Case study

ความต่างของภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง กรณีบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม กับ กรณีบุคคลธรรมดา ที่ได้รางวัลทองคำจากกิจกรรมส่งเสริมการขาย


เรื่อง ความต่างของภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง กรณีบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม กับ กรณีบุคคลธรรมดา ที่ได้รางวัลทองคำจากกิจกรรมส่งเสริมการขาย
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 17/03/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

กรณีบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้รับรางวัลเป็นทองคำ ต้องมีภาระภาษีใดบ้าง ต่างกับ กรณีบุคคลธรรมดา ได้รับรางวัลเป็นทองคำอย่างไรคะ

คำตอบ

ตอบ  

เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่ได้เแจ้งมาว่าได้รับทองคำ จากใคร เนื่องจากอะไร ด้วยเหตุผลใด จึงขอสมมุติว่า ได้รางวัลทองคำจากกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น จากห้างสรรพพสินค้า หรือจากรายการชิงโชคตามโปรแกรมต่างๆนะคะ 


ประเภทเงินได้

การได้รับทองคำจากกิจกรรมส่งเสริมการขาย ถือเป็นการได้รับ “ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ตีราคาได้” ซึ่งเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา เนื่องจากมิใช่รายได้จากการประกอบกิจการโดยตรง แต่เป็นผลประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มเติมนอกเหนือจากธุรกรรมปกติ

มาตรา 40   เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว  


การบันทึกบัญชี 

นิติบุคคล 

การได้รับทองคำประโยชน์ที่กิจการได้รับโดยไม่มีต้นทุน  จึงต้องรับรู้เป็นรายได้ตามหลักบัญชีและสอดคล้องกับหลักภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยบันทึกบัญชีเป็น
 Dr. สินทรัพย์ (ทองคำ)    /  Cr. รายได้อื่น

บุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี จึงไม่มีการบันทึกบัญชีในทางปฏิบัติ


การรับรู้รายได้

มูลค่าที่ต้องรับรู้รายได้ ทั้งนิติบุคคล และ บุคคลธรรมดาให้รับรู้รายได้จากการได้รับทองคำ ตาม “ราคาหรือค่าอันพึงมี” ณ วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดให้การได้รับทรัพย์สินแทนเงิน ให้ตีราคาตามมูลค่าที่ควรจะได้รับ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น  ภาษีเงินได้นิติบุคคลของ นิติบุคคล   หรือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ บุคคลธรรมดาต้องใช้มูลค่าตลาดของทองคำ ณ วันที่ได้รับเป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้ทั้งสิ้น


มาตรา 9 ทวิเว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจะต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น



นิติบุคคลต้องนำมูลค่าทองคำที่ได้รับไปรวมเป็นรายได้ของกิจการ เพื่อคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับ


มาตรา 65  เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
             (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
             (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด
             
การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ละให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
             ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป




ภาษีหักภาษี ณ ที่จ่าย

ผู้จ่ายเงินรางวัล (ผู้แจกทองคำ)

การจ่ายรางวัลจากกิจกรรมส่งเสริมการขายเข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการให้รางวัล ซึ่งผู้จ่าย (ผู้แจกทองคำ) มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายผู้รับทั้งที่เป็น  นิติบุคคล หรือ บุคคลธรรมดา ในอัตราร้อยละ 5 ตามข้อ 9(1) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 

            คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528
 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

ข้อ 9ให้บุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น
          (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เป็นรางวัลในการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค หรือการอื่นใดอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0


ผู้รับเงินรางวัล (ผู้รับทองคำ)

นิติบุคคล 

เนื่องจากนิติบุคคลต้องนำมูลค่าทองคำที่ได้รับไปรวมเป็นรายได้ของกิจการ เพื่อคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับ  ดังนั้น นิติบุคคลมีสิทธิ์ที่จะนำภาษี หัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้ 5% นำไปเป็นเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ตามมาตรา 60 แห่งประมวลรัษฎากร

บุคคลธรรมดา 

บุคคลธรรมดา เมื่อได้รับทองคำและถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ไว้แล้ว ยังมีหน้าที่ต้องนำมูลค่าทองคำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า มาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร และสามารภนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปเครดิตภาษีตามมาตรา 60 แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา 60  เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินของผู้ต้องเสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามความในมาตรา 50 มาตรา 52 และมาตรา 53 เป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้นให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี



ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ทั้งนิติบุคคล และ บุคคลธรรมดา  ได้รับทองคำในลักษณะรางวัล มิใช่การขายสินค้า หรือการให้บริการ จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามนิยามของการขายและการให้บริการตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร


สรุปความแตกต่างของผู้รับที่เป็น นิติบุคคล และ บุคคลธรรมดา   มีข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญคืออัตราภาษีเงินได้ 

  • บุคคลธรรมดาสูงสุดที่ 35%
  • นิติบุคคลสูงสุดที่ 28%   (20% ชั้นอัตราภาษีเงินได้ + เเละ 8% (80x10%)ชั้นเงินปันผล)


ประเด็นพิจารณา

นิติบุคคล (จด VAT)

บุคคลธรรมดา

ลักษณะเงินได้

เงินได้พึงประเมิน มาตรา 40 (8)

เงินได้พึงประเมิน มาตรา 40 (8)

การบันทึกบัญชี

รับรู้เป็นรายได้อื่นของกิจการและสินทรัพย์

Dr.สินทรัพย์(ทองคำ)/Cr.รายได้อื่น

ไม่ต้องจัดทำบัญชี

การรับรู้รายได้

รับรู้ตามราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น(มาตรา 9 ทวิ)

การหักภาษี ณ ที่จ่าย

เมื่อได้รับทองคำ จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ตามข้อ 9 ท.ป.4/2528 

ภาษีเงินได้

ต้องนำรายได้ (มูลค่าทองคำ) ไปรวมคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 และ 65 ทวิ และเสียภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

ต้องนำรายได้ (มูลค่าทองคำ) ไปรวมคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 48 และเสียภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ภาษีมูลค่าเพิ่ม(ผู้รับ)

ไม่อยู่ในบังคับ VAT เนื่องจากไม่ใช่การขายหรือให้บริการ ตามมาตรา 77/2  


บัญชีอัตราภาษีเงินได้

" (1) สำหรับบุคคลธรรมดา

 



 

 
 

    เงินได้สุทธิไม่เกิน      300,000   บาท

 
 

     ร้อยละ 5

 
 

    เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน   300,000  บาท     แต่ไม่เกิน   500,000   บาท

 
 

     ร้อยละ 10

 
 

    เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน   500,000  บาท     แต่ไม่เกิน   750,000    บาท

 
 

     ร้อยละ 15

 
 

    เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน   750,000   บาท    แต่ไม่เกิน   1,000,000  บาท

 
 

     ร้อยละ 20

 
 

    เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน   1,000,000 บาท    แต่ไม่เกิน   2,000,000  บาท

 
 

     ร้อยละ 25

 
 

    เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน  2,000,000  บาท    แต่ไม่เกิน  5,000,000   บาท

 
 

     ร้อยละ 30

 
 

    เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน   5,000,000 บาท

 
 

     ร้อยละ 35

 
 

(พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี พ.ศ. 2560 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป)

 



 

" (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

 
 



 

 
 

 (ก) ภาษีจากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  

 
 

     ร้อยละ 20

 
 

(ค) ภาษีตามมาตรา 70 เฉพาะกรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข)

 
 

      ร้อยละ 10

 



อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

กรณีประกอบกิจการรับทำเฟอร์นิเจอร์ มีเงินได้ชิงโชค จากการซื้อสินค้าที่ใช้ในกิจการ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 12/11/2017 - วันที่ตอบ 13/11/2017

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (เป็นบุคคลธรรมดา) ประกอบกิจการรับทำเฟอร์นิเจอร์ มีเงินได้ชิงโชค จากการซื้อสินค้าที่ใช้ในกิจการ และถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
 
คำถามคือ ชิงโชค ถือเป้นเงินได้ต้องนำมารวมคำนวณยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เงินไดเ 40 (8) ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องยื่นเป็นยอดขายด้วยหรือไม่คะ

วิสัชนา

     กรณีผู้ประกอบการมีสถานภาพเป็นบุคคลธรรมดา และได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกิจการรับทำเฟอร์นิเจอร์ ต่อมามีเงินได้ที่เป็นรางวัลจากการชิงโชค เนื่องจากการซื้อสินค้าที่ใช้ในกิจการ และถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 5% นั้น
 กรณีเช่นนี้ เงินได้ที่เป็นรางวัลจากการชิงโชค ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ผู้มีเงินได้ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (กรณีได้รับเงินได้ดังกล่าวก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน ของปีภาษี) และยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคละรรมดาประจำปี
 ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ที่เป็นรางวัลจากการชิงโชค ไม่ต้องนำรายได้ในส่วนที่เป็นรางวัลจาการชิงโชดดังกล่าวไมรวมเพื่อเสียภาษีภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่อย่างได้ เนื่องจากการไดรับรางวัลไม่เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าหรือการให้บริการ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"




เรื่อง

คำนวณภาษีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชค (ฟุตบอลโลก)

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 29/11/2022 - วันที่ตอบ 29/11/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร,พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502

ปุจฉา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชค (ฟุตบอลโลก)

วิสัชนา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชค (ฟุตบอลโลก)

เลขที่หนังสือ : กค 0811/16540

วันที่ : 1 ธันวาคม 2541

เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชค

ข้อกฎหมาย : มาตรา 40 ( 8 ), พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502


 ข้อหารือ :

     นาย ก. ได้รับรางวัลจากการส่งไปรษณีย์บัตรทายผลฟุตบอลโลก 98 จากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2541 เป็นเงินจำนวน 5,000,000 บาท หนังสือพิมพ์ผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นจำนวน 250,000 บาท นาย ก. ได้รับคำชี้แจงว่า จะต้องนำเงินได้จากเงินรางวัลที่ได้รับทั้งหมดมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจะหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาไม่ได้ แต่มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ตามความเป็นจริงและสมควรเท่านั้น ซึ่งหากใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว นาย ก. จะต้องเสียภาษีเงินได้เป็นจำนวน 1,100,000 บาทเศษเมื่อรวมกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่หนังสือพิมพ์ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินได้หักภาษีไว้แล้วเป็นเงิน 250,000 บาท ก็จะเป็นเงินภาษีทั้งสิ้นจำนวน 1,350,000 บาท นาย ก. ขอให้กรมสรรพากรพิจารณาอนุมัติให้คำนวณภาษีเงินได้โดยหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 65 


แนววินิจฉัย :

     เงินรางวัลที่ได้รับจากการชิงโชค ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละของเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ชนิดต่าง ๆ ไว้แล้ว แต่เงินรางวัลจากการชิงโชคนี้ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มิได้ระบุให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาไว้แต่อย่างใด ดังนั้นกรณีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชคจึงต้องหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร โดยให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ตามมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ในกรณีของ นาย ก. หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายจริง เช่น ใบเสร็จรับเงินค่าไปรษณีย์บัตร ก็ย่อมนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ สำหรับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจำนวน 250,000 บาท ที่ นาย ก. ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรไว้แล้ว นั้น ให้ถือเป็นเครดิตภาษีที่จะนำมาใช้ในการคำนวณภาษีในตอนสิ้นปีได้ ตามมาตรา 3 เตรส และมาตรา 60 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจาก พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ได้กำหนดหลักเกณฑ์

การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ( 8 ) แห่งประมวลรัษฎากร ไว้อย่างชัดเจนและมีผลบังคับใช้แก่ผู้มีเงินได้เป็นการทั่วไป การที่กรมสรรพากรจะพิจารณาอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายเป็นการเฉพาะรายจึงไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายเปิดโอกาสให้ ดังนั้น กรณีการคำนวณภาษีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชคของ นาย ก. จึงต้องหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น


เลขตู้ : 61/27311

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีมีเงินได้จากการชิงโชค

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

12/10/2011

เลขที่หนังสือ

กค 0702/8342

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 27 ตรี มาตรา 56 และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ

ข้อหารือ

1. นางสาว ก. ได้รับรางวัลจากการชิงโชคตามโครงการส่งเสริมการขายของศูนย์การค้า จำนวน 1 ห้อง มูลค่า 6,600,000.00 บาท บริษัท A ได้มีหนังสือแจ้งให้นางสาว ก. ไปติดต่อรับรางวัลและจ่ายภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จำนวน 330,000.00 บาท โดยแจ้งว่า เมื่อได้ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแล้ว บริษัท A จะแจ้งให้บริษัทฯ B เจ้าของโครงการอาคารชุด ค. ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโครงการส่งเสริมการขายของศูนย์การค้าสยามฯ ทำสัญญามอบรางวัลกับนางสาว ก. ต่อไป

2. เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 นางสาว ก. ได้ติดต่อขอรับรางวัลจากบริษัท Aโดยนางสาว ก. ได้รับใบเสร็จรับเงินแสดงว่า ได้รับเงินจากบริษัท A จำนวน 6,600,000.00 บาท ตามใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 8 กันยายน 2553 แต่ไม่ได้รับเงินรางวัลจริงและได้ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัท A จำนวน 330,000.00 บาท ตามหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ของบริษัท A ลงวันที่ 9 กันยายน 2553 

3. ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 บริษัท B ได้ทำสัญญามอบกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการอาคารชุด ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ให้นางสาว ก. โดยตามสัญญาระบุว่า บริษัท B จะทำการก่อสร้างและดำเนินการจดทะเบียนอาคารชุดเพื่อออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2554 นางสาว ก. เห็นว่า ตนเองยังไม่มีเงินได้จากการชิงโชคในปี 2553 เพราะยังไม่ได้รับเงินรางวัลจริง หรือยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดซึ่งเป็นรางวัลจากการชิงโชค เพราะยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและยังไม่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ การที่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในปี 2553 จำนวน 330,000.00 บาทและต้องนำมูลค่าของรางวัลจากการชิงโชค จำนวน 6,600,000.00 บาท ไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2553 เป็นการไม่ถูกต้อง ต่อเมื่อได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดแล้ว จึงถือว่า มีเงินได้จากการชิงโชคแล้ว จึงนำเงินได้นั้นไปคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดจึงขอทราบว่า ความเห็นดังกล่าวถูกต้องหรือไม่

แนววินิจฉัย

     กรณีนางสาว ก. ได้รับรางวัลอาคารชุด จากการชิงโชคตามโครงการของศูนย์การค้าสยามฯ จากบริษัท A โดยได้ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัท A จำนวน 330,000.00 บาท พร้อมลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินแสดงว่า ได้รับเงินจากบริษัท A จำนวน 6,600,000.00 บาท เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 โดยที่นางสาว ก. ยังมิได้รับรางวัลแต่อย่างใด เนื่องจากรางวัลที่เป็นอาคารชุดอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีสัญญาระบุว่า บริษัท B ตกลงมอบกรรมสิทธิ์ห้องชุดและจะทำการก่อสร้างและดำเนินการจดทะเบียนอาคารชุด เพื่อออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2554 จากกรณีดังกล่าว บริษัท A ในฐานะผู้จ่ายเงินได้ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เมื่อมีการจ่ายรางวัลให้แก่นางสาว ก. ดังนั้น เมื่อบริษัท B เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการอาคารชุด ผู้สนับสนุนโครงการส่งเสริมการขายของศูนย์การค้าสยามฯ ยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุด ซึ่งเป็นรางวัลจากการชิงโชคให้แก่นางสาว ก. บริษัทAจึงไม่มีสิทธิหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด สำหรับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่นางสาว ก. ได้ชำระไปเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ต้องเสียหรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสียนั้น นางสาว ก. มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภายในเวลา 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัท A จ่ายเงินรางวัลโดยโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดดังกล่าวให้แก่นางสาว ก. บริษัท A มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 9(1) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนางสาว ก. ต้องนำเงินรางวัลจากการชิงโชคดังกล่าว ไปรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษีที่ได้รับรางวัลนั้น ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

74/37889

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ