Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

กรรมการบริษัทยกหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมกรรมการ /การยกหนี้โดยเจ้าหนี้ที่เป็นบริษัท
| เรื่อง | กรรมการบริษัทยกหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมกรรมการ /การยกหนี้โดยเจ้าหนี้ที่เป็นบริษัท |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 05/09/2024 - วันที่ตอบ 10/09/2024 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล |
| ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ, มาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) |
| ปุจฉา | เคยได้อ่านสาระความรู้ที่อาจารย์เขียนไว้ในเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องการยกหนี้ดอกเบี้ยกรรมการและการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ว่าหากเป็นการยกหนี้บริษัท ไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไว้นั้น ไม่ทราบว่าในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง บริษัทฯ จะไม่ถูกสรรพากรเรียกเก็บหรือตรวจสอบกรณีนี้ย้อนหลังหรือมีกรณีพิพาททีหลังหรือไม่คะ “ปุจฉา: เรียนสอบถาม อาจารย์สุเทพค่ะ กรณี 1 กรรมการเป็นบุคคลธรรมดาในประเทศไทย ยกหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับบริษัทฯ บริษัทฯ จำเป็นต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ยที่กรรมการยกหนี้ให้หรือไม่ค่ะ กรณี 2 กรรมการเป็นนิติบุคคลใช้วิธีปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกับกรณี 1 หรือไม่ค่ะ ในกรณี 2 หากต้องนำส่งบริษัทฯ ผู้เป็นเจ้าหนี้ สามารถนำหัก ณ ที่จ่ายมาถือเป็นเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ค่ะ |
| วิสัชนา | 1. กรณีกรรมการเป็นบุคคลธรรมดาในประเทศไทย ยกหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่บริษัทฯ บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับดอกเบี้ยที่กรรมการยกหนี้ให้ เนื่องจากไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าวแต่อย่างใด แต่บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการยกหนี้ให้ดังกล่าว 2. กรณีกรรมการเป็นนิติบุคคลใช้วิธีปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกับกรณีตามข้อ 1 แต่บริษัทเจ้าหนี้ที่ได้ยกหนี้ให้จะไม่สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทั้งจำนวนในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะไม่ต้องด้วยเงื่อนไขในการจำหน่ายหนี้สูญตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) อย่างไรก็ตาม หากมีการนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย บริษัทฯ ผู้เป็นเจ้าหนี้ สามารถนำหัก ณ ที่จ่ายมาถือเป็นเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามมาตรา 3 เตรส ประกอบมาตรา 60 แห่งประมวลรัษฎากร” สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา : กรณีเป็นการยกหนี้โดยเจ้าหนี้ที่เป็นบริษัท 1. ทางด้านบริษัทฯ ผู้ได้รับการยกหนี้ให้ 1.1 บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้จากการได้รับการยกหนี้ให้ ทั้งในส่วนที่เป็นเงินต้นและดอกเบี้ย 1.2 บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ในอัตรา 1% ของเงินได้ ตามข้อ 4 (3) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ หรือในอัตรา 15% ของเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจาก (1) บริษัทฯ ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าวแต่อย่างใด ในการคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายนั้น ใช้ “เกณฑ์เงินสด” ไม่ได้ใช้ “เกณฑ์สิทธิ” ดังเช่นกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้น ตาม Logic หรือตรรกะหรือแนวคิดในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เมื่อไม่มีการจ่ายเงินได้ ก็ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด (2) บริษัทฯ ในฐานะลูกหนี้ ต่างหากที่เป็นผู้ได้รับเงินได้จากการยกหนี้ให้ ซึ่งมีหน้าที่ต้องรับรู้รายได้จากการได้รับการยกหนี้ให้ ทั้งในส่วนที่เป็นเงินต้นและดอกเบี้ยไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งมีอัตราสูงถึง 20% ของรายได้ดังกล่าว และสูงกว่าอัตราภาษีธูรกิจเฉพาะที่กำหนดให้เสียเพียง 3.3% ของรายรับดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืม หรือภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของจำนวนดอกเบี้ย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร 2. ทางด้านบริษัทฯ ที่ยกหนี้ให้ 2.1 สำหรับเจ้าหนี้ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และประกอบกิจการในประเทศไทย ไม่สามารถนำส่วนที่ยกหนี้ให้แก่บริษัทฯ (Hair cut) ไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ เพราะเข้าลักษณะเป็นหนี้สูญต้องห้ามที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) ซึ่งทำให้มีกำไรสุทธิทางภาษีอากรเพิ่มขั้น อันต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ 2.2 สำหรับเจ้าหนี้ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และประกอบกิจการในประเทศไทย นั้น แม้รัฐจะไม่ได้รับภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 15% ของจำนวนดอกเบี้ยที่จ่าย แต่รัฐกลับมีสิทธิได้รับภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิของบริษัทฯ ลูกหนี้ ในอัตรา 20% ของทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งการได้รับการยกหนี้ดังกล่าว อันเป็นการดำเนินกิจการตามปกติธุรกิจ ไม่มีการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายใดๆ ซึ่งไม่ทำให้รัฐขาดประโยชน์ ที่จะพึงได้รับแต่อย่างใด ดังนั้นในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง บริษัทฯ จะไม่ถูกเจ้าพนักงานสรรพากรเรียกเก็บหรือตรวจสอบกรณีนี้ย้อนหลังหรือมีกรณีพิพาททีหลังหรือไม่นั้น ผมย่อมไม่อาจการันตีได้ แต่ขอให้พึงศึกษาเหตุผลที่ต้องออกแรงได้ยกไว้ให้เป็นพิเศษดังกล่าวข้างต้น ย่อมเพียงพอสำหรับเจ้าพนักงานสรรพากรที่เป็น “วิญญูชน” ที่ชอบที่จะพิจารณาตามหลักเหตุและผล ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |