกพนักงานต้องยื่นเอกสารประกอบดังต่อไปนี้

  1. ใบเบิกสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล
  2. ใบเสร็จรับเงินจากสถานพยาบาล
  3. ใบรับรองแพทย์  

ทั้งนี้ ใบเสร็จรับเงินอาจออกในชื่อพนักงานผู้เข้ารับการรักษาได้


ข้อ 4 กรณีค่าใช้จ่ายเกินวงเงิน

หากค่ารักษาพยาบาลเกินวงเงินที่กำหนด บริษัทจะชำระให้เฉพาะจำนวนที่กำหนดตามระเบียบ ส่วนที่เกินพนักงานเป็นผู้รับผิดชอบเอง

ข้อ 5 การอนุมัติ

การเบิกค่ารักษาพยาบาลต้องได้รับการตรวจสอบจากฝ่ายบุคคล และได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามที่บริษัทกำหนด

ข้อ 6 การใช้บังคับ

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ................................ เป็นต้นไป


ลงชื่อ ....................................................
 กรรมการ / ผู้มีอำนาจ

วันที่ ....................................................



(ตัวอย่าง) 

ใบเบิกสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลพนักงาน

บริษัท .................................................... จำกัด

 

วันที่ ....................................

ใช้สิทธิ์สวัสดิการครั้งที่.............

1. ข้อมูลพนักงาน

ชื่อ – นามสกุล ..................................................รหัสพนักงาน ..................
ตำแหน่ง .......................................แผนก / ฝ่าย .....................................

 

2. รายละเอียดการรักษาพยาบาล

สถานพยาบาล ..............................................................
วันที่เข้ารับการรักษา ......................................................
 อาการ / ประเภทการรักษา ...............................................


3. รายละเอียดค่าใช้จ่าย

รายการ

จำนวนเงิน (บาท)

ค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จ

..................

จำนวนเงินที่เบิกตามระเบียบบริษัท

..................

ส่วนเกินที่พนักงานรับผิดชอบเอง

..................

แนบเอกสาร

  • ใบเสร็จรับเงินจากสถานพยาบาล
  • ใบรับรองแพทย์  
  • สำเนาบัตรพนักงาน /บัตรประชาชน




ข้าพเจ้าขอรับรองว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง 

ลงชื่อ ........................................ พนักงาน
 วันที่ ........................................


4. การตรวจสอบ

ตรวจสอบเอกสารแล้วถูกต้อง

ลงชื่อ ........................................
 ฝ่ายบุคคล / HR

วันที่ ........................................

5. การอนุมัติ

อนุมัติให้เบิกค่ารักษาพยาบาลตามระเบียบบริษัท

ลงชื่อ ........................................
 ผู้มีอำนาจอนุมัติ

วันที่ ........................................


ตอบ 2  ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีซื้อที่จะนำมาเครดิต (หักจากภาษีขาย) ตามมาตรา  82/3 แห่งประมวลรัษฎากรได้นั้น  ต้องเป็น ภาษีซื้อที่แสดงในใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร และเกิดจากการซื้อสินค้าหรือบริการ เพื่อใช้ในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียน เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัท ไม่เข้าลักษณะภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักกับภาษีขาย ตามมาตรา  82/5 แห่งประมวลรัษฎากร

จากข้อเท็จจริงที่สมาชิกแจ้งมา ระบุว่า ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีนั้น ไม่มีชื่อ ที่อยู่ บริษัท แต่เป็นชื่อที่อยู่ของพนักงาน  ดังนั้น ภาษีซื้อ   ใบกำกับภาษีนั้นจึงมีข้อความไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด   บริษัทจึงไม่สามารถนำมาเครดิต (หักจากภาษีขาย)  เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักตามมาตรา  82/5(2) แห่งประมวลรัษฎากร
 
            

อย่างไรก็ตาม ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริง เป็นบริษัทได้รับใบกำกับภาษี มีชื่อที่อยู่บริษัท และมีข้อความอื่นครบถ้วนสมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร   บริษัทไม่สามารถนำมาเครดิต (หักจากภาษีขาย)  ได้ เพราะ เป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ  ไม่เข้าลักษณะภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักตามมาตรา  82/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร



มาตรา 82/3ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี
 หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น
     หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8
 ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่งเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี



มาตรา 82/5 ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3
 
            (2) กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) )
             (3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด



มาตรา 86/4ภายใต้บังคับมาตรา 86/5 และมาตรา 86/6 ใบกำกับภาษีต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้
             (1) คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
             (2) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2 หรือผู้ทอดตลาดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/3 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย
 
(3) ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
 
            (4) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่มถ้ามี
             (5) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
             (6) จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
             (7) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
             (8) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

  ( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 39) ) ( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 247)) ( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.117/2545 )      ( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.46/2537 )  ( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.86/2542 )( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.147/2557 )( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.155/2560 )
 รายการในใบกำกับภาษีให้ทำเป็นภาษาไทย เป็นหน่วยเงินตราไทย และใช้ตัวเลขไทยหรืออารบิค เว้นแต่ในกิจการบางประเภทที่มีความจำเป็นต้องทำเป็นภาษาต่างประเทศหรือเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดี

( ดูคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 25/2537 )( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 92) )
 
ใบกำกับภาษีอาจออกรวมกันสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการหลายอย่างก็ได้ เว้นแต่อธิบดีจะได้กำหนดให้การออกใบกำกับภาษีสำหรับสินค้าหรือบริการบางอย่างหรือหลายอย่างต้องกระทำแยกต่างหาก โดยมิให้รวมไว้ในใบกำกับภาษีเดียวกันกับรายการอื่น
 
( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.121/2545 )


ตอบเพิ่มเติม  ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


หลัก : ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทจ่ายให้ตามสิทธิ์ระเบียบสวัสดิการพนักงานนั้น เป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มของพนักงาน ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากรพนักงานจะต้องนำเงินได้นี้มาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย 


ข้อยกเว้น: มาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2 (4) กำหนดว่า เงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้ หรือจ่ายแทนลูกจ้างเป็นค่ารักษาพยาบาลได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้



มาตรา 40   เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1)เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน


มาตรา 42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง  


กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)
 
ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร

ข้อ 2 ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 

  (4) เงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้ หรือจ่ายแทนลูกจ้างเป็นค่ารักษาพยาบาล สำหรับ
        (ก) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดาน ซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับการรักษาพยาบาลที่กระทำในประเทศไทย
        (ข) ลูกจ้างในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศในขณะที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว 
 ทั้งนี้ เงินจำนวนดังกล่าวได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น



อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีค่ารักษาพยาบาล

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

16/12/2005

เลขที่หนังสือ

กค 0706/10504

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

บริษัทฯ ได้จัดสวัสดิการให้แก่พนักงานเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล โดยระเบียบของบริษัทฯ กำหนดวงเงิน กรณีเจ็บป่วยทั่วไปของพนักงานทุกระดับไว้ไม่เกินคนละ 40,000 บาทต่อปี แต่ปรากฏว่า ในบางกรณีค่ารักษามีจำนวนเกิน 40,000 บาท ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ในระเบียบของบริษัทฯ แต่เนื่องจากพนักงานผู้นั้น เป็นผู้ที่ทำงานให้กับบริษัทฯ มาเป็นเวลานานและเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญในการปฏิบัติงานของบริษัทฯเป็นอย่างมาก บริษัทฯ จึงให้ความช่วยเหลือในค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นทั้งหมด

บริษัทฯ จึงขอทราบว่า
 1. ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่พนักงานในส่วนที่มากกว่า 40,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเกินกว่าที่กำหนดไว้ในระเบียบของบริษัทฯ บริษัทฯ มีสิทธินำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทฯ ได้หรือไม่
 2. ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่พนักงานตามจำนวนที่พนักงานได้จ่ายไปจริงในการรักษาพยาบาล พนักงานจะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 2(4) (ก) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)ฯ ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 149 (พ.ศ. 2523)ฯ ใช่หรือไม่

แนววินิจฉัย

1. กรณีบริษัทฯ มีระเบียบการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พนักงานทุกระดับไว้ไม่เกินคนละ 40,000 บาทต่อปี เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พนักงานคนใดเกิน 40,000 บาท ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ในระเบียบของบริษัทฯ เงินค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกิน 40,000 บาท ถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวและมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ บริษัทฯ จึงไม่มีสิทธินำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร

2. ค่ารักษาพยาบาลที่พนักงานได้รับจากบริษัทฯ เข้าลักษณะเป็นเงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทนลูกจ้าง ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(4)(ก) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509

เลขตู้

68/33745



เรื่อง

ภาษีที่เกี่ยวข้องกับค่าสวัสดิการพนักงาน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 24/04/2020 - วันที่ตอบ 26/04/2020

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (4)(ก) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)

ปุจฉา

หนูมีเรื่องจะเรียนขอคำปรึกษาเกี่ยวกับสวัสดิการพนักงานค่ะ
 โดยปกติบริษัทฯ มีวงเงินค่ารักษาพยาบาลให้พนักงานแต่ละคนประจำปีอยู่แล้ว โดยให้เบิกเป็นอัตราตามช่วงอายุงานค่ะ เช่น พนักงานอายุงานไม่เกิน 1 ปี เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ร้อยละ 25 ของค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายจริง อายุงาน 1 - 5 ปี เบิกค่ารักษาพยาบาล ร้อยละ 50 ของค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายจริง เป็นต้นค่ะ แต่จำกัดวงเงินที่คนละ 20,000 บาทต่อปี
 แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และมีพนักงานบางคนมีอาการไข้หวัด หลังจากไปในพื้นที่เสี่ยงมา ไม่ว่าจะไปด้วยเรื่องส่วนตัว หรือจากการไปพบลูกค้าของบริษัทฯ หรือมีอาการไข้หวัดต่อเนื่องนานในช่วงนี้ บริษัทฯ ก็จะให้พนักงานคนดังกล่าวไปตรวจหาเชื้อ โดยบริษัทฯ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการไปตรวจนั้นทั้งหมด 100% และไม่ตัดจากวงเงินค่ารักษาพยาบาลประจำปี จากการตรวจเชื้อ พบว่าพนักงานทุกคนที่ไปตรวจไม่มีเชื้อโรคโคโรน่า แต่ก็ได้รับยารักษาอาการป่วยที่เป็นอยู่มาทานด้วย (บางบิลจึงเกิดค่าใช้จ่ายทั้งจากการตรวจเชื้อโคโรน่า และ ค่าใช้จ่ายค่ายาค่ะ)
 จึงเรียนสอบถามว่า
 1. 
เงินค่าตรวจเชื้อดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นเงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทนลูกจ้าง ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้หรือไม่คะ
 2. 
บริษัทฯ สามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่คะ

หนูได้อ่านข้อหารือภาษีอากร เลขที่หนังสือ กค 0706/10504 มาบ้างคะแต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าข่ายเดียวกันหรือไม่ หรือจะไม่ถือเป็นค่ารักษาพยาบาลเพราะพนักงานยังไม่ป่วยเช่นเดียวกับกรณีการฉีดวัคซีนป้องกันหนูต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

วิสัชนา

1. เงินค่าตรวจเชื้อดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นเงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทนลูกจ้าง เข้าลักษณะเป็นเงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทนลูกจ้าง ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (4)(ก) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509
 ....การรักษาพยาบาล หมายความว่า การให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขโดยตรงแก่ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวของผู้มีสิทธิเพื่อการรักษาโรค การตรวจวินิจฉัย การฟื้นฟูสมรรถภาพที่จําเป็นต่อสุขภาพและการดํารงชีวิต และให้หมายความรวมถึงการตรวจสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคเพื่อประโยชน์ด้านสาธารณสุข ทั้งนี้ตามที่กระทรวงการคลังกําหนดแต่ไม่รวมถึงการเสริมความงาม
 ....ค่ารักษาพยาบาล หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาล ดังต่อไปนี้
 ....(1) ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ค่าเลือดและส่วนประกอบของเลือด หรือสารทดแทน ค่าน้ํายาหรืออาหารทางเส้นเลือด ค่าออกซิเจน และอื่นๆ ทํานองเดียวกันที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรค
 ....(2) ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบําบัดรักษาโรค รวมทั้งค่าซ่อมแซมอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ดังกล่าว
 ....(3) ค่าบริการทางการแพทย์ค่าบริการทางการพยาบาล ค่าตรวจวินิจฉัยโรค ค่าวิเคราะห์โรค
 ....(4) ค่าตรวจครรภ์ค่าคลอดบุตรและการดูแลหลังคลอดบุตร
 ....(5) ค่าห้องและค่าอาหาร ตลอดระยะเวลาที่เข้ารับการรักษาพยาบาล
 ....(6) ค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรค
 ....(7) ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ
 ....(8) ค่าใช้จ่ายอื่นที่จําเป็นแก่การรักษาพยาบาล
 (ที่มา: พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และหลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง ว่าด้วยวิธีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553)
 2. 
เนื่องจากบริษัทฯ มีข้อกำหนดเพิ่มเติมแก่พนักงานทุกคนเป็นการทั่วไป ไม่ใช่เป็นการเลือกปฏิบัติแก่พนักงานเป็นบางคน บริษัทฯ จึงสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ อันต่างไปจากหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/10504 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2548
 https://www.rd.go.th/publish/30668.0.html

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ภาษีซื้อจากสวัสดิการพนักงาน เช่น รักษาสุขภาพต่าง ๆ ได้ เช่น ทำฟัน ซื้อยา ตัดแว่น จ่ายค่าประกันสุขภาพส่วนตัว

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 07/01/2026 - วันที่ตอบ 15/02/2026

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ขอตสอบถามการเคลมภาษีซื้อค่ะ

    ในกรณีที่บริษัทฯ มีนโยบายที่ชัดเจนว่าให้ค่ารักษาพยาบาลแก่พนักงานปีละ 5,000 บาท โดยจะใช้เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพต่าง ๆ ได้ เช่น ทำฟัน ซื้อยา ตัดแว่น จ่ายค่าประกันสุขภาพส่วนตัว หรือเข้ารักษาตัวกับ รพ.


คำถาม :ภาษีซื้อที่เกิดจากสวัสดิการตรงนี้สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ไหมคะ

วิสัชนา

กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ มีนโยบายที่ชัดเจนว่าให้ค่ารักษาพยาบาลแก่พนักงานปีละ 5,000 บาท โดยจะใช้เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพต่าง ๆ ได้ เช่น ทำฟัน ซื้อยา ตัดแว่น จ่ายค่าประกันสุขภาพส่วนตัว หรือเข้ารักษาตัวกับ รพ. สวัสดิการดังกล่าว ถือเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของบริษัทฯ โดยตรง ดังนั้น ภาษีซื้อที่เกิดจากสวัสดิการ ดังกล่าว ย่อมสามารถนำมาเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ภาษีซื้อดังกล่าวต้องไม่เข้าลักษณะเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ค่ารักษาพยาบาล พนักงานถือเป็นรายได้หรือไม่

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 16/02/2026 - วันที่ตอบ 17/02/2026

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

ข้อ 2 (4) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)

ปุจฉา

ค่ารักษาพยาบาลพนักงานถือเป็นรายได้ไหมค่ะ

วิสัชนา

ตามข้อ 2 (4) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร กำหนดยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่ารักษาพยาบาลดังนี้

    "ข้อ 2 ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496

         ...

         (4) เงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้ หรือจ่ายแทนลูกจ้างเป็นค่ารักษาพยาบาล สำหรับ

              (ก) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดาน ซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับการรักษาพยาบาลที่กระทำในประเทศไทย

              (ข) ลูกจ้างในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศในขณะที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว

              ทั้งนี้ เงินจำนวนดังกล่าวได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น"

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 149 (พ.ศ. 2523) ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปี 2523 เป็นต้นไป)

ดังนั้น หากค่ารักษาพยาบาลเป็นตามเกณฑ์ดังกล่าว พนักงานลูกจ้างย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ครับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ