Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บุคคลธรรมดาประกอบกิจการขายประกัน มีเงินรายได้เป็นค่านายหน้า
| เรื่อง | บุคคลธรรมดาประกอบกิจการขายประกัน มีเงินรายได้เป็นค่านายหน้า |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 19/06/2025 - วันที่ตอบ 06/10/2025 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา |
| ข้อกฎหมาย | มาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 115/2545 |
| ปุจฉา | หนูเป็นตัวแทนประกันชีวิตค่ะ มีเงินรายได้เป็นค่านายหน้า > จ้างคนทำบัญชี เพื่อดูแลเรื่องการยื่นภาษี (VAT) ในแต่ละเดือนรวมถึงให้คำปรึกษาและวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา > ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบลูกค้า รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมของบริษัทประกัน > มีค่าธรรมเนียมรายปีต่างๆ > มีต้นทุนฝึกอบรมตามที่บริษัทประกันกำหนด > ค่าอบรม + ค่าสอบเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเอง (นอกเหนือ) จากที่บริษัทประกันกำหนด จากข้อมูลค่าใช้จ่ายข้างต้นพอจะถือเป็นเงินได้วงเล็บ 8 ได้ไหมคะ มีหลักเกณฑ์ หรือต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่พอจะเป็นเงินได้วงเล็บ 8 ให้สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ |
| วิสัชนา | ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 115/2545 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการตัวแทน ประกันชีวิตและนายหน้าประกันชีวิต กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติ เกี่ยวกับหน้าที่การเสียภาษีอากรของตัวแทนประกันภัยไว้ พอสรุปความได้ดังนี้ 1. ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีดังนี้ 1.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้า ตัวแทน ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา (1) ค่าตอบแทนที่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทน ได้รับจากบริษัทประกันชีวิตหรือบุคคลใด ๆ เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้อย่างเดียวในอัตราร้อยละ 40 ของค่าตอบแทนที่ได้รับ แต่ไม่เกิน 60,000 บาท และในกรณีที่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนได้รับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จากนายจ้างอื่นด้วย ให้หักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการเหมาได้อย่างเดียวในอัตราร้อยละ 40 ของเงินได้ที่ได้รับ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนซึ่งมีเงินได้ดังกล่าว ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจาก ปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ในกรณีผู้มีเงินได้เป็น ฝ่ายภริยา และได้อยู่ร่วมกันกับสามีตลอดปีภาษีในปีที่มีเงินได้ ให้ถือเอาเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี ตามมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร (2) กรณีตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนมีหลักฐานในการประกอบกิจการให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ได้ประกอบกิจการในรูปแบบของการทำธุรกิจและสามารถพิสูจน์รายจ่ายในการประกอบกิจการได้ ซึ่งต้องมีลักษณะการประกอบกิจการดังนี้ (ก) ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและ (ข) ได้จัดตั้งเป็นสำนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีอาคารสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง หรือเช่าจากบุคคลอื่น โดยมีหลักฐาน เช่น หลักฐานการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ สัญญาเช่าสำนักงาน และ (ค) มีการลงทุนด้วยการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ มีค่าใช้จ่ายสำนักงาน และ (ง) มีการจ้างลูกจ้างหรือพนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีหลักฐานตามสัญญาจ้างแรงงาน หลักฐานการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และหลักฐานการแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง ในกรณีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่มีภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายและนำส่ง จะต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับการยื่นรายการเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงานตามแบบ ภ.ง.ด.1 ก. (จ) มีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ เช่น ค่ารับรอง หรือค่าบริการเพื่อประโยชน์ในการติดต่องานกับลูกค้า และ (ฉ) มีหนังสือรับรองจากบริษัทประกันชีวิต ว่าไม่มีการจ่ายเงินชดเชยหรือออกค่าใช้จ่ายแทนให้ (3) ค่าตอบแทนที่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทน ได้รับจากบริษัทประกันชีวิตในการประกอบกิจการตามวรรคหนึ่ง เข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ( 8 ) แห่งประมวลรัษฎากร และในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร โดยให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ หากตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนไม่สามารถพิสูจน์รายจ่ายและไม่มีหลักฐานในการประกอบกิจการตามวรรคหนึ่ง เงินค่าตอบแทนที่ได้รับจากบริษัทประกันชีวิตเข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร (4) ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนซึ่งมีเงินได้ตาม (3) ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและชำระภาษี ดังนี้ (ก) ค่าตอบแทนที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมกับชำระภาษีภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี ทั้งนี้ ตามมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (ข) ค่าตอบแทนที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมกับชำระภาษีภายในเดือนมีนาคมของปี ถัดไป โดยให้นำภาษีที่ชำระไว้แล้วตาม (ก) มาเป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้ ทั้งนี้ ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นฝ่ายภริยาและได้อยู่ร่วมกันกับสามีตลอดปีภาษีในปีที่มีเงินได้ ให้ถือเอาเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี ตามมาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร 1.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม การให้บริการของตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนแก่บริษัทประกันชีวิตหรือบุคคลใด ๆ เข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องนำรายรับซึ่งเป็นค่าตอบแทนที่ได้รับมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้ (1) กรณีตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนมีรายรับไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/1 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548 จึงไม่ต้องจดทะเบียนภาษี มูลค่าเพิ่ม และเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่หากตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนประสงค์จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็ให้กระทำได้โดยให้แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากร ตามมาตรา 81/3 (2) และมาตรา 85/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร (2) กรณีตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนมีรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และจะต้องจดทะเบียนภาษี มูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ตามมาตรา 85/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตรา 7% ตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร... ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 1. จากข้อมูลรายการค่าใช้จ่ายตามที่แจ้งไปข้างต้น > จ้างคนทำบัญชี เพื่อดูแลเรื่องการยื่นภาษี (แวต) ในแต่ละเดือนรวมถึงให้คำปรึกษาและวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา > ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบลูกค้า รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมของบริษัทประกัน > มีค่าธรรมเนียมรายปีต่างๆ > มีต้นทุนฝึกอบรมตามที่บริษัทประกันกำหนด > ค่าอบรม + ค่าสอบเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเอง (นอกเหนือ) จากที่บริษัทประกันกำหนด ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต VAT) เงินได้ค่านายหน้าดังกล่าว ย่อมเข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร และในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามความจำเป็นและสมควร (ค่าใช้จ่ายจริง) โดยให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 115/2545 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการตัวแทน ประกันชีวิตและนายหน้าประกันชีวิต ลงวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2545 2. กรณีบุคคลธรรมดาประกอบกิจการขายประกัน โดยถือเอาค่านายหน้าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ในการคำนวณค่าใช้จ่ายเพื่อการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องหักค่าใช้จ่ายความจำเป็นและสมคาร (จริง) นั้น ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่านต่าง ๆ ในการประกอบกิจการตามข้อ 1 รวมทั้ง ส่วนลดค่าประกัน ที่ให้แก่ผู้เอาประกันมาถือเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายได้ โดยต้องจัดทำเอกสารประกอบการนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปคำนวณหักเป็นค่าใช่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ซึ่งได้แก่ รายจ่ายที่เกิดขึ้นเป็นปกติธุระในการดำเนินกิจการทั่วไป และ (2) ต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ และพิสูจน์ได้ว่า มีเหตุผลอันสมควรที่จะจ่ายรายการรายจ่ายนั้น และ (3) ต้องเป็นรายจ่ายที่จ่ายไปตามความจำเป็นและสมควรแก่การประกอบกิจการ โดยมีเหตุผลอันสมควร ที่ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศลที่ไม่ใช่การกุศลสาธารณะ เป็นต้น และ (4) ต้องเป็นรายจ่ายที่มีหลักฐานการจ่ายที่สามารถพิสูจน์ผู้รับได้ อาทิ ใบสำคัญรับเงิน ตามคู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ และ (5) ต้องเป็นรายจ่ายสิ้นเปลืองหมดไปที่ไม่ก่อให้เกิดเป็นทรัพย์สินหรือสิทธิที่มีอายุการใช้งานเกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี มิฉะนั้น อาจถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน และ (6) รายจ่ายในการดำเนินงานเกิดขึ้นในปีภาษีใด ให้ถือเป็นรายจ่ายของปีภาษีนั้น ไม่ว่าจะได้ชำระรายจ่ายเหล่านั้นไปแล้วหรือไม่ก็ตาม และ (7) รายจ่ายดังกล่าว ต้องไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายที่ต้องห้ามตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร |