Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

จ้างนักแสดงสาธารณะชาวต่างชาติมาร้องเพลงในไทย / บริษัทฯ จ้างบุคคลชาวมาเลเซียทำ PR โปรโมทที่มาเลเซีย / จ้างที่ปรึกษาบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ เรื่องการจัดแข่งกีฬาในไทย
| เรื่อง | จ้างนักแสดงสาธารณะชาวต่างชาติมาร้องเพลงในไทย / บริษัทฯ จ้างบุคคลชาวมาเลเซียทำ PR โปรโมทที่มาเลเซีย / จ้างที่ปรึกษาบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ เรื่องการจัดแข่งกีฬาในไทย |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 01/12/2022 - วันที่ตอบ 27/12/2022 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีมูลค่าเพิ่ม |
| ข้อกฎหมาย | มาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 |
| ปุจฉา | รบกวนสอบถามค่ะ เนื่องจากได้โทรหาสรรพากร 1161 แล้วได้คำตอบไม่ตรงกัน (โทรไป 2 ครั้ง) a. บริษัทฯ ทำสัญญาจ้างผู้จัดหาศิลปินนาย A (เป็นบุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลีย) เพื่อนำนักแสดงสาธารณะมาร้องเพลงในงาน Event ที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดในประเทศไทย โดยนาย A จะเดินทางมาพร้อมศิลปินและอยู่ในไทยไม่เกิน 10 วัน *ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย b. บริษัทฯ ทำสัญญากับนักแสดงสาธารณะ (ชาวออสเตรเลีย) มาทำการแสดงในประเทศ โดยศิลปินจะอยู่ในประเทศไทยไม่เกิน 10 วัน *ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย c. บริษัทฯ จ้างบุคคลชาวมาเลเซียทำ PR ประชาสัมพันธ์โปรโมทงานและ Event ของประเทศไทยโดยเผยแพร่ที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อประชาสัมพันธ์ และโปรโมทประเทศไทย *ชาวมาเลมีเดินทางเข้ามาที่ไทยเพื่อมาคุยงานประมาณ 3 วันเราทำการชำระเงินในไทย d. บริษัทฯ จ้างที่ปรึกษาชาวต่างชาติ (บุคคลธรรมดาชาว USA) เรื่องการจัดแข่งกีฬาเป็นเงิน 10,000 เหรียญ ชาวต่างชาติเข้ามาในไทยก่อน (ประมาณ 20 วันเพื่อมาเที่ยว) หลังจากพูดคุยพอเขาบินกลับไปที่ USA ทำการวางแผนงานคร่าวๆ กลับมาจึงทำการจ้างเป็นที่ปรึกษา คำถาม ทั้ง 3 กรณี ในแต่ละกรณีเราต้องทำหัก ณ ที่จ่ายไหมคะ หรือต้องคำณวนภาษีแบบอื่นและต้องนำส่ง VAT ภพ 36 ไหมคะ เรื่อง VAT เคลียร์คะ แต่ขอทราบเรื่องการหัก ณ ที่จ่ายได้ไหมคะ ว่าแต่ละกรณี a b c d ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือชำระภาษีอะไรเพิ่มไหมคะ |
| วิสัชนา | a. ตามข้อ 9 ข้อ 10 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ลงวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2544 “ข้อ 9 การเสียภาษีเงินได้ของคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย และการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินได้ให้แก่คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงให้ปฏิบัติ ดังนี้ (1) กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องนำเงินได้ที่ได้รับจากการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร การจ่ายค่าจัดหานักแสดงสาธารณะให้แก่คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตามมาตรา 50 (1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร ... กรณีคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะ มาแสดงมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บ ภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ ข้อ 10 การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง (1) การให้บริการของนักแสดงสาธารณะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่า เพิ่มตามมาตรา 81 (1)(ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร (2) การจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนในลักษณะเป็นค่าเข้าชมการแสดง หรือค่าตอบแทนอื่นในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่เป็นการจัดการแสดงเพื่อการ กุศลสาธารณะหรือการแข่งขันกีฬาสมัครเล่น ตามมาตรา 81 (1)(ฑ) และ (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร การจัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ ตามวรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมใน สาขานาฏศิลป์ สาขาดุริยางคศิลป์และสาขาคีตศิลป์ ซึ่งผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะมิได้เรียกเก็บค่าบริการโดยตรงจากผู้ชมหรือผู้ฟัง แต่ไม่รวมถึงการให้บริการโดยกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่นได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากรและ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 11) เรื่อง กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการให้บริการที่ เป็นงานทางศิลปะและ วัฒนธรรมตามมาตรา 81 (1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 (3) การติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง หรือแข่งขันในประเทศไทยของ คู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูล ค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร (4) การจ่ายค่าบริการตาม (2) และ (3) ให้แก่ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่า เพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร (ก) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดง สาธารณะในประเทศไทย หรือคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมา แสดงหรือแข่งขันในประเทศไทยที่ได้เข้ามา ดำเนินการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะในราช อาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว (ข) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย โดยได้ดำเนินการติดต่อจัดหานักแสดงสาธารณะในต่างประเทศ” ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีบริษัทฯ ทำสัญญาจ้างผู้จัดหาศิลปินนาย A (เป็นบุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลีย) เพื่อนำนักแสดงสาธารณะมาร้องเพลงในงาน Event ที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดในประเทศไทย โดยนาย A จะเดินทางมาพร้อมศิลปินและอยู่ในไทยไม่เกิน 10 วัน *ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย เช่นนี้ นาย A เป็นคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดงในประเทศไทย การชำระค่าบริการให้กับนาย A เป็นค่าตอบแทนในการให้บริการดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า นาย A บุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลีย มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมิน นาย A บุคคลธรรมดาชาวออสเตรเลียดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวในประเทศไทยแต่อย่างใด ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร b. ตามข้อ 17 แหงอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – ออสเตรเลีย ว่าด้วย “นักแสดง” กำหนดหลักเกณฑ์ ในการเสียภาษีเงินได้ของนักแสดงชาวออสเตรเลียในประเทสไทยดังนี้ “ข้อ 17 นักแสดง 1. โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติในข้อ 14 และ 15 เงินได้ที่นักแสดง (เช่น การละคร ภาพยนตร์ นักแสดง วิทยุหรือโทรทัศน์ นักดนตรีและนักกีฬา) ได้รับจากกิจกรรมส่วนบุคคลของตนเช่นว่านั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่กิจกรรมนั้นเกิดขึ้น 2. ในกรณีเงินได้ในส่วนที่เกี่ยวกับกิจกรรมส่วนบุคคลของนักแสดงเช่นว่านั้น มิได้เกิดขึ้นกับตัวนักแสดงเอง แต่เกิดขึ้นกับบุคคลอื่น เงินได้นั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่กิจกรรมนั้นๆ ของนักแสดงได้มีการกระทำ โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติของข้อ 7, 14 และ 15 ที่บังคับอยู่ 3. โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติของข้อ 7 ในกรณีกิจกรรมตามที่ระบุในวรรค 1 ได้จัดให้มีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง โดยวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง กำไรซึ่งวิสาหกิจเช่นว่านั้นได้รับจากการจัดให้มีกิจกรรมดังกล่าว อาจเก็บภาษีได้ในรัฐที่กล่าวถึงรัฐแรก เว้นแต่กรณีวิสาหกิจดังกล่าวได้รับเงินอุดหนุนส่วนใหญ่จากกองทุนสาธารณะของอีกรัฐหนึ่ง รวมทั้งจากส่วนราชการใดๆ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือองค์การตามกฎหมายของอีกรัฐหนึ่งนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติของกิจกรรมเช่นว่านั้น 4. บทบัญญัติของวรรค 1 และ 2 มิให้ใช้บังคับกับเงินได้ที่นักแสดงได้รับเนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ที่กระทำในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง หากการมาเยือนรัฐนั้นได้รับเงินอุดหนุนส่วนใหญ่จากกองทุนสาธารณะของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง รวมทั้งส่วนราชการใดๆ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรตามกฎหมายของอีกรัฐหนึ่งนั้น” ตามข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ของนักแสดงสาธารณะ ผู้จัดให้มีการแสดงของนักแสดงสาธารณะ และคู่สัญญาที่จัดหานักแสดงสาธารณะมาแสดง ลงวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2544 “ข้อ 5 นักแสดงสาธารณะที่มีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ และเข้ามาแสดงหรือแข่งขันในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ทั้งนี้ ไม่ว่าการจ่ายเงิน ได้ดังกล่าวจะจ่ายในหรือนอกประเทศ นักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่งมี หน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและชำระภาษี โดยปฏิบัติตามข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 4 กรณีนักแสดงสาธารณะมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศนั้น ๆ ข้อ 6 คนต่างด้าวที่มีเงินได้พึงประเมินจากการเป็นนักแสดงสาธารณะในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด เพื่อขอรับใบผ่านภาษีอากรภายในกำหนดเวลา ไม่เกิน 15 วันก่อนออกเดินทาง ไม่ว่ามีเงินภาษีอากรที่ต้องชำระ หรือไม่ตามมาตรา 4 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 7 การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้ผู้จ่ายเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในเจ็ด วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ดังนี้ ... (2) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ดังนี้ (ก) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักภาษีไว้ในอัตราร้อยละ 5.0 (ข) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ ให้คำนวณหักภาษีไว้ตามอัตราที่ กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีบริษัทฯ ทำสัญญากับนักแสดงสาธารณะ (ชาวออสเตรเลีย) มาทำการแสดงในประเทศไทย โดยศิลปินจะอยู่ในประเทศไทยไม่เกิน 10 วัน *ทั้งนี้ สัญญาได้เซ็นสัญญาก่อนที่จะเดินทางมาในไทยและทำการชำระเงินก่อนที่จะเข้ามาเมืองไทย เช่นนี้ เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ค่าแสดงให้แก่นักแสดงชาวออสเตรเลีย บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า โดยไม่ยกเว้นภาษีเงินได้ 150,000 บาทแรก และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาท้องที่ ภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 c. กรณีบริษัทฯ จ้างบุคคลชาวมาเลเซียทำ PR ประชาสัมพันธ์โปรโมทงานและ Event ของประเทศไทยโดยเผยแพร่ที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อประชาสัมพันธ์ และโปรโมทประเทศไทย *ชาวมาเลมีเดินทางเข้ามาที่ไทยเพื่อมาคุยงานประมาณ 3 วันเราทำการชำระเงินในไทย เช่นนี้ เงินได้ที่บริษัทฯ ได้จ่ายดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุคคลธรรมดาชาวมาเลเซีย มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมิน บุคคลธรรมดาชาวมาเลเซียดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวในประเทศไทยแต่อย่างใด ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร d. บริษัทฯ จ้างที่ปรึกษาชาวต่างชาติ (บุคคลธรรมดาชาว USA) เรื่องการจัดแข่งกีฬาเป็นเงิน 10,000 เหรียญ ชาวต่างชาติเข้ามาในไทยก่อน (ประมาณ 20 วันเพื่อมาเที่ยว) หลังจากพูดคุยพอเขาบินกลับไปที่ USA ทำการวางแผนงานคร่าวๆ กลับมาจึงทำการจ้างเป็นที่ปรึกษา เช่นนี้ เงินได้ที่บริษัทฯ ได้จ่ายดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุคคลธรรมดาชาวสหรัฐอเมริกา มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมิน บุคคลธรรมดาชาวสหรัฐอเมริกาดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวในประเทศไทยแต่อย่างใด ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |