ตอบ 1 ภาษีเงินได้นิติบุคคล
กรณีใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาล หรือ คลินิคออกเป็นชื่อพนักงาน ไม่ใช่ชื่อบริษัทนั้น ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคล มาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร นั้นมีกำหนดว่ารายจ่ายนั้นต้องพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นความสำคัญจึงอยู่ที่ใบเสร็จรับเงินนั้นมี ชื่อ ที่อยู่โรงพยาบาลหรือคลินิก(เพื่อพิสูจน์ตัวตนของผู้รับเงิน) แต่การที่ไม่มีชื่อบริษัทเองนั้น ไม่มีอนุ (วงเล็บ) ใดของมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดว่า ถ้าไม่มีชื่อบริษัท จะไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ดังนั้น การลงรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ได้นั้น จึงไม่เกี่ยวข้องกับชื่อบริษัท
อย่างไรก็ตาม มาตรา 65 ตรี (3)(13) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า รายจ่ายที่จะรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้นั้นจะต้อง - ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัว หรือให้โดยเสน่หา คือ ค่ารักษาพยาบาลนี้เป็นไปเพื่อพนักงาน ไม่เลือกปฏิบัติติ เป็นไปตามกฎระเบียบสวัสดิการพนักงาน
- เป็นรายจ่ายเพื่อหากำไร เพื่อประโยชน์แก่บริษัทด้วย เช่น การที่มีสวัสดิการนี้เป็นไปเพื่อขวัญและกำลังใจของพนักงาน ทำให้พนักงานคลายความกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล ทำงานดีขึ้น บริษัทก็ได้รับกำไรดีขึ้น เป็นต้น
มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่.. (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ (18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ |
ด้วยเหตุผลข้างต้น การมีเพียงใบเสร็จรับเงิน อาจไม่เพียงพอ บริษัทจึงควรจัดทำเอกสารประกอบเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ว่า รายจ่ายนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ และเป็นรายจ่ายที่จำเป็นและสมควร ไม่ใช่การให้โดยเสน่หา โดยอาจทำเป็น ระเบียบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลพนักงาน และ ทุกครั้งที่เบิกเงิน ควรจัดทำใบเบิกสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลพนักงานด้วย
(ตัวอย่าง)ระเบียบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลพนักงาน
บริษัท ................................ จำกัด
เพื่อเป็นการดูแลสวัสดิภาพและสุขภาพของพนักงาน บริษัทจึงกำหนดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับพนักงาน ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 สิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาล พนักงานประจำของบริษัทมีสิทธิขอรับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับตนเอง ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด ข้อ 2 วงเงินสวัสดิการ : บริษัทกำหนดวงเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) ดังนี้ - เบิกได้ไม่เกิน 2,000 บาทต่อครั้ง
- ไม่เกิน 20 ครั้งต่อปี
ข้อ 3 หลักฐานประกอบการเบิกพนักงานต้องยื่นเอกสารประกอบดังต่อไปนี้ - ใบเบิกสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล
- ใบเสร็จรับเงินจากสถานพยาบาล
- ใบรับรองแพทย์
ทั้งนี้ ใบเสร็จรับเงินอาจออกในชื่อพนักงานผู้เข้ารับการรักษาได้
ข้อ 4 กรณีค่าใช้จ่ายเกินวงเงิน หากค่ารักษาพยาบาลเกินวงเงินที่กำหนด บริษัทจะชำระให้เฉพาะจำนวนที่กำหนดตามระเบียบ ส่วนที่เกินพนักงานเป็นผู้รับผิดชอบเอง ข้อ 5 การอนุมัติ การเบิกค่ารักษาพยาบาลต้องได้รับการตรวจสอบจากฝ่ายบุคคล และได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามที่บริษัทกำหนด ข้อ 6 การใช้บังคับ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ................................ เป็นต้นไป
ลงชื่อ .................................................... กรรมการ / ผู้มีอำนาจ วันที่ ....................................................
|
(ตัวอย่าง) ใบเบิกสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลพนักงาน บริษัท .................................................... จำกัด วันที่ .................................... ใช้สิทธิ์สวัสดิการครั้งที่............. 1. ข้อมูลพนักงาน ชื่อ – นามสกุล ..................................................รหัสพนักงาน .................. ตำแหน่ง .......................................แผนก / ฝ่าย ..................................... 2. รายละเอียดการรักษาพยาบาล สถานพยาบาล .............................................................. วันที่เข้ารับการรักษา ...................................................... อาการ / ประเภทการรักษา ...............................................
3. รายละเอียดค่าใช้จ่าย รายการ | จำนวนเงิน (บาท) | ค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จ | .................. | จำนวนเงินที่เบิกตามระเบียบบริษัท | .................. | ส่วนเกินที่พนักงานรับผิดชอบเอง | .................. |
แนบเอกสาร - ใบเสร็จรับเงินจากสถานพยาบาล
- ใบรับรองแพทย์
- สำเนาบัตรพนักงาน /บัตรประชาชน
ข้าพเจ้าขอรับรองว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ลงชื่อ ........................................ พนักงาน วันที่ ........................................
4. การตรวจสอบ ตรวจสอบเอกสารแล้วถูกต้อง ลงชื่อ ........................................ ฝ่ายบุคคล / HR วันที่ ........................................ | 5. การอนุมัติ อนุมัติให้เบิกค่ารักษาพยาบาลตามระเบียบบริษัท ลงชื่อ ........................................ ผู้มีอำนาจอนุมัติ วันที่ ........................................ |
|
ตอบ 2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อที่จะนำมาเครดิต (หักจากภาษีขาย) ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรได้นั้น ต้องเป็น ภาษีซื้อที่แสดงในใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร และเกิดจากการซื้อสินค้าหรือบริการ เพื่อใช้ในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียน เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัท ไม่เข้าลักษณะภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักกับภาษีขาย ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร จากข้อเท็จจริงที่สมาชิกแจ้งมา ระบุว่า ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีนั้น ไม่มีชื่อ ที่อยู่ บริษัท แต่เป็นชื่อที่อยู่ของพนักงาน ดังนั้น ภาษีซื้อ ใบกำกับภาษีนั้นจึงมีข้อความไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด บริษัทจึงไม่สามารถนำมาเครดิต (หักจากภาษีขาย) เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักตามมาตรา 82/5(2) แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ตาม ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริง เป็นบริษัทได้รับใบกำกับภาษี มีชื่อที่อยู่บริษัท และมีข้อความอื่นครบถ้วนสมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทไม่สามารถนำมาเครดิต (หักจากภาษีขาย) ได้ เพราะ เป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ไม่เข้าลักษณะภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักตามมาตรา 82/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 82/3ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่งเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี |
มาตรา 82/5 ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 (2) กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) ) (3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด |
ตอบเพิ่มเติม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
หลัก : ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทจ่ายให้ตามสิทธิ์ระเบียบสวัสดิการพนักงานนั้น เป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มของพนักงาน ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากรพนักงานจะต้องนำเงินได้นี้มาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย
ข้อยกเว้น: มาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2 (4) กำหนดว่า เงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้ หรือจ่ายแทนลูกจ้างเป็นค่ารักษาพยาบาลได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1)เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน |
มาตรา 42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ (17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 (4) เงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้ หรือจ่ายแทนลูกจ้างเป็นค่ารักษาพยาบาล สำหรับ (ก) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดาน ซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับการรักษาพยาบาลที่กระทำในประเทศไทย (ข) ลูกจ้างในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศในขณะที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ เงินจำนวนดังกล่าวได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น |
อ้างอิงคำตอบ เรื่อง | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีค่ารักษาพยาบาล | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 16/12/2005 | เลขที่หนังสือ | กค 0706/10504 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ข้อกฎหมาย | มาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร | ข้อหารือ | บริษัทฯ ได้จัดสวัสดิการให้แก่พนักงานเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล โดยระเบียบของบริษัทฯ กำหนดวงเงิน กรณีเจ็บป่วยทั่วไปของพนักงานทุกระดับไว้ไม่เกินคนละ 40,000 บาทต่อปี แต่ปรากฏว่า ในบางกรณีค่ารักษามีจำนวนเกิน 40,000 บาท ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ในระเบียบของบริษัทฯ แต่เนื่องจากพนักงานผู้นั้น เป็นผู้ที่ทำงานให้กับบริษัทฯ มาเป็นเวลานานและเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญในการปฏิบัติงานของบริษัทฯเป็นอย่างมาก บริษัทฯ จึงให้ความช่วยเหลือในค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นทั้งหมด บริษัทฯ จึงขอทราบว่า 1. ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่พนักงานในส่วนที่มากกว่า 40,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเกินกว่าที่กำหนดไว้ในระเบียบของบริษัทฯ บริษัทฯ มีสิทธินำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทฯ ได้หรือไม่ 2. ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่พนักงานตามจำนวนที่พนักงานได้จ่ายไปจริงในการรักษาพยาบาล พนักงานจะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 2(4) (ก) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)ฯ ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 149 (พ.ศ. 2523)ฯ ใช่หรือไม่ | แนววินิจฉัย | 1. กรณีบริษัทฯ มีระเบียบการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พนักงานทุกระดับไว้ไม่เกินคนละ 40,000 บาทต่อปี เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พนักงานคนใดเกิน 40,000 บาท ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ในระเบียบของบริษัทฯ เงินค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกิน 40,000 บาท ถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวและมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ บริษัทฯ จึงไม่มีสิทธินำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร 2. ค่ารักษาพยาบาลที่พนักงานได้รับจากบริษัทฯ เข้าลักษณะเป็นเงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทนลูกจ้าง ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(4)(ก) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 | เลขตู้ | 68/33745 |
เรื่อง | ภาษีที่เกี่ยวข้องกับค่าสวัสดิการพนักงาน | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 24/04/2020 - วันที่ตอบ 26/04/2020 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (4)(ก) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) | ปุจฉา | หนูมีเรื่องจะเรียนขอคำปรึกษาเกี่ยวกับสวัสดิการพนักงานค่ะ โดยปกติบริษัทฯ มีวงเงินค่ารักษาพยาบาลให้พนักงานแต่ละคนประจำปีอยู่แล้ว โดยให้เบิกเป็นอัตราตามช่วงอายุงานค่ะ เช่น พนักงานอายุงานไม่เกิน 1 ปี เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ร้อยละ 25 ของค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายจริง อายุงาน 1 - 5 ปี เบิกค่ารักษาพยาบาล ร้อยละ 50 ของค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายจริง เป็นต้นค่ะ แต่จำกัดวงเงินที่คนละ 20,000 บาทต่อปี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และมีพนักงานบางคนมีอาการไข้หวัด หลังจากไปในพื้นที่เสี่ยงมา ไม่ว่าจะไปด้วยเรื่องส่วนตัว หรือจากการไปพบลูกค้าของบริษัทฯ หรือมีอาการไข้หวัดต่อเนื่องนานในช่วงนี้ บริษัทฯ ก็จะให้พนักงานคนดังกล่าวไปตรวจหาเชื้อ โดยบริษัทฯ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการไปตรวจนั้นทั้งหมด 100% และไม่ตัดจากวงเงินค่ารักษาพยาบาลประจำปี จากการตรวจเชื้อ พบว่าพนักงานทุกคนที่ไปตรวจไม่มีเชื้อโรคโคโรน่า แต่ก็ได้รับยารักษาอาการป่วยที่เป็นอยู่มาทานด้วย (บางบิลจึงเกิดค่าใช้จ่ายทั้งจากการตรวจเชื้อโคโรน่า และ ค่าใช้จ่ายค่ายาค่ะ) จึงเรียนสอบถามว่า 1. เงินค่าตรวจเชื้อดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นเงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทนลูกจ้าง ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้หรือไม่คะ 2. บริษัทฯ สามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่คะ หนูได้อ่านข้อหารือภาษีอากร เลขที่หนังสือ กค 0706/10504 มาบ้างคะแต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าข่ายเดียวกันหรือไม่ หรือจะไม่ถือเป็นค่ารักษาพยาบาลเพราะพนักงานยังไม่ป่วยเช่นเดียวกับกรณีการฉีดวัคซีนป้องกันหนูต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ | วิสัชนา | 1. เงินค่าตรวจเชื้อดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นเงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทนลูกจ้าง เข้าลักษณะเป็นเงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทนลูกจ้าง ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (4)(ก) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 ....การรักษาพยาบาล หมายความว่า การให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขโดยตรงแก่ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวของผู้มีสิทธิเพื่อการรักษาโรค การตรวจวินิจฉัย การฟื้นฟูสมรรถภาพที่จําเป็นต่อสุขภาพและการดํารงชีวิต และให้หมายความรวมถึงการตรวจสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคเพื่อประโยชน์ด้านสาธารณสุข ทั้งนี้ตามที่กระทรวงการคลังกําหนดแต่ไม่รวมถึงการเสริมความงาม ....ค่ารักษาพยาบาล หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาล ดังต่อไปนี้ ....(1) ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ค่าเลือดและส่วนประกอบของเลือด หรือสารทดแทน ค่าน้ํายาหรืออาหารทางเส้นเลือด ค่าออกซิเจน และอื่นๆ ทํานองเดียวกันที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรค ....(2) ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบําบัดรักษาโรค รวมทั้งค่าซ่อมแซมอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ดังกล่าว ....(3) ค่าบริการทางการแพทย์ค่าบริการทางการพยาบาล ค่าตรวจวินิจฉัยโรค ค่าวิเคราะห์โรค ....(4) ค่าตรวจครรภ์ค่าคลอดบุตรและการดูแลหลังคลอดบุตร ....(5) ค่าห้องและค่าอาหาร ตลอดระยะเวลาที่เข้ารับการรักษาพยาบาล ....(6) ค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรค ....(7) ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ ....(8) ค่าใช้จ่ายอื่นที่จําเป็นแก่การรักษาพยาบาล (ที่มา: พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และหลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง ว่าด้วยวิธีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553) 2. เนื่องจากบริษัทฯ มีข้อกำหนดเพิ่มเติมแก่พนักงานทุกคนเป็นการทั่วไป ไม่ใช่เป็นการเลือกปฏิบัติแก่พนักงานเป็นบางคน บริษัทฯ จึงสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ อันต่างไปจากหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/10504 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2548 https://www.rd.go.th/publish/30668.0.html ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | ภาษีซื้อจากสวัสดิการพนักงาน เช่น รักษาสุขภาพต่าง ๆ ได้ เช่น ทำฟัน ซื้อยา ตัดแว่น จ่ายค่าประกันสุขภาพส่วนตัว | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 07/01/2026 - วันที่ตอบ 15/02/2026 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | ขอตสอบถามการเคลมภาษีซื้อค่ะ ในกรณีที่บริษัทฯ มีนโยบายที่ชัดเจนว่าให้ค่ารักษาพยาบาลแก่พนักงานปีละ 5,000 บาท โดยจะใช้เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพต่าง ๆ ได้ เช่น ทำฟัน ซื้อยา ตัดแว่น จ่ายค่าประกันสุขภาพส่วนตัว หรือเข้ารักษาตัวกับ รพ.
คำถาม :ภาษีซื้อที่เกิดจากสวัสดิการตรงนี้สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ไหมคะ | วิสัชนา | กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ มีนโยบายที่ชัดเจนว่าให้ค่ารักษาพยาบาลแก่พนักงานปีละ 5,000 บาท โดยจะใช้เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพต่าง ๆ ได้ เช่น ทำฟัน ซื้อยา ตัดแว่น จ่ายค่าประกันสุขภาพส่วนตัว หรือเข้ารักษาตัวกับ รพ. สวัสดิการดังกล่าว ถือเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของบริษัทฯ โดยตรง ดังนั้น ภาษีซื้อที่เกิดจากสวัสดิการ ดังกล่าว ย่อมสามารถนำมาเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ภาษีซื้อดังกล่าวต้องไม่เข้าลักษณะเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | ค่ารักษาพยาบาล พนักงานถือเป็นรายได้หรือไม่ | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 16/02/2026 - วันที่ตอบ 17/02/2026 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย | ข้อกฎหมาย | ข้อ 2 (4) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) | ปุจฉา | ค่ารักษาพยาบาลพนักงานถือเป็นรายได้ไหมค่ะ | วิสัชนา | ตามข้อ 2 (4) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร กำหนดยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่ารักษาพยาบาลดังนี้ "ข้อ 2 ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 ... (4) เงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้ หรือจ่ายแทนลูกจ้างเป็นค่ารักษาพยาบาล สำหรับ (ก) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดาน ซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับการรักษาพยาบาลที่กระทำในประเทศไทย (ข) ลูกจ้างในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศในขณะที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ เงินจำนวนดังกล่าวได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น" (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 149 (พ.ศ. 2523) ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปี 2523 เป็นต้นไป) ดังนั้น หากค่ารักษาพยาบาลเป็นตามเกณฑ์ดังกล่าว พนักงานลูกจ้างย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
|