Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ระหว่างปีเพิ่มทุน 7 ล้านบาท แต่ก่อนสิ้นรอบลดทุนมาไม่เกิน 5 ล้านบาท ถือว่ายังเป็นบริษัท SMEs


เรื่อง ระหว่างปีเพิ่มทุน 7 ล้านบาท แต่ก่อนสิ้นรอบลดทุนมาไม่เกิน 5 ล้านบาท ถือว่ายังเป็นบริษัท SMEs
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 26/01/2023 - วันที่ตอบ 30/01/2023
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554
ปุจฉา
บริษัทหนึ่ง รอบระยะเวลาบัญชี 1 มกราคม - 31 ธันวาคม จดทะเบียนจัดตั้ง 10 มกราคม 2565 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ยังไม่ดำเนินงาน ปีนี้ปี 2566 คาดการณ์ว่าจะมีโครงการใหญ่ เดือนมกราคม 2566 จึงจดทะเบียนเพิ่มทุนอีก 6 ล้านบาท รวมเป็น 7 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่า ได้เลิกล้มโครงการใหญ่ไปแต่จะทำโครงการเล็กลง โดยรายได้ทั้งปี 2566 ประมาณการไว้ราว 20 ล้านบาท จึงจะจดทะเบียนลดทุนลง 2 ล้านบาท ให้เหลือทุนจดทะเบียนเป็น 5 ล้านบาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 นี้
เรียนถามอาจารย์ว่า
    รอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ นี้จะมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท แต่ว่าระหว่างปี 2566 เคยมีการเพิ่มทุนและมีทุนจดทะเบียนเป็น 7 ล้านบาท และก็จดทะเบียนลดทุนลงเหลือ 5 ล้านบาท ก่อนสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 นั้น บริษัทฯ นี้ก็ยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในความเป็น SME โดยได้รับยกเว้นภาษีของกำไรสุทธิส่วนแรก 300,000 บาท และได้รับการลดหย่อนอัตราภาษีจาก 20% เป็น 15% สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท ถูกต้องหรือไม่ครับ
วิสัชนา
ตามมาตรา 4 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 ได้กำหนดให้ยกเว้น และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท ซึ่งพอสรุปความได้ดังนี้
1. คุณสมบัติของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทแรก สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคมพ.ศ. 2556 เป็นต้นไป (ตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554) และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 15% ของกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป (ตามมาตรา 6 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554)
    (1) ต้องไม่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใดเกิน 5,000,000 บาท และ
    (2) ต้องไม่มีรายได้จากการขายสินค้า และการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีใดเกิน 30 ล้านบาท
    ทั้งนี้ ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป
(มาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554)

2. รายได้จากการขายสินค้า และรายได้จากการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินกว่า 30 ล้านบาท
    (1) รายได้จากการขายสินค้า หมายความว่า รายได้จากจำหน่าย จ่าย หรือโอนสินค้า อันได้แก่ ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ที่มีไว้เพื่อขายเท่านั้น ไม่ว่าจะโดยมีหรือไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทน และให้หมายความรวมถึงสัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว และการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร
    (2) รายได้จากการให้บริการ หมายความว่า รายได้จากการประกอบกิจการให้บริการ รวมทั้งรายได้จากการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า อาทิ ดอกเบี้ยรับ เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร
    อนึ่ง รายได้จากการขายสินค้า และการให้บริการดังกล่าว ย่อมหมายความรวมถึง รายได้ตามที่เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 65 ทวิ (4) หรือมาตรา 71 ทวิ รวมทั้งรายได้ที่กฎหมายกำหนดให้ถือว่าเป็นการขายสินค้าเฉพาะที่มีเพื่อขายตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ด้วย

3. สำหรับรายได้อื่นใดที่ไม่ใช่รายได้จากการประกอบกิจการขายสินค้าที่มีเพื่อเขาย หรือรายได้จากการให้บริการในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี จึงไม่นับรวมอยู่ในจำนวน 30 ล้านบาท อาทิ
    (1) กำไรจากการขายทรัพย์สิน
    (2) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการคำนวณค่าหรือราคาเงินตราต่างประเทศให้เป็นเงินตราไทย ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร
    (3) รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการส่งเสริมการขาย เช่น ส่วนลดเงินสด ส่วนลดพิเศษ ส่วนลดตามเป้า (Rebate/ Target Promotion) ค่าบริการหัวชั้น เงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยขน์ที่ได้จากการให้โดยเสน่หา
    (4) รายได้จากการให้โดยเสน่หา
    (5) รายได้จากการบริจาค
    (6) ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการละเมิด หรือการประกันภัย
    (7) ค่าปรับเนื่องจากผิดสัญญา

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
    กรณีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วเป็น 7 ล้านบาท แต่บริษัทฯ ก็ได้จดทะเบียนลดทุนลงเหลือ 5 ล้านบาท ก่อนสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 เช่นนี้ บริษัทฯ ยังคงมีคุณสมบัติที่จะได้สิทธิลดอัตรา และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 เนื่องจาก ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี บริษัทฯ ไม่เคยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วเกินกว่า 5 ล้านบาท แต่อย่างใด บริษัทฯ ย่อมได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยได้รับการลดอัตรา และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 ดังกล่าวข้างต้น




ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ