1. ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2494 ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลัง 25 เม.ย. 2494 เป็นต้นไป ดังนี้ “มาตรา 76 ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้”
2. ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 2/2526 เรื่อง ภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2526 คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ได้วินิจฉัยว่า “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในต่างประเทศขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในประเทศโดยบุคคลในประเทศเป็นผู้ดำเนินการแนะนำให้ผู้สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ถ้าบุคคลในประเทศได้ประกอบธุรกิจอย่างเป็นอิสระจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในต่างประเทศดังกล่าว โดยปรากฏว่า (1) ในทางปฏิบัติ บุคคลในประเทศได้กระทำการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนเพื่อการขายสินค้าให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่าง ๆ ในต่างประเทศเป็นการทั่วไปโดยมิได้กระทำให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในต่างประเทศแห่งใดแห่งหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะหรือเป็นส่วนใหญ่ และ (2) ไม่มีสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างบุคคลในประเทศกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในต่างประเทศที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิบุคคลในประเทศในการกระทำการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนเพื่อการขายสินค้าประเภทเดียวกันกับบุคคลอื่นในต่างประเทศและในทางปฏิบัติไม่เคยปรากฏว่ามีการจำกัดสิทธิเช่นนั้น และ (3) ในการประกอบธุรกิจดังกล่าว บุคคลในประเทศมิได้รับประโยชน์อย่างอื่นจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในต่างประเทศ เว้นแต่ค่านายหน้าสำหรับการซื้อขายสินค้าแต่ละคราวเท่านั้น และ (4) ในการซื้อขายสินค้า ผู้ซื้อสินค้าได้ชำระหรือจะได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในต่างประเทศซึ่งเป็นผู้ขายสินค้านั้นโดยตรง กรณีเช่นนี้ พึงเข้าใจได้ว่า บุคคลในประเทศมิใช่เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในต่างประเทศ “มี” ในการประกอบกิจการในประเทศไทยตามความในมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร คำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” หมายความถึง บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามคำนิยามในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร คำวินิจฉัยนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ที่ลงในคำวินิจฉัยนี้เป็นต้นไป”
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีตามข้อเท็จจริง หากบริษัทฯ ในฐานะนายหน้า ผู้ดำเนินการขายสินค้าแทนบริษัทผู้ขายในต่างประเทศ ให้แก่ผู้สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยที่ผู้ขายในต่างประเทศ จัดส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศโดยตรงไม่ผ่านบริษัทฯ แล้วผู้ซื้อโอนชำระค่าสินค้ามาให้กับบริษัทฯ ในประเทศไทย หลังจากนั้นบริษัทฯ ทำการโอนเงินให้กับบริษัทผู้ขายสินค้าในต่างประเทศ โดยหักค่านายหน้าไว้ตามที่ตกลงกัน นั้น ถ้าบริษัทฯ ในประเทศเทศไทยได้ประกอบธุรกิจอย่างเป็นอิสระจากบริษัทในต่างประเทศดังกล่าว ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 2/2526 เรื่อง ภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2526 ข้างต้น บริษัทฯ ย่อมมิใช่เป็น “ลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ” ที่บริษัทในต่างประเทศ “มี” ในการประกอบกิจการในประเทศไทยตามความในมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวอย่างคำวินิจฉัยของกรมสรรพากร กรณีตามข้อเท็จจริง แม้การประกอบกิจการของบริษัทจะเข้าลักษณะตามข้อ (1) - (4) ของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 2/2526ฯ ลงวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2526 แต่บริษัทยังได้ให้บริการทางด้านเทคนิคหลังการขายแก่ผู้ซื้อสินค้า รวมทั้งติดตามการชำระราคาค่าสินค้าจาก ผู้ซื้อซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของบริษัทในประเทศสิงคโปร์ การประกอบกิจการเป็นตัวแทนนายหน้าของบริษัทจึงไม่ถือเป็นการประกอบธุรกิจอย่างเป็นอิสระจากบริษัทในประเทศสิงคโปร์แต่เข้าลักษณะเป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้บริษัทในประเทศสิงคโปร์ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ถือได้ว่า บริษัทในประเทศสิงคโปร์ได้ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นบริษัทจึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการเสียภาษีแทนบริษัทในประเทศสิงคโปร์ (หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/950 ลงวันที่. 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549)
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |