Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

พ.ร.ฏ.376 การขายอสังหาริมทรัพย์
| เรื่อง | พ.ร.ฏ.376 การขายอสังหาริมทรัพย์ |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 18/04/2023 - วันที่ตอบ 20/04/2023 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีธุรกิจเฉพาะ |
| ข้อกฎหมาย | พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 376) พ.ศ. 2544 |
| ปุจฉา | จากคำถาม - คำตอบของคุณ Noi Vareewan ครั้งก่อนเห็น อ. อธิบายว่าสามารถนำ พ.ร.ฎ. (376) มาใช้เพื่อเลือกว่าจะยื่น ภ.ง.ด.90 หรือไม่นำมายื่นได้ ขอรบกวนอธิบายให้ความกระจ่างหน่อยได้ไหมคะ ว่าแตกต่างกันอย่างไร แบบไหนได้สิทธิ ไม่ได้สิทธิคะ |
| วิสัชนา | 1. ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 376) พ.ศ. 2544 บัญญัติว่า “มาตรา 3 ผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตาม มาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 ซึ่งได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (5) แห่งประมวลรัษฎากร และได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะไว้แล้ว เมื่อถึงกำหนดยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ดังกล่าวไม่ขอรับเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นคืนหรือไม่ขอเครดิตเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน” จากบทบัญญัติดังกล่าว อาจแยกพิจารณาได้ดังนี้ 1.1 กรณีที่ต้องบทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 376) พ.ศ. 2544 ต้องเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล 1.2 ผู้มีเงินได้ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 ดังต่อไปนี้ เท่านั้นที่จะได้สิทธิประโยชน์ ให้เลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่าที่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร การขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ต้องไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 4 (1)(2)(3)(4) หรือ (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ดังต่อไปนี้ (1) การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการจัดสรรที่ดิน (2) การขายห้องชุดของผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนอาคารชุด ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด (3) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อขาย รวมถึงการ ขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าว (4) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) หรือ (3) เฉพาะกรณีที่มีการแบ่งขายหรือมีการแบ่งแยกไว้เพื่อขาย โดยได้จัดทำถนนหรือสิ่ง สาธารณูปโภคอื่น หรือให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีสิ่งดังกล่าว อนึ่ง สำหรับกรณีตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ของนิติบุคคลตามมาตรา 77/1 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ จึงไม่เกี่ยวกับการได้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 376) พ.ศ. 2544 แต่อย่างใด 1.3 ผู้มีเงินได้ได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะไว้แล้ว ในขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายที่ดิน ตามมาตรา 91/10 วรรคห้า แห่งประมวลรัษฎากร 1.4 ผู้มีเงินได้จากการ “ขาย” อสังหาริมทรัพย์นั้นได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (5) แห่งประมวลรัษฎากร 1.5 ผู้มีเงินได้ดังกล่าวต้องไม่ขอรับเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นคืน หรือไม่ขอเครดิตเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ดังนั้น กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขายที่ดินเป็นทางค้าหากำไร ตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 โดยไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) หรือ (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 ดังกล่าว หากเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และถูกหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ในขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินแล้ว ก็ไม่ต้องนำเงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าว มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปีอีก ตามนัยมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 376) พ.ศ. 2544 ดังกล่าว 2. กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้อสังหาริมทรัพย์มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร นั้น โดยทั่วไปเมื่อนำมาขายย่อมไม่ได้สิทธิในการเลือกเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 48 (4) แห่งประมวลรัษฎากร โดยเฉพาะที่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 4 (1)(2)(3) หรือ (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 แต่หากแม้ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร และเป็นขายอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 และครบองค์ประกอบตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 376) พ.ศ. 2544 ก็ย่อมได้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้เท่าที่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ทั้งนี้ เนื่องจากกรณีตามบทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 376) พ.ศ. 2544 เป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติขึ้นเพื่อการผ่อนปรนให้ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ เพราะเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 และถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (5) แห่งประมวลรัษากร แล้ว ก็ให้ได้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้เท่าที่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ไม่ว่าตนเองจะได้อสังหาริมทรัพย์นั้นมาโดยทางใด อันเป็นการตัดบทการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมิน ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |