1. กรณีเช่ารถยนต์นั่งมูลค่า 40,000 บาท + VAT 2,800 บาท รวมทั้งสิ้น 42,800 ลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 36,000 บาท ตามมาตรา 4 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ. 2540 ออกตามความในมาตรา 65 ตรี (20) แห่งประมวลรัษฎากร “มาตรา 4 รายจ่ายต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (1) มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์ โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกิน คันละหนึ่งล้านบาท (2) ค่าเช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มี ที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกินคันละสาม หมื่นหกพันบาทต่อเดือนในกรณีที่เช่าเป็นรายเดือนหรือรายปี หรือค่าเช่าส่วนที่เกินคันละ หนึ่งพันสองร้อยบาทต่อวันในกรณีที่เช่าเป็นรายวัน เศษของเดือนให้คิดเป็นวัน หากเช่า ไม่ถึงหนึ่งวัน ให้คำนวณค่าเช่าตามส่วนของระยะเวลาที่เช่า ทั้งนี้ โดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วย” กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ถือว่า “ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่ารถยนต์นั่ง ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต” เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำค่าภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าเช่ารถยนต์นั่งดังกล่าว มาถือรวมเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ แต่ตามมาตรา 65 ตรี (20) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 4 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ. 2540 กำหนดให้นำค่าเช่ารถยนต์นั่ง รวมทั้งค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีซื้อสำหรับรถยนต์นั่งดังกล่าว มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีอากรได้แต่เพียงไม่เกิน 36,000 บาท ต่อเดือน เท่านั้น ดังนั้น กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าเช่ารถยนต์นั่งรายเดือน รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 42,800 บาท นั้น ตามตามมาตรา 65 ตรี (20) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 4 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 315) พ.ศ. 2540 กำหนดให้ถือเป็นรายจ่ายได้เพียงไม่เกิน 36,000 บาทต่อคับต่อเดือน รายจ่ายต้องห้ามในกรณีนี้คือ (42,800 – 36,000) = 6,800 บาท
2. ประเด็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.51 กรณีบริษัทฯ เสียภาษีจากประมาณการกำไร ตามมาตรา 67 ทวิ (1) แห่งประมวลรัษฎากร การคำนวณประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี (เพื่อให้ยอดกำไรและภาษีหัก ณ ที่จ่ายของทั้งปีใกล้เคียงกับประมาณการตาม ภ.ง.ด.51) บริษัทฯ สามารถเลือกใช้ยอดจริง 7 เดือน + ประมาณการ 5 เดือน ตามที่ต้องการ แต่ยอดภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่กรอกในแบบ ภงด.51 ควรใช้ยอดภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพียง 6 เดือนเท่านั้น เนื่องจากเป็นการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี หรือรอบระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี จำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จึงต้องเป็นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามมาตรา 67 ทวิ (1) แห่งประมวลรัษฎากร ด้วยเช่นกัน
3. กรณีตามข้อเท็จจริง ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัทฯ ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับเงินบริจาคให้แก่องค์กรการกุศลสาธารณะตามประกาศกระทรางการคลัง ที่กรมสรรพากรให้พิจารณาจากกำไรสุทธิของปีก่อน แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา"เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 152/2558 ใช้บังคับในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป เป็นแนวทางปฏิบัติที่กำหนดขึ้นเพื่อการพิจารณา “เหตุอันสมควร” ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากสับสน และไม่สามารถแสดงได้ว่าความ “สมควร” เกิดขึ้นจริง และโดยที่การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเพียงการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการประจำปี เท่านั้น ฉะนั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการพิจารณา “เหตุอันสมควร” ดังกล่าว กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งเพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ "ข้อ 1 กรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร (1) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว (2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว แต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว เนื่องจากได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษี” ดังนั้น เกี่ยวกับเงินบริจาคสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 (บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567) ไม่อาจนำมาคำนวณในร้อยละ 1 ของกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 ได้เลย เนื่องจากเป็นคนละรอบระยะเวลาบัญชี เนื่องจากการคำนวณกำไรสุทธิให้คำนวณเป็นรายรอบระยะเวลาบัญชี ไม่อาจข้ามรอบระยะเวลาบัญชี ตามตัวอย่างที่ยกขึ้นมาดังกล่าว
คุณ Sitthipong XXXXX สอบถามเพิ่มเติม: 1. ขออนุญาตถามเพิ่มเติม กรณีภาษีซื้อของค่าเช่ารถ ควรพิจารณาด้วยมาตรา 65 ตรี (20) หรือ (6 ทวิ) ? ทั้ง 2 วงเล็บใช้ต่างกันอย่างไร? 2. ประกาศ VAT (ฉบับที่ 42) ให้ถือว่า ภาษีซื้อของค่าเช่ารถ เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (6) น่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) เข้าใจแบบนี้ถูกต้องใช่หรือไม่? ถ้าไม่ใช่ รบกวนชี้แนะด้วยครับ 3. พ.ร.ฏ. (315) กับ พ.ร.ฏ. (243) ใช้กับกรณีใดบ้าง? รบกวนอธิบายเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่างด้วยครับ 4. ขออนุญาตถามเพิ่มเติม กรณีตามตัวอย่าง ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้ทั้ง 6,800 หรือ สามารถถอด VAT ที่แฝงในยอดนี้ ออกมาเป็นค่าใช้จ่ายตาม 65 ตรี (6 ทวิ) ได้?
สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา: 1 กรณีภาษีซื้อของค่าเช่ารถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ให้พิจารณาด้วยมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร จากนั้น หากค่าเช่ารถยนต์ดังกล่าว ซึ่งรวมภาษีซื้อตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร มีจำนวนรวมกันเกินกว่า 36,000 บาทต่อคันต่อเดือน จึงค่อยพิจารณานำส่วนที่เกิน 36,000 บาท ต่อคันต่อเดือน มาถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (20) แห่งประมวลรัษฎากร
2. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)ฯ ให้ถือว่า ภาษีซื้อของค่าเช่ารถรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ที่บริษัทฯ นำไปถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎาการ แต่ต้องไม่เกิน 36,000 บาท ต่อคันต่อเดือน ตามมาตรา 65 ตรี (20) แห่งประมวลรัษฎากร
3. ความแตกต่างของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีซื้อที่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 243) พ.ศ. 2534 กับพระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ. 2540 3.1 พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีซื้อที่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 243) พ.ศ. 2534 ออกโดยอาศัยอำนาจตามนัยมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อกำหนดรายการภาษีซื้อต้องห้ามที่ยอมให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไต้ ซึ่งได้แก่ ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร อันได้แก่ ภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ฯ นั่นเอง ทั้งนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป 3.2 พระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ. 2540 ออกโดยอาศัยอำนาจตามนัยมาตรา 65 ตรี (20) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อกำหนดรายการรายจ่ายเกี่ยวกับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตดังต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (1) มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกิน คันละหนึ่งล้านบาท (2) ค่าเช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มี ที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกินคันละสาม หมื่นหกพันบาทต่อเดือนในกรณีที่เช่าเป็นรายเดือนหรือรายปี หรือค่าเช่าส่วนที่เกินคันละ หนึ่งพันสองร้อยบาทต่อวันในกรณีที่เช่าเป็นรายวัน เศษของเดือนให้คิดเป็นวัน หากเช่า ไม่ถึงหนึ่งวัน ให้คำนวณค่าเช่าตามส่วนของระยะเวลาที่เช่า ทั้งนี้ โดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วย แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีประกอบธุรกิจซื้อขายหรือ ให้เช่าซื้อ หรือให้เช่ารถยนต์ประเภทดังกล่าว
4. กรณีตามตัวอย่าง ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้ทั้ง 6,800 บาท ไม่สามารถถอด VAT ที่แฝงในยอดนี้ ออกมาเป็นค่าใช้จ่ายตาม 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร ได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |