| คำตอบ |
ตอบ เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่ได้เแจ้งมาว่าได้รับทองคำ จากใคร เนื่องจากอะไร ด้วยเหตุผลใด จึงขอสมมุติว่า ได้รางวัลทองคำจากกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น จากห้างสรรพพสินค้า หรือจากรายการชิงโชคตามโปรแกรมต่างๆนะคะ
ประเภทเงินได้ การได้รับทองคำจากกิจกรรมส่งเสริมการขาย ถือเป็นการได้รับ “ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ตีราคาได้” ซึ่งเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา เนื่องจากมิใช่รายได้จากการประกอบกิจการโดยตรง แต่เป็นผลประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มเติมนอกเหนือจากธุรกรรมปกติ มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว |
การบันทึกบัญชี นิติบุคคล การได้รับทองคำประโยชน์ที่กิจการได้รับโดยไม่มีต้นทุน จึงต้องรับรู้เป็นรายได้ตามหลักบัญชีและสอดคล้องกับหลักภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยบันทึกบัญชีเป็น Dr. สินทรัพย์ (ทองคำ) / Cr. รายได้อื่น บุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี จึงไม่มีการบันทึกบัญชีในทางปฏิบัติ
การรับรู้รายได้ มูลค่าที่ต้องรับรู้รายได้ ทั้งนิติบุคคล และ บุคคลธรรมดาให้รับรู้รายได้จากการได้รับทองคำ ตาม “ราคาหรือค่าอันพึงมี” ณ วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดให้การได้รับทรัพย์สินแทนเงิน ให้ตีราคาตามมูลค่าที่ควรจะได้รับ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น ภาษีเงินได้นิติบุคคลของ นิติบุคคล หรือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ บุคคลธรรมดาต้องใช้มูลค่าตลาดของทองคำ ณ วันที่ได้รับเป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้ทั้งสิ้น
มาตรา 9 ทวิเว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจะต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น |
นิติบุคคลต้องนำมูลค่าทองคำที่ได้รับไปรวมเป็นรายได้ของกิจการ เพื่อคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับ
มาตรา 65 เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้ (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป |
ภาษีหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินรางวัล (ผู้แจกทองคำ) การจ่ายรางวัลจากกิจกรรมส่งเสริมการขายเข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการให้รางวัล ซึ่งผู้จ่าย (ผู้แจกทองคำ) มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายผู้รับทั้งที่เป็น นิติบุคคล หรือ บุคคลธรรมดา ในอัตราร้อยละ 5 ตามข้อ 9(1) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ข้อ 9ให้บุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เป็นรางวัลในการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค หรือการอื่นใดอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0 |
ผู้รับเงินรางวัล (ผู้รับทองคำ) นิติบุคคล เนื่องจากนิติบุคคลต้องนำมูลค่าทองคำที่ได้รับไปรวมเป็นรายได้ของกิจการ เพื่อคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับ ดังนั้น นิติบุคคลมีสิทธิ์ที่จะนำภาษี หัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้ 5% นำไปเป็นเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ตามมาตรา 60 แห่งประมวลรัษฎากร บุคคลธรรมดา บุคคลธรรมดา เมื่อได้รับทองคำและถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ไว้แล้ว ยังมีหน้าที่ต้องนำมูลค่าทองคำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า มาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร และสามารภนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปเครดิตภาษีตามมาตรา 60 แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 60 เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินของผู้ต้องเสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามความในมาตรา 50 มาตรา 52 และมาตรา 53 เป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้นให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี |
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทั้งนิติบุคคล และ บุคคลธรรมดา ได้รับทองคำในลักษณะรางวัล มิใช่การขายสินค้า หรือการให้บริการ จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามนิยามของการขายและการให้บริการตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร
สรุปความแตกต่างของผู้รับที่เป็น นิติบุคคล และ บุคคลธรรมดา มีข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญคืออัตราภาษีเงินได้ - บุคคลธรรมดาสูงสุดที่ 35%
- นิติบุคคลสูงสุดที่ 28% (20% ชั้นอัตราภาษีเงินได้ + เเละ 8% (80x10%)ชั้นเงินปันผล)
ประเด็นพิจารณา | นิติบุคคล (จด VAT) | บุคคลธรรมดา | ลักษณะเงินได้ | เงินได้พึงประเมิน มาตรา 40 (8) | เงินได้พึงประเมิน มาตรา 40 (8) | การบันทึกบัญชี | รับรู้เป็นรายได้อื่นของกิจการและสินทรัพย์ Dr.สินทรัพย์(ทองคำ)/Cr.รายได้อื่น | ไม่ต้องจัดทำบัญชี | การรับรู้รายได้ | รับรู้ตามราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น(มาตรา 9 ทวิ) | การหักภาษี ณ ที่จ่าย | เมื่อได้รับทองคำ จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ตามข้อ 9 ท.ป.4/2528 | ภาษีเงินได้ | ต้องนำรายได้ (มูลค่าทองคำ) ไปรวมคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 และ 65 ทวิ และเสียภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล | ต้องนำรายได้ (มูลค่าทองคำ) ไปรวมคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 48 และเสียภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | ภาษีมูลค่าเพิ่ม(ผู้รับ) | ไม่อยู่ในบังคับ VAT เนื่องจากไม่ใช่การขายหรือให้บริการ ตามมาตรา 77/2 |
บัญชีอัตราภาษีเงินได้ " (1) สำหรับบุคคลธรรมดา | | | เงินได้สุทธิไม่เกิน 300,000 บาท | ร้อยละ 5 | | เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท | ร้อยละ 10 | | เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 750,000 บาท | ร้อยละ 15 | | เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 750,000 บาท แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท | ร้อยละ 20 | | เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท | ร้อยละ 25 | | เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 2,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท | ร้อยละ 30 | | เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 5,000,000 บาท | ร้อยละ 35 | | (พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี พ.ศ. 2560 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป) |
| " (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล | | | (ก) ภาษีจากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล | ร้อยละ 20 | | (ค) ภาษีตามมาตรา 70 เฉพาะกรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) | ร้อยละ 10 |
อ้างอิงคำตอบ
เรื่อง | กรณีประกอบกิจการรับทำเฟอร์นิเจอร์ มีเงินได้ชิงโชค จากการซื้อสินค้าที่ใช้ในกิจการ | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 12/11/2017 - วันที่ตอบ 13/11/2017 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (เป็นบุคคลธรรมดา) ประกอบกิจการรับทำเฟอร์นิเจอร์ มีเงินได้ชิงโชค จากการซื้อสินค้าที่ใช้ในกิจการ และถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย คำถามคือ ชิงโชค ถือเป้นเงินได้ต้องนำมารวมคำนวณยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เงินไดเ 40 (8) ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องยื่นเป็นยอดขายด้วยหรือไม่คะ | วิสัชนา | กรณีผู้ประกอบการมีสถานภาพเป็นบุคคลธรรมดา และได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกิจการรับทำเฟอร์นิเจอร์ ต่อมามีเงินได้ที่เป็นรางวัลจากการชิงโชค เนื่องจากการซื้อสินค้าที่ใช้ในกิจการ และถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 5% นั้น กรณีเช่นนี้ เงินได้ที่เป็นรางวัลจากการชิงโชค ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ผู้มีเงินได้ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (กรณีได้รับเงินได้ดังกล่าวก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน ของปีภาษี) และยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคละรรมดาประจำปี ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ที่เป็นรางวัลจากการชิงโชค ไม่ต้องนำรายได้ในส่วนที่เป็นรางวัลจาการชิงโชดดังกล่าวไมรวมเพื่อเสียภาษีภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่อย่างได้ เนื่องจากการไดรับรางวัลไม่เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าหรือการให้บริการ ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | คำนวณภาษีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชค (ฟุตบอลโลก) | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 29/11/2022 - วันที่ตอบ 29/11/2022 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | ข้อกฎหมาย | มาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร,พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 | ปุจฉา | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชค (ฟุตบอลโลก) | วิสัชนา | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชค (ฟุตบอลโลก) เลขที่หนังสือ : กค 0811/16540 วันที่ : 1 ธันวาคม 2541 เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชค ข้อกฎหมาย : มาตรา 40 ( 8 ), พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ข้อหารือ :
นาย ก. ได้รับรางวัลจากการส่งไปรษณีย์บัตรทายผลฟุตบอลโลก 98 จากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2541 เป็นเงินจำนวน 5,000,000 บาท หนังสือพิมพ์ผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นจำนวน 250,000 บาท นาย ก. ได้รับคำชี้แจงว่า จะต้องนำเงินได้จากเงินรางวัลที่ได้รับทั้งหมดมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจะหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาไม่ได้ แต่มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ตามความเป็นจริงและสมควรเท่านั้น ซึ่งหากใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว นาย ก. จะต้องเสียภาษีเงินได้เป็นจำนวน 1,100,000 บาทเศษเมื่อรวมกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่หนังสือพิมพ์ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินได้หักภาษีไว้แล้วเป็นเงิน 250,000 บาท ก็จะเป็นเงินภาษีทั้งสิ้นจำนวน 1,350,000 บาท นาย ก. ขอให้กรมสรรพากรพิจารณาอนุมัติให้คำนวณภาษีเงินได้โดยหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 65
แนววินิจฉัย : เงินรางวัลที่ได้รับจากการชิงโชค ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละของเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ชนิดต่าง ๆ ไว้แล้ว แต่เงินรางวัลจากการชิงโชคนี้ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มิได้ระบุให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาไว้แต่อย่างใด ดังนั้นกรณีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชคจึงต้องหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร โดยให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ตามมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ในกรณีของ นาย ก. หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายจริง เช่น ใบเสร็จรับเงินค่าไปรษณีย์บัตร ก็ย่อมนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ สำหรับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจำนวน 250,000 บาท ที่ นาย ก. ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรไว้แล้ว นั้น ให้ถือเป็นเครดิตภาษีที่จะนำมาใช้ในการคำนวณภาษีในตอนสิ้นปีได้ ตามมาตรา 3 เตรส และมาตรา 60 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจาก พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ( 8 ) แห่งประมวลรัษฎากร ไว้อย่างชัดเจนและมีผลบังคับใช้แก่ผู้มีเงินได้เป็นการทั่วไป การที่กรมสรรพากรจะพิจารณาอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายเป็นการเฉพาะรายจึงไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายเปิดโอกาสให้ ดังนั้น กรณีการคำนวณภาษีเงินได้เงินรางวัลจากการชิงโชคของ นาย ก. จึงต้องหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น
เลขตู้ : 61/27311 ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีมีเงินได้จากการชิงโชค | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 12/10/2011 | เลขที่หนังสือ | กค 0702/8342 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | ข้อกฎหมาย | มาตรา 27 ตรี มาตรา 56 และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ | ข้อหารือ | 1. นางสาว ก. ได้รับรางวัลจากการชิงโชคตามโครงการส่งเสริมการขายของศูนย์การค้า จำนวน 1 ห้อง มูลค่า 6,600,000.00 บาท บริษัท A ได้มีหนังสือแจ้งให้นางสาว ก. ไปติดต่อรับรางวัลและจ่ายภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จำนวน 330,000.00 บาท โดยแจ้งว่า เมื่อได้ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแล้ว บริษัท A จะแจ้งให้บริษัทฯ B เจ้าของโครงการอาคารชุด ค. ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโครงการส่งเสริมการขายของศูนย์การค้าสยามฯ ทำสัญญามอบรางวัลกับนางสาว ก. ต่อไป 2. เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 นางสาว ก. ได้ติดต่อขอรับรางวัลจากบริษัท Aโดยนางสาว ก. ได้รับใบเสร็จรับเงินแสดงว่า ได้รับเงินจากบริษัท A จำนวน 6,600,000.00 บาท ตามใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 8 กันยายน 2553 แต่ไม่ได้รับเงินรางวัลจริงและได้ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัท A จำนวน 330,000.00 บาท ตามหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ของบริษัท A ลงวันที่ 9 กันยายน 2553 3. ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 บริษัท B ได้ทำสัญญามอบกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการอาคารชุด ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ให้นางสาว ก. โดยตามสัญญาระบุว่า บริษัท B จะทำการก่อสร้างและดำเนินการจดทะเบียนอาคารชุดเพื่อออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2554 นางสาว ก. เห็นว่า ตนเองยังไม่มีเงินได้จากการชิงโชคในปี 2553 เพราะยังไม่ได้รับเงินรางวัลจริง หรือยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดซึ่งเป็นรางวัลจากการชิงโชค เพราะยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและยังไม่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ การที่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในปี 2553 จำนวน 330,000.00 บาทและต้องนำมูลค่าของรางวัลจากการชิงโชค จำนวน 6,600,000.00 บาท ไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2553 เป็นการไม่ถูกต้อง ต่อเมื่อได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดแล้ว จึงถือว่า มีเงินได้จากการชิงโชคแล้ว จึงนำเงินได้นั้นไปคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดจึงขอทราบว่า ความเห็นดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ | แนววินิจฉัย | กรณีนางสาว ก. ได้รับรางวัลอาคารชุด จากการชิงโชคตามโครงการของศูนย์การค้าสยามฯ จากบริษัท A โดยได้ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ให้แก่บริษัท A จำนวน 330,000.00 บาท พร้อมลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินแสดงว่า ได้รับเงินจากบริษัท A จำนวน 6,600,000.00 บาท เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 โดยที่นางสาว ก. ยังมิได้รับรางวัลแต่อย่างใด เนื่องจากรางวัลที่เป็นอาคารชุดอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีสัญญาระบุว่า บริษัท B ตกลงมอบกรรมสิทธิ์ห้องชุดและจะทำการก่อสร้างและดำเนินการจดทะเบียนอาคารชุด เพื่อออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2554 จากกรณีดังกล่าว บริษัท A ในฐานะผู้จ่ายเงินได้ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เมื่อมีการจ่ายรางวัลให้แก่นางสาว ก. ดังนั้น เมื่อบริษัท B เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการอาคารชุด ผู้สนับสนุนโครงการส่งเสริมการขายของศูนย์การค้าสยามฯ ยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุด ซึ่งเป็นรางวัลจากการชิงโชคให้แก่นางสาว ก. บริษัทAจึงไม่มีสิทธิหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด สำหรับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่นางสาว ก. ได้ชำระไปเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ต้องเสียหรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสียนั้น นางสาว ก. มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภายในเวลา 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัท A จ่ายเงินรางวัลโดยโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดดังกล่าวให้แก่นางสาว ก. บริษัท A มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 9(1) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนางสาว ก. ต้องนำเงินรางวัลจากการชิงโชคดังกล่าว ไปรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษีที่ได้รับรางวัลนั้น ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร | เลขตู้ | 74/37889 |
|