Case study

ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ของค่าเบี้ยเลี้ยงให้พนักงานที่ออกปฏิบัติงานนอกสถานที่


เรื่อง ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ของค่าเบี้ยเลี้ยงให้พนักงานที่ออกปฏิบัติงานนอกสถานที่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 26/11/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทมีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้พนักงานที่ออกปฏิบัติงานนอกสถานที่ โดยใช้อัตราดังนี้ •กรุงเทพฯ 200 บาท/วัน •ต่างจังหวัด 300 บาท/วัน •ต่างประเทศ (ญี่ปุ่น) 1,500 บาท/วัน •ต่างประเทศ (ประเทศอื่น) 800 บาท/วัน ที่ผ่านมา บริษัทนำเบี้ยเลี้ยงที่จ่ายให้พนักงานไปรวมเป็นรายได้ที่นำมาคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และแสดงยอดเบี้ยเลี้ยงในสลิปเงินเดือนมาโดยตลอด (จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2568)

 แต่หลังจากที่ได้ศึกษาข้อมูลจาก Q&A ในเพจนี้ จึงทราบว่า การพิจารณาเบี้ยเลี้ยงควรยึดตามหลักเกณฑ์ใน คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.59/2538 ซึ่งกำหนดว่าเบี้ยเลี้ยงเพื่อการปฏิบัติงานนอกสถานที่สามารถ ยกเว้นภาษี ได้ และไม่จำเป็นต้องนำมารวมคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ในกรณีของบริษัท ต้องการขอคำแนะนำว่า ควรมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้ 1.การดำเนินการถูกต้องตามหลักภาษี 2.พนักงานไม่เสียภาษีเกินความจำเป็น 3.บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะภาษีที่บริษัทต้องออกให้พนักงานชาวญี่ปุ่น รวมถึงควรชี้แจงและแก้ไขแนวปฏิบัติต่อพนักงานและผู้บริหารในรูปแบบใดให้เข้าใจง่ายและเหมาะสมค่ะ ขอรบกวนคุณอมรรัตน์ช่วยแนะนำแนวทางด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ

คำตอบ

ขออธิบายหลักกฎหมาย


เงินได้ที่พนักงานได้รับจากการจ้างแรงงาน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยเงินได้ดังกล่าวอาจจะถูกเรียกไปในชื่อต่างๆ หรือมีวิธีการจ่ายที่ต่างกัน แต่เงื่อนไขของการจ่ายยังอยู่ภายใต้สัญญาจ้างแรงงาน ก็ให้ถือเป็นเงินได้  ตามมาตรา 40(1) ยกตัวอย่างเช่น

  • จ่ายเป็นประจำ ทุกเดือน   เรียกว่า  เงินเดือน
  • จ่ายไม่ประจำ เรียกว่า   ค่าจ้าง
  • จ่ายให้เป็นพิเศษเนื่องจากทำงานนอกสถานที่ เรียกว่า  เบี้ยเลี้ยง
  • สิ้นปีมีเงินให้ หรือมีของให้ เรียกว่า  โบนัส
  • เงินก้อนเมื่อออกจากงาน  เรียกว่า  บำเหน็จ
  • เงินเลี้ยงไปตลอดชีวิตเหมือนเงินเดือน  เรียกว่า   บำนาญ
  • เงิน ทรัพย์สิน ประโยชน์อื่นใด เนื่องจากการจ้างแรงงาน  เรียกว่า ประโยชน์เพิ่มอย่างอื่นที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน 


มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
             (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน



โดยเงินได้ทั้งหมดดังกล่าว จะต้องถูกนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  หากไม่ได้มีข้อยกเว้นไว้ตามมาตรา 42  แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งจะต้องเข้าไปดูกฎหมายประกอบการยกเว้นไปอีกมากมาย ตาม 42 (17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง  



มาตรา 42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
       (1) ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะซึ่งลูกจ้าง หรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น
 
            ( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.59/2538 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )     
             (2) ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง
            

                ...........................................
            (17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง  
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปีภาษี 2496 เป็นต้นไป )
             ( 
ดูกฎกระทรวงฯ )
            
ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) )          





คำตอบ


ค่าเบี้ยเลี้ยงที่จ่ายให้พนักงานที่ออกปฏิบัติงานนอกสถานที่ (ไม่มีใบเสร็จรับเงิน)

         กรณีที่บริษัทฯ จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย  ในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ และเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงได้จ่ายไปโดยสุจริต โดยต้องมีหลักฐานการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกสถานที่จากนายจ้าง โดยต้องระบุลักษณะงานที่ทำและระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วแต่กรณีด้วยจะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากร  ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 59/2538 ข้อ 1(1)(2) และ ข้อ 2

กรณีที่บริษัทฯ จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย ในอัตราที่  เกินกว่าอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงเกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ   ให้ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน เฉพาะส่วนที่เกิน ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 59/2538 ข้อ 1(3)

Note :  การเดินทางไปทำงานสามารถเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย(กรณีไม่มีใบเสร็จ)

      ค่าเบี้ยเลี้ยงเบิกได้สูงสุด (พิจารณาตำแหน่งพนักงานอ้างอิงกับส่วนราชการ)

  • เดินทางในประเทศ 240 / สูงสุดไม่เกิน 270 บาท/วัน 
  • เดินทางไปต่างประเทศ 2,100 / สูงสุดไม่เกิน 3,100 บาท/วัน

หมายเหตุ :  บริษัทต้องมีหลักฐานการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกสำนักงานหรือนอกสถานที่จากนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้ โดยต้องระบุลักษณะงานที่ทำและระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วแต่กรณีด้วย

โดยมีการระบุรายละเอียดดังนี้

1. มีระเบียบสวัสดิการในการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง

2. มีวัตถุประสงค์การเดินทาง

3. ลายเซ็นผู้อนุมัติ

* กรณีได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราเกินกว่าอัตราข้างต้น และไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าได้จ่ายไปโดยสุจริต ตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น ให้ถือว่า ค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลนั้นได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็น เพียงเฉพาะในส่วนที่ไม่เกินอัตราที่กำหนด

* ต้องมีหลักฐานการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกสำนักงานหรือนอกสถานที่จากนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้ โดยต้องระบุลักษณะงานที่ทำและระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ 

บริษัทมีสิทธินำค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่จ่ายให้แก่พนักงานมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้หากเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการประกอบกิจการ และเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ เมื่อมีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางใช้ “ใบเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง”  เป็นเอกสารภายในของกิจการ เพื่อเป็นหลักฐานการเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง 

แนวทางปฏิบัติในกรณีนี้

1. ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย

  • ออกคำสั่งเดินทางเป็นลายลักษณ์อักษร ทุกครั้งที่มีการเดินทางไปราชการหรืองานนอกสถานที่ เพื่อระบุวัตถุประสงค์งานและระยะเวลาให้ชัดเจน 
  • จัดทำใบเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง เป็นเอกสารภายใน มีรายละเอียดเรื่อง “วัตถุประสงค์การเดินทาง” “อัตราเบี้ยเลี้ยง” และ ลงนามผู้อนุมัติ เพื่อเป็นหลักฐานทางบัญชี ควรมีระเบียบหรือประกาศสวัสดิการของบริษัทกำหนดอัตราเบี้ยเลี้ยงตามสถานที่ (อัตราที่กำหนดได้ไม่เกินเพดานราชการ)
  • ใช้อัตราเบี้ยเลี้ยงไม่เกินเพดานราชการ ซึ่งปัจจุบันคือ 270 บาท/วัน (ในประเทศ) และ 3,100 บาท/วัน (ต่างประเทศ) 

บริษัทมีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้พนักงานที่ออกปฏิบัติงานนอกสถานที่ โดยใช้อัตราดังนี้

• กรุงเทพฯ 200 บาท/วัน  >> ไม่เกิน 270 บาท/วัน ยกเว้นเงินได้ทั้งจำนวน

• ต่างจังหวัด 300 บาท/วัน >> เกิน 270 บาท/วัน ส่วนเกิน 30 บาท/วัน ให้นำมารวมเป็นเงินได้ของพนักงาน

• ต่างประเทศ (ญี่ปุ่น) 1,500 บาท/วัน >> ไม่เกิน 3,100 บาท/วัน ยกเว้นเงินได้ทั้งจำนวน

• ต่างประเทศ (ประเทศอื่น) 800 บาท/วัน >> ไม่เกิน 3,100 บาท/วัน ยกเว้นเงินได้ทั้งจำนวน

บริษัทไม่จำเป็นต้องเก็บใบเสร็จประกอบการเบิก เพียงแต่ต้องมีใบเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ถือว่าผู้จ่ายและผู้รับได้จ่ายไปโดยสุจริตครบตามจำนวน

  • Note : หากจ่ายเกินเกณฑ์และไม่มีใบเสร็จมายืนยัน ส่วนเกินจะต้องถือเป็นเงินได้ของพนักงาน แนะนำให้หลีกเลี่ยงการจ่ายเบี้ยเลี้ยงสูงเกินเพดานหากไม่สามารถหาหลักฐานประกอบได้

2. การคำนวณภาษีและสวัสดิการพนักงาน

  • ไม่รวมเบี้ยเลี้ยงในฐานภาษี :
     เมื่อตรงตามเงื่อนไขข้างต้น บริษัทไม่ควรรวมยอดเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นเงินได้พนักงาน ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 
  • ตรวจสอบย้อนหลัง :
     สำหรับเดือนก่อนหน้านี้ที่ได้หักภาษีจากเบี้ยเลี้ยงไปแล้ว บริษัทสามารถพิจารณาคืนค่าภาษีให้แก่พนักงาน หรือปรับยอดหัก ณ ที่จ่ายในเดือนต่อๆ ไปได้ (พนักงานมีสิทธิขอคืนได้หากเสียภาษีเกินกว่าความเป็นจริง)
  • คำนวณส่วนเกินอย่างถูกต้อง :
     หากบางกรณีจำเป็นต้องจ่ายเบี้ยเลี้ยงเกินเพดาน ให้บริษัทหักภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน เพื่อนำไปรวมคำนวณภาษีของพนักงาน ส่วนที่ไม่เกินเพดานจะได้รับการยกเว้น โดยสรุป พนักงานจะเสียภาษีเฉพาะกรณีที่บริษัทจ่ายเกินเพดานและไม่มีหลักฐานประกอบ
  • สิทธิประโยชน์ของพนักงาน :
     การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้ จะทำให้ พนักงานได้รับเงินมากขึ้น เพราะค่าเบี้ยเลี้ยงที่ควรได้รับเต็มจำนวนจะไม่ถูกหักภาษีและไม่รวมเป็นเงินได้ของพนักงาน

3. การสื่อสารและชี้แจงภายใน

  • จัดทำเอกสารชี้แจงภายใน :
     อธิบายหลักการง่าย ๆ แก่พนักงานและผู้บริหาร ว่า “เบี้ยเลี้ยงเดินทางตามใบสั่งเดินทาง ที่จ่ายตามหน้าที่จริง และไม่เกินเพดานราชการ จะได้รับการ ยกเว้นภาษี ใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบ เช่น จ่ายเบี้ยเลี้ยงไปต่างจังหวัด 270 บาท/วัน ก็จะได้รับเต็ม 270 บาท โดยไม่โดนหักภาษี ชี้ให้เห็นว่าเป็นสิทธิทางกฎหมายเพื่อสิทธิประโยชน์ของพนักงาน
  • ประชุมอบรมเบื้องต้น :
     จัดประชุมสั้น ๆ ให้ฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายบัญชีชี้แจงเรื่องการเปลี่ยนนโยบายภาษีนี้แก่พนักงาน ใช้ภาษาเข้าใจง่าย ย้ำเงื่อนไขที่ต้องทำ เช่น ต้องมีคำสั่งเดินทาง ทำใบเบิกให้ถูกต้อง และประโยชน์ที่จะได้รับ 
  • ปรับปรุงระบบเงินเดือน :
     ให้ฝ่ายบุคคลและบัญชีอัพเดตระบบคำนวณเงินเดือน (โปรแกรม Payroll) แยกค่าเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับยกเว้นภาษีออกจากฐานเงินได้ประจำ และออกแบบสลิปเงินเดือนให้ชัดเจนว่าค่าเบี้ยเลี้ยงไม่ถูกนำไปคำนวณภาษี

4. แนวทางแก้ไขและปรับปรุงให้ถูกต้อง หากไม่กลับไปปรับปรุงย้อนหลัง ให้เริ่มใหม่ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ขั้นตอนที่ 1 : ออก “ระเบียบการเบิกค่าเบี้ยเลี้ยง เดินทาง” ของบริษัท

ระบุชัดว่า:

  • เงื่อนไขการออกนอกสถานที่
  • อัตราเบี้ยเลี้ยง (ตามที่บริษัทใช้อยู่)
  • หลักฐานที่ต้องแนบ
  • การเบิกจ่ายแยกจากเงินเดือน
  • ไม่ถือเป็นค่าจ้าง และได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากไม่เกินเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด 

ขั้นตอนที่ 2: เปลี่ยนกระบวนการจ่าย

ตั้งแต่ งวดเงินเดือนถัดไป

  • เบี้ยเลี้ยง ไม่ลงเป็นเงินได้ในสลิปเงินเดือน
  • จ่ายผ่าน “ใบเบิกค่าเดินทาง / ใบอนุมัติปฏิบัติงานนอกสถานที่”
  • บันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนเงินเดือน

ขั้นตอนที่ 3: หยุดนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  • ตั้งแต่เดือนถัดไป
    - รายได้พนักงานลดลง
    - ภาษีหัก ณ ที่จ่ายลดลง
     - บริษัทประหยัดภาษีที่ต้อง Gross-up ให้พนักงานญี่ปุ่น


คำถามเพิ่มเติม: แล้วต้องย้อนหลังแก้ไหม?

โดยทั่วไป “ไม่จำเป็นต้องแก้ไขย้อนหลัง” เพราะที่ผ่านมา “บริษัทได้เสียภาษีเกินไป (ภงด.1)” ไม่ใช่เสียภาษีขาด ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นความผิดทางภาษี

แต่:

  • พนักงานที่อยากขอคืนภาษีส่วนที่ชำระเกินสามารถทำได้ใน แบบ ภ.ง.ด. 90/91 ได้เอง
     เพราะยอดรายได้สูงเกินจริงจากการรวมเบี้ยเลี้ยง

สรุปแนวปฏิบัติงานที่แนะนำ

ขั้นตอน

ที่ต้องทำ

ผลลัพธ์

1

ออกประกาศ/ระเบียบเบี้ยเลี้ยงใหม่

ให้ถูกต้องตาม คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.59/2538

2

แยกเบี้ยเลี้ยงออกจากสลิปเงินเดือน

ไม่เป็นเงินได้พึงประเมิน

3

ไม่รวมหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

พนักงานและบริษัทประหยัดภาษี

4

ใช้เอกสารเดินทางเป็นหลักฐาน

รองรับการตรวจสอบของสรรพากร

5

ชี้แจงพนักงาน/ผู้บริหาร

เข้าใจตรงกัน ลดข้อสงสัย



อ้างอิงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538

พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการพ.ศ. 2560 (ฉบับที่ 9)

ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไปราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2565


 



 คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 59/2538

เรื่อง      ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42(1)แห่งประมวลรัษฎากร


---------------------------------------------


                เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งแนะนำผู้จ่ายเงินได้และผู้มีเงินได้ สำหรับค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงานหรือนอกสถานที่เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
 

                ข้อ 1 ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ลูกจ้างหรือผู้มีหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้รับเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ในประเทศหรือต่างประเทศเป็นครั้งคราว ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเข้าลักษณะดังนี้

                        (1) ต้องเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

                        (2) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ในประเทศหรือต่างประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์

                        (3) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราเกินกว่าอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงตาม (2)และบุคคลดังกล่าวไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลนั้นได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็น เพียงเฉพาะในส่วนที่ไม่เกินอัตราตาม (2)

                ข้อ 2 การเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ ตามข้อ 1 ต้องมีหลักฐานการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกสำนักงานหรือนอกสถานที่จากนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้ โดยต้องระบุลักษณะงานที่ทำและระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วแต่กรณีด้วย


                ข้อ 3 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก


                ข้อ 4 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป



อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางสำหรับพนักงาน ไปปฏิบัติเป็นครั้งคราว

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 02/04/2024 - วันที่ตอบ 12/04/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538 ฯ

ปุจฉา

เบี้ยเลี้ยงที่นับเป็นรายได้ของพนักงานจะคิดในอัตราเท่าไหร่ต่อวันคะ

วิสัชนา

1. ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะที่ลูกจ้างได้รับในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป ดังนี้

    “มาตรา 42  เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

         (1) ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะซึ่งลูกจ้าง หรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น” 

2. ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2538 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติ เกี่ยวกับค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงานหรือนอกสถานที่เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้

    “ข้อ 1 ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ลูกจ้างหรือผู้มีหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้รับเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ในประเทศหรือต่างประเทศเป็นครั้งคราว ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเข้าลักษณะดังนี้

         (1) ต้องเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

         (2) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ในประเทศหรือต่างประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์

         (3) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราเกินกว่าอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงตาม (2) และบุคคลดังกล่าวไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลนั้นได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็น เพียงเฉพาะในส่วนที่ไม่เกินอัตราตาม (2) 

    ข้อ 2 การเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ ตามข้อ 1 ต้องมีหลักฐานการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกสำนักงานหรือนอกสถานที่จากนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้ โดยต้องระบุลักษณะงานที่ทำและระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วแต่กรณีด้วย

    ข้อ 3 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก” 


ค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการ

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในประเทศ

    1. ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

    2. ค่าเช่าที่พัก

    3. ค่าพาหนะ รวมถึงค่าเช่ายานพาหนะ ค่าเชื้อเพลิงหรือพลังงานสำหรับยานพาหนะ ค่าระวางบรรทุก ค่าจ้างคนหาบหาม อื่น ๆ ทำนองเดียวกัน

    4. ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่ายเนื่องจากเดินทางไปราชการ เช่น ค่าปะยาง ค่าเช่า ค่าผ่านทางด่วน เป็นต้น

การเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

    การนับเวลาเพื่อคำนวณเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

    - ให้นับตั้งแต่ออกจากที่อยู่หรือที่ทำงานปกติจนกลับถึงที่อยู่หรือที่ทำงานปกติ

    - กรณีพักแรม 24 ชั่วโมง นับเป็น 1 วัน เศษเกิน 12 ชั่วโมงขึ้นไป นับเป็น 1 วัน

    - กรณีไม่พักแรมนับ 12 ชั่วโมง เป็น 1 วัน หากไม่ถึง นับได้เกินกว่า 6 ชั่วโมงนับเป็นครึ่งวัน

    - กรณีเดินทางล่วงหน้าเนื่องจากลากิจ/พักผ่อน ก่อนปฏิบัติราชการให้นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติราชการ

    - กรณีเดินทางกลับหลังจากปฏิบัติราชการเสร็จสิ้น เนื่องจากลากิจ/ลาพักผ่อน ให้นับถึงสิ้นสุดเวลาปฏิบัติราชการ


อัตราค่าเบี้ยเลี้ยง (เหมาจ่าย) ในประเทศ

ประเภทตำแหน่ง                                                          อัตรา (บาท/วัน/คน)

ตำแหน่งทั่วไป

   - ระดับปฏิบัติการ, ชำนาญงาน และอาวุโส                                    240 

   - ระดับทักษะพิเศษ                                                                270

ตำแหน่งวิชาการ

   - ระดับปฏิบัติการ, ชำนาญการ, ชำนาญการพิเศษ                            240

   - ระดับเชี่ยวชาญ, ทรงคุณวุฒิ                                                    270

ตำแหน่งอำนวยการ

   - ระดับต้น                                                                                240 

   - ระดับสูง                                                                                270

ตำแหน่งบริหาร

   - ระดับต้น, ระดับสูง                                                                270


อัตราค่าเบี้ยเลี้ยง (เหมาจ่าย) ในต่างประเทศ

ประเภทตำแหน่ง                                                            อัตรา (บาท/วัน/คน)

ตำแหน่งทั่วไป

   - ระดับปฏิบัติการ, ชำนาญงาน และอาวุโส                                   2,100 

   - ระดับทักษะพิเศษ                                                               3,100

ตำแหน่งวิชาการ

   - ระดับปฏิบัติการ, ชำนาญการ, ชำนาญการพิเศษ                           2,100

   - ระดับเชี่ยวชาญ, ทรงคุณวุฒิ                                                    3,100

ตำแหน่งอำนวยการ

   - ระดับต้น                                                                             2,100

   - ระดับสูง                                                                              3,100

ตำแหน่งบริหาร  

   - ระดับต้น, ระดับสูง                                                                 3,100


การเบิกค่าเช่าที่พัก

    การเดินทางไปราชการที่จำเป็นต้องพักแรม เว้นแต่การพักแรมซึ่งโดยปกติต้องพักแรมในยานพาหนะหรือการจัดแรมในที่พักแรมซึ่งราชการจัดไว้ให้แล้ว ให้ผู้เดินทางไปราชการเบิกค่าเช่าที่ได้ภายในวงเงินและเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด

อัตราค่าเช่าที่พักในประเทศเบิกเหมาจ่าย

ประเภทตำแหน่ง                                                            อัตรา (บาท/วัน/คน)

ตำแหน่งทั่วไป

   - ระดับปฏิบัติการ, ชำนาญงาน และอาวุโส                                    800 

   - ระดับทักษะพิเศษ                                                                1,200

ตำแหน่งวิชาการ

   - ระดับปฏิบัติการ, ชำนาญการ, ชำนาญการพิเศษ                            800

   - ระดับเชี่ยวชาญ, ทรงคุณวุฒิ                                                    1,200

ตำแหน่งอำนวยการ

   - ระดับต้น                                                                             800 

   - ระดับสูง                                                                            1,200

ตำแหน่งบริหาร

   - ระดับต้น, ระดับสูง                                                          1,200  


หมายเหตุ: ไม่ต้องใช้หลักฐานประกอบการเบิกจ่าย


อัตราค่าเช่าที่พักในประเทศเบิกจ่ายจริง

ประเภทตำแหน่ง (บาท/วัน/คน)                                            ห้องเดี่ยว        ห้องคู่ 

ตำแหน่งทั่วไป

   - ระดับปฏิบัติการ, ชำนาญงาน และอาวุโส                                1,500          850

   - ระดับทักษะพิเศษ                                                            2,200        1,200

ตำแหน่งวิชาการ

  - ระดับปฏิบัติการ, ชำนาญการ, ชำนาญการพิเศษ                         1,500          850

  - ระดับเชี่ยวชาญ                                                                  2,200        1,200 

  - ทรงคุณวุฒิ                                                                      2,500        1,400

ตำแหน่งอำนวยการ

   - ระดับต้น                                                                              1,500        1,200

   - ระดับสูง                                                                           2,200       1,400

ตำแหน่งบริหาร

   - ระดับต้น                                                                          2,200        1,200

   - ระดับสูง                                                                            2,500        1,400
 

หมายเหตุ แนบหลักฐานคือ ใบเสร็จรับเงิน, ใบแจ้งรายการของโรงแรม-Folio

ที่มา:http://www1.ldd.go.th/.../KM%20expense%20for%20duty.pdf


ทรงศรี กาญจนิศากร สอบถามเพิ่มเติม

    อาจารย์พอจะยกตัวอย่างคำว่าครั้งคราวได้ไหมคะ สมมติว่าการไปทำงานล่วงหน้าที่กำหนดไว้ตามตาราง อย่างนี้ถือว่าเป็นครั้งคราวหรือปกติคะ

สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา:

ตาม Thai-English: NECTEC's Lexitron-2 Dictionary [with local updates]

ครั้งคราว (adv) occasionally, See also: now and then, now and again, at intervals, Syn. บางครั้งบางคราว, Ant. บ่อยๆ, เสมอๆ, Example: ทรัพย์สินถาวรต่างๆ จะไม่ค่อยสูญหาย หากมีการตรวจนับเป็นครั้งคราวว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่

ชั่วครั้งคราว (adv) sometimes, See also: occasionally, periodically, at times, Syn. ชั่วครั้งชั่วคราว, เป็นครั้งคราว, Ant. บ่อย, ถี่, เสมอ, Example: เหล้าเถื่อนเป็นสิ่งเสริมความสุขอย่างง่ายๆ ของชาวบ้านชั่วครั้งคราว

เป็นครั้งคราว (adv) occasionally, See also: sometimes, now and then, now and again, periodically, at time, Syn. บางครั้ง, บางโอกาส, เป็นครั้งเป็นคราว, เป็นมื้อเป็นคราว, บางครั้งบางคราว, Ant. บ่อย, เป็นประจำ, Example: เขากลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัดเป็นครั้งคราว  

ประจำ (v) be stationed, See also: be placed permanently, be posted, Syn. ประจำการ, Example: ทหารสื่อสารถูกส่งมาประจำที่สนามบินอุดรฯ

https://dict.longdo.com/.../%2A%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8...


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    ตัวอย่างคำว่า "ครั้งคราว" ในคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538 "...ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงานหรือนอกสถานที่เป็นครั้งคราว"  

    อาทิ การที่พนักงานได้รับคำสั่งให้ออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ เป็นครั้งคราว เช่น พนักงานบัญชีต้องเดินทางไปพบเจ้าพนักงานสรรพากร โดยได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงพาหนะ นอกเหนือจากเงินเดือน หรือค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายเป็นประจำ เพราะงานประจำของพนักงานบัญชี คือ อยู่ประจำออฟฟิศ

    กรณีไปทำงานล่วงหน้าที่กำหนดไว้ตามตาราง เช่นนี้ ถือว่าเป็นครั้งคราวได้เช่นกัน หรือแม้แต่พนักงานขายเดินทางออกไปขายสินค้าต่างท้องที่ โดยได้รับค่าเบี้ยเลื้ยง ค่าพาหนะ ก็ถือว่าได้รับยกเว้นเงินได้ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538 ฯ ด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางเนื่องจากไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

31/08/2001

เลขที่หนังสือ

กค 0811/8543

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 42(1), คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.59/2528ฯ, มาตรา 50(1)

ข้อหารือ

     บริษัท ตะนาว ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบกิจการ ขนส่งผู้โดยสารและสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ โดยมีสำนักงานสาขาในประเทศไทย ตั้งอยู่เลขที่ 130 –132 อาคารสินธรทาวเวอร์ 3 ชั้น 14 ถนนวิทยุ กรุงเทพฯได้ขอหารือเกี่ยวกับปัญหาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่สำนักงานสาขาฯ จ่ายให้แก่พนักงานเนื่องจากการไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ ข้อเท็จจริงสรุปได้ดังนี้

1. สำนักงานสาขาในประเทศไทยของบริษัทฯ ได้ว่าจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย พนักงานต้อนรับเหล่านี้นอกจากจะได้รับเงินเดือนประจำแล้ว ยังได้รับประโยชน์เพิ่มจากการจ้างแรงงานอย่างอื่น อาทิ เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ซึ่งสาขาฯ เป็นผู้จ่ายพนักงานต้อนรับจะได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางในระหว่างการเดินทางเพื่อปฏิบัติหน้าที่บนเครื่องบินในอัตราเหมาจ่ายเป็นรายวัน เพื่อชดเชย ค่าอาหาร ในขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่างประเทศเป็นครั้งคราว เป็นจำนวนเงินแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเส้นทางการบิน ซึ่งจะอยู่ในระหว่าง 2,000 บาท ถึง 2,500 บาท ต่อวัน การจ่ายจะกระทำเป็นรายเดือนทุกวันที่ 10 ของเดือน

2. ปัจจุบันสาขาฯ ได้นำเอาค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางทั้งจำนวนมารวมเป็นเงินได้ของพนักงานเพื่อการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(1) อย่างไรก็ดี สาขาได้รับคำแนะนำว่า วิธีการที่สาขาปฏิบัติอยู่ไม่ถูกต้อง สาขาฯ ควรนำค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางเฉพาะส่วนที่เกิน 1,750 บาท มารวมคำนวณเป็นเงินได้ของพนักงาน เพื่อหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากการจ่ายเบี้ยเลี้ยงเดินทางในอัตราที่กำหนด ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(2) เฉพาะส่วนที่เกินอัตราดังกล่าวเท่านั้นที่จะต้องเสีย

 
     บริษัทฯ จึงขอหารือว่าวิธีการที่สำนักงานสาขาฯ ถือปฏิบัติในการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามที่แจ้งมาถูกต้องหรือไม่ ประการใด

แนววินิจฉัย

     กรณีที่สำนักงานสาขาฯ ได้จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้แก่พนักงานต้อนรับในระหว่างการเดินทางเพื่อปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่างประเทศเป็นครั้งคราวในอัตราระหว่าง 2,000 บาท ถึง 2,500 บาทต่อวัน ซึ่งเกินกว่าอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการในการเดินทางไปราชการในต่างประเทศ ตามมาตรา 49 แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 ประกอบกับข้อ 10 แห่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงเดินทางและค่าเช่าที่พักในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2534 และบัญชีหมายเลข 3 ท้ายระเบียบฯ ดังกล่าวประเภท ข. ซึ่งให้เบิกเหมาจ่ายกำหนดในอัตรา 1,750 บาทต่อวัน นั้น หากพนักงานที่ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางจากสำนักงานสาขาฯ ในอัตราที่เกินกว่าอัตราดังกล่าวไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็น เฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น ให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงเฉพาะในส่วนที่ไม่เกินอัตรา 1,750 บาทต่อวัน เป็นค่า เบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลนั้นได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นฯ และได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงานดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ1(3) แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.59/2538 สำหรับค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางในส่วนที่เกินอัตรา 1,750 บาทต่อวัน นั้น สำนักงานสาขาฯ จะต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้ของพนักงานเพื่อหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร ต่อไป

เลขตู้

64/30898


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ