Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

การคำนวณภาษีเงินได้ กรณีถูกเลิกจ้าง


เรื่อง การคำนวณภาษีเงินได้ กรณีถูกเลิกจ้าง
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 18/12/2024 - วันที่ตอบ 02/02/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อกฎหมาย มาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)
ปุจฉา
หนูมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคำนวณภาษีเงินได้ กรณีถูกเลิกจ้าง อยากรบกวนขอสอบถามอาจารย์ ดังนี้ค่ะ
หนูทำงานบริษัทเอกชน A อายุงาน 6 ปี 3 เดือน พึ่งถูกเลิกจ้างมีผลเมื่อวันที่ 16/12/2567 และจะมีเงินได้ดังนี้ค่ะ
    1) เงินเดือน เดือนธันวาคม จำนวน 0.5 เดือน= 47,650 บาท > เงินเข้าบัญชี 25/12/2567 (หากรวมกับเงินได้ของ เดือนมกราคม ถึง พฤศจิกายน อีกจำนวน 1,294,603.28 = 1,294,603.28 + 47,650 = 1,342,253 บาท)
    2) ค่าชดเชยตามกฎหมาย: จำนวน 8 เดือน = 762,400 บาท > เงินเข้าบัญชี 25/12/2567
    3) ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ): จำนวน 1เดือน= 95,300 บาท > เงินเข้าบัญชี 25/12/2567
    4) เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินได้พึงประเมินที่จะต้องนำมาคิดเป็นรายได้ (ผลประโยชน์เงินสะสม + เงินสมทบ + ผลประโยชน์เงินสมทบ) จำนวน 464,128.47 บาท > เงินเข้าบัญชี 25/01/2568 
    5) วันพักร้อนคงเหลือที่ไม่ได้ใช้ แปลงเป็นเงินจำนวน 28,590 บาท > เงินเข้าบัญชี 25/01/2568
เนื่องจากอายุงานเกิน 5 ปี เข้าใจว่าเงินได้ข้อ 2,3 และ 4 สามารถแยกคำนวณภาษีได้ (โดยไม่ต้องนำไปรวมกับรายได้อื่น)

อยากทราบว่า 
1) เนื่องจากเงินได้ข้อที่ 1 ถึง 5 เกี่ยวเนื่องกันเป็นเงินได้จากการทำงานของบริษัทเดียวกัน แต่เนื่องจากติดช่วงปลายปี เงินได้ข้อที่ 1 ถึง 3 จะเข้าบัญชีทันในวันที่ 25/12/2567 แต่เงินได้ข้อที่ 4และ5 เข้าบัญชีในวันที่ 25/01/2568 อยากทราบว่า หนูสามารถนำเงินได้ข้อที่ 1 ถึง 5 มายื่นเป็นเงินได้ของปี 2567 (ยื่นตอนช่วงต้นปี 2568) ได้ไหมค่ะ? หากได้จะได้นำรายได้ข้อ 2, 3 และ 4 แยกคำนวณภาษีเงินได้ (โดยไม่ต้องนำไปรวมกับรายได้อื่น เนื่องจากอายุงานเกิน 5 ปี) ซึ่งจะช่วยทำให้ประหยัดภาษีได้ค่ะ

2) ถ้าไม่สามารถนำเงินได้ข้อที่ 4 และ 5 มายื่นเป็นเงินได้ของปี 2567 หากนำเงินได้ข้อที่ 1 ถึง 3 มายืนเป็นเงินได้ปี 2567 (สามารถนำเงินได้ข้อ 2 และ 3 แยกคำนวณภาษีเงินได้ โดยไม่ต้องนำไปรวมกับรายได้อื่น เนื่องจากอายุงานเกิน 5 ปี) ส่วนเงินได้ข้อที่ 4 ถ้าจะต้องยื่นเป็นเงินได้ปี 2568 หนูสามารถนำเงินได้ข้อ 4 แยกคำนวณภาษีเงินได้ โดยไม่ต้องนำไปรวมกับรายได้อื่น เนื่องจากอายุงานเกิน 5 ปี ได้ไหมค่ะ? 

อยากขอคำแนะนำจากอาจารย์ว่า หนูควรยื่นภาษีอย่างไรดีค่ะ เพื่อจะได้ประหยัดภาษีมากที่สุดค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม : ผู้ที่จ่ายเงินชดเชยการเลิกจ้าง (บริษัท A) กับผู้ที่จ่ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (บลจ. B ไม่ใช่ผู้จ่ายรายเดียวกันค่ะ)
วิสัชนา
ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2535 อธิบดีกรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 48 (5) และมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดลักษณะของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน และจ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
    “ข้อ 1 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้หมายถึงเงินได้ดังนี้
         (ก) เงินได้ที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ และวิธีการเช่นเดียวกับวิธีการคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
         “(ข) เงินที่จ่ายจากกองทุนดังนี้ 
               1) เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 
               2) เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 
               3) เงินที่จ่ายจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเกิดจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ โดยหน่วยลงทุนดังกล่าวเป็นหน่วยลงทุนที่ได้จากการโอนหรือเกี่ยวเนื่องจากการโอนมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” 
(ความตาม (ข) แก้ไขโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 287) ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2559 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป) 
          (ค) เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 
          (ง) เงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก)
     ข้อ 2 เงินได้พึงประเมินตามข้อ 1 ที่ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากรได้ จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้
         (ก) เป็นเงินได้ที่จ่ายให้เนื่องจากออกจากงานที่มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี
              “การนับระยะเวลาการทำงานตามวรรคหนึ่ง กรณีผู้มีเงินได้ได้เคยออกจากงานมาแล้ว ซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างคนหนึ่งและเข้าทำงานกับนายจ้างอีกคนหนึ่งไม่เกินหนึ่งปี โดยได้โอนเงินและผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างเดิมไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างใหม่ หรือเข้าทำงานกับนายจ้างเดิมซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานและเข้าทำงานใหม่ไม่เกินหนึ่งปี และเมื่อออกจากงานนั้น ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นับระยะเวลาการทำงานในระหว่างที่ทำงานกับนายจ้างแต่ละคนเป็นระยะเวลาทำงานตามวรรคหนึ่งด้วย
              การนับระยะเวลาการทำงานตามวรรคสอง กรณีผู้มีเงินได้เคยใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ที่ได้รับเมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้ว หรือผู้มีเงินได้เมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้วมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างนั้นและเข้าทำงานใหม่เกินหนึ่งปี ให้นับระยะเวลาการทำงานเฉพาะที่ได้ทำกับนายจ้างหลังจากนั้น”
(ความตามวรรคสองและวรรคสามแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 252) ใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป)
         “(ข) ในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อ 1 ไม่ว่าจะจ่ายหรือแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะเงินได้ที่ได้จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น” 
(ความตาม (ข) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 303) ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2560 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป)
              “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อ 1 ให้แก่ข้าราชการซึ่งได้ลาออกจากราชการตามโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการให้เงินช่วยเหลือแก่ข้าราชการซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ” 
(ความตามวรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 83) ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 เป็นต้นไป)
         (ค) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในกรณีนี้ได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน...”

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
กรณีตามข้อเท็จจริง 
1. เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ไม่ถือเป็นเงินได้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ได้แก่ รายการเงินได้ตาม (1) (3) (4) และ (5) ดังต่อไปนี้ 
    (1) เงินเดือน เดือนธันวาคม จำนวน 0.5 เดือน= 47,650 บ > เงินเข้าบัญชี 25/12/2567 (หากรวมกับเงินได้ของ เดือนมกราคม ถึง พฤศจิกายน อีกจำนวน 1,294,603.28 = 1,294,603.28 + 47,650 = 1,342,253 บาท) โดยถือเป็นเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2567 
    (3) ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) : จำนวน 1 เดือน = 95,300 บาท > เงินเข้าบัญชี 25/12/2567 โดยถือเป็นเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2567
    (4) เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินได้พึงประเมินที่จะต้องนำมาคิดเป็นรายได้ (ผลประโยชน์เงินสะสม + เงินสมทบ + ผลประโยชน์เงินสมทบ) จำนวน 464,128.47 บาท > เงินเข้าบัญชี 25/01/2568 โดยถือเป็นเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2568
    (5) วันพักร้อนคงเหลือที่ไม่ได้ใช้ แปลงเป็นเงินจำนวน 28,590 บาท > เงินเข้าบัญชี 25/01/2568 โดยถือเป็นเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2568
    สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ไม่ถือเป็นเงินได้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ได้แก่ รายการเงินได้ตาม (1) (3) (4) และ (5) ที่ได้รับในแต่ละปีภาษี ดังกล่าว มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตรา 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ตามมาตรา 42 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

2. เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ถือเป็นเงินได้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ได้แก่ รายการเงินได้ตาม (2) ได้แก่ 
    (2) ค่าชดเชยตามกฎหมาย: จำนวน 8 เดือน = 762,400 บาท > เงินเข้าบัญชี 25/12/2567 โดยถือเป็นเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2567 เนื่องจากมีการแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีเงินได้โดยถือเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะเงินได้ที่ได้จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น
    สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ถือเป็นเงินได้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ได้แก่ รายการเงินได้ตาม (2) ที่ได้รับในปีภาษี 2567 มีสิทธิแยกคำนวณและเสียภาษีเงินได้ต่างหากจากเงินได้ตามข้อ 1 โดยหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้นแล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ