การดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 ฯ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ดังนี้ 1. การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากไม่ว่าจะเป็นของเสียหรือสินค้าที่โดยสภาพไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น หรือของเสียหรือสินค้าที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาไว้ได้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้ (1) ต้องมีระบบการควบคุมภายในที่ดีเกี่ยวกับการทำลายสินค้า โดย (ก) ทำการตรวจสอบสภาพสินค้าดังกล่าวว่า เสียหายตามเงื่อนไขที่แต่ละกิจการได้กำหนดไว้หรือไม่ และ (ข) ต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าเสียหายตามเงื่อนไขที่กำหนดดังกล่าว (ค) กรณีสินค้าที่ได้รับคืน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องมีเอกสารหลักฐานการรับคืนสินค้า ซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่รับคืน เช่น วันเดือนปีที่รับคืน ปริมาณสินค้า ชนิดสินค้าหรือรหัสสินค้า สาเหตุที่รับคืนสินค้า เลขที่อ้างอิงของการสั่งซื้อสินค้าที่รับคืนนั้น และให้มีการลงลายมือชื่อของลูกค้าที่คืนสินค้า พนักงานที่รับคืนสินค้าด้วย เมื่อมีการนำสินค้าที่รับคืนมาเก็บไว้เพื่อรอทำลาย ให้พนักงานฝ่ายคลังสินค้าที่เก็บรักษาสินค้าเสียหายตรวจนับและลงลายมือชื่อกำกับไว้ พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายบัญชีทราบด้วย (2) เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายแล้ว ให้มีบุคคลอย่างน้อยประกอบด้วย ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย ทั้งนี้
2. การแจ้งการทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซาก (1) สำหรับของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพไม่สามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้ เช่น ของสด เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์อาหารที่บูดเน่า เป็นต้น ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซาก โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่กรมสรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายก็ได้ (2) สำหรับของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้เมื่อมีปริมาณที่เหมาะสม ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องแจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ซึ่งสรรพากรพื้นที่ หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี
ต่อขุ้อถาม ขอเรียนว่า กรณีบริษัทฯ ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น สายไฟเสียหายจากการผลิต ยังเป็นวัตถุดิบอยู่ ยังไม่ได้ประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูป นั้น 1. บริษัทฯ สามารถขายเป็นเศษซาก ให้แก่ผู้ที่รับซื้อไปได้เลย โดยไม่ต้องแจ้งการทำลายสินค้าให้เจ้าพนักงานสรรพากรรับทราบแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องคำนึงถึง “ราคาตลาด” ของเศษซากสินค้าดังกล่าว 2. หากบริษัทฯ ประสงค์จะทำลาย บริษัทฯ พึงต้องแจ้งการทำลายสินค้านั้น ให้เจ้าพนักงานสรรพากรทราบตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 ฯ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ดังกล่าวข้างต้น ทั้งกรณีสินค้าที่ผลิตเป็นสินค้าแล้ว แต่ว่าเป็นสินค้าเสื่อมสภาพ สินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าชำรุด สินค้าล้าสมัย วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตแต่ยังไม่ได้นำไปผลิตแต่หมดอายุ รวมทั้งเศษซากจากกระบวนการผลิด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |