การจัดการสินค้าคงเหลือในร้านชาบูและข้อกำหนดทางภาษี 1. การแยกวัตถุดิบตามรูปแบบการขาย - เซตเมนู : แต่ละชุดมีปริมาณวัตถุดิบชัดเจน (เนื้อ ผัก น้ำซุป น้ำจิ้ม ฯลฯ) จึงสามารถเบิกจากสต็อกวัตถุดิบทั่วไปตามสัดส่วนได้เลย ไม่จำเป็นต้องเปิดสต็อกแยกตามชื่อเมนู แต่ให้บันทึกการใช้วัตถุดิบทั้งหมดในหมวดสินค้ารวม เช่น สต็อกเนื้อ สต็อกผัก จากนั้นค่อยกระจายไปยังชุดเมนูตามส่วนผสมที่กำหนด
- การสั่งเพิ่ม (A-La-Carte) : วัตถุดิบแบบสั่งเพิ่ม (เนื้อสไลซ์ ผักเพิ่ม ไข่ น้ำดื่ม ฯลฯ) มีปริมาณและราคาเจาะจง จึงบันทึกเป็นการเบิกวัตถุดิบปกติออกจากหมวดสินค้าตามประเภทได้ทันที เช่น เบิกเนื้อเพิ่มจากสต็อกเนื้อ, เบิกผักจากสต็อกผัก ซึ่งสามารถรวมกับสต็อกสำหรับเซตเมนูได้
- บุฟเฟต์ : การทานบุฟเฟต์ทำให้ปริมาณการใช้วัตถุดิบต่อคนไม่แน่นอน บริษัทอาจจัดสต็อกใหญ่เป็นหมวด เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ซีฟู้ด แล้วจึงประเมินการเบิกตามจำนวนลูกค้าหรือข้อมูลประวัติการใช้ แต่โดยหลักการยังถือเป็นสต็อกวัตถุดิบเดิม และควรติดตามปริมาณการใช้เป็นรอบๆ เช่น นับวัตถุดิบก่อน-หลังการให้บริการบุฟเฟต์ เพื่อคำนวณต้นทุนเฉลี่ย
- หมวดวัตถุดิบหลัก : โดยสรุป สต็อกทั้งหมดควรจัดเก็บตามประเภทวัตถุดิบหลัก เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นม เครื่องปรุง ฯลฯ ซึ่งช่วยให้การควบคุมจำนวนและการนับสต๊อกสะดวกขึ้น การจัดหมวดเช่นนี้สอดคล้องกับแนวทางการจัดการสต๊อกของร้านอาหารทั่วไป เช่น รวบรวมสินค้า similar items ทั้งหมดไว้ด้วยกัน เช่น เนื้อทั้งหมดเป็นกลุ่มเดียว
คำแนะนำ : ควรแยกหมวดสินค้าในรายงานเป็น 2 ส่วนหลัก: - วัตถุดิบ (Raw Materials) : เนื้อสัตว์, ผัก, ซอส (นับเป็นน้ำหนัก/ปริมาณ)
- สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) : น้ำดื่มขวด, ไอศกรีม (นับเป็นหน่วยชิ้น
สรุป การจัดการสินค้าคงเหลือตามรูปแบบการขายร้านชาบู รูปแบบการขาย | ลักษณะการใช้วัตถุดิบ | แนวทางจัดการสต็อก | ประเด็นภาษี | เซตเมนู (Set) | ปริมาณต่อชุดชัดเจน | ใช้สต็อกวัตถุดิบรวม ตัดตาม BOM | ไม่ต้องแยกสต็อกตามชื่อเมนู | สั่งเพิ่ม (A-La-Carte) | ปริมาณ/ราคาชัดเจน | เบิกออกจากสต็อกตามประเภท | ตรวจสอบยอดกับ POS | บุฟเฟต์ | ใช้ไม่แน่นอนต่อคน | ตัดตามค่าเฉลี่ย/ประวัติการใช้ | ต้องมี Yield & สูตรเฉลี่ย | วัตถุดิบหลัก | Raw Material | จัดตามหมวด (เนื้อ ผัก ฯลฯ) | สอดคล้องการตรวจสอบ | สินค้าสำเร็จรูป | FG | นับเป็นหน่วย | ตัดจ่ายตรงตามขาย |
2. การจัดทำรายงานสินค้าคงเหลือ - ถ้าตามกฎหมายประมวลรัษฎากร สำหรับกิจการร้านอาหาร ภัตตาคารขายอาหาร ซึ่งถือเป็นการประกอบกิจการให้ “บริการ” จึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (Stock Book) ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร
- ดังนั้น สรรพากรไม่ได้กำหนดให้กิจการร้านอาหารต้องจัดทำ Stock แต่อย่างไรก็ตามในทางบัญชีเพื่อการควบคุมภายในที่ดี อาจจะกำหนดให้จัดทำรายงานเพื่อควบคุมรายการสินค้า และจัดให้มีการตรวจนับประจำเดือน หรือประจำปี ณ วันสิ้นงวด เพื่อความถูกต้องของข้อมูล ความครบถ้วนของงบการเงิน (ไม่จำเป็นต้องตรวจนับทุกวัน เว้นแต่เป็นนโยบายภายในบริษัทเอง)
“มาตรา 87 ภายใต้บังคับมาตรา 87/1 และมาตรา 87/2 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย (2) รายงานภาษีซื้อ (3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า” |
- การจัดทำ Stock มีความสำคัญอย่างมาก ส่งผลต่อการรับรู้ต้นทุนสินค้า ส่งผลไปยังกำไรหรือขาดทุนของกิจการ และส่งผลไปถึงการเสียภาษี ตามแบบ ภ.ง.ด.50 (แม้กฎหมายไม่ได้บังคับให้จัดทำ Stock สำหรับธุรกิจบริการ แต่บริษัทก็ยังต้องมีข้อมูลเพื่อพิสูจน์ รายการต้นทุนที่เกิดขึ้นว่าถูกต้องหรือไม่ สอดคล้องกับรายได้หรือไม่)
ทางปฏิบัติที่นิยมจัดทำ : นำระบบ POS หรือโปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกการตัดสต็อกอัตโนมัติ (Perpetual) แล้วค่อย ตรวจนับยอดจริง (Physical Check) เดือนละครั้ง เพื่อปรับปรุงส่วนต่างให้ตรงกัน วิธีนี้จะถือว่าทำรายงานสินค้าต่อเนื่องถูกต้องและตรวจสอบได้ง่ายกว่า
หน้าที่จัดทำรายงานสินค้าคงเหลือตามกฎหมาย ประเด็น | หลักกฎหมาย | แนวปฏิบัติ | หน้าที่ทำ Stock | ม.87 ใช้กับกิจการขายสินค้า | ร้านอาหาร = ธุรกิจบริการ ไม่บังคับต้องจัดทำ | ทางบัญชี | ต้องพิสูจน์ต้นทุน | ควรทำเพื่อความน่าเชื่อถือ | แนวทางที่นิยม | — | POS ตัดสต็อก + นับจริงรายเดือน/รายปี | ผลกระทบภาษี | ภ.ง.ด.50 สอดคล้องกับทางบัญชี | ควรจัดทำ Stock เพื่อคำนวณหากำไร/ขาดทุน |
การนับ Stock และเอกสารประกอบสำหรับร้านอาหาร - ไม่มีหลักเกณฑ์พิเศษสำหรับร้านอาหารในการรับรู้ความเสียหายจากการสูญเสียวัตถุดิบสดโดยตรง แต่สินค้าสดจะเน่าเสื่อมได้ง่าย จึงต้อง บันทึกสาเหตุการสูญเสียอย่างละเอียด ถ้ามีสินค้าสูญเสียโดยไม่มีหลักฐานรองรับ จะถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าการสูญเสียเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเป็นปกติของธุรกิจ เช่น เน่าเสีย การสูญเสียจาการตัดแต่ง ส่วนที่เสียหายนั้นสามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้เต็มจำนวน จึงควรเก็บหลักฐานมาประกอบการตรวจสอบให้ชัดเจน
- เอกสารประกอบที่ควรจัดเตรียม ได้แก่ ใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินซื้อวัตถุดิบ, ใบเบิกหรือใบโอนวัตถุดิบ (หากมีหลายสาขา) และ รายงานการนับสินค้าคงเหลือ (stock count sheet) ซึ่งระบุรายละเอียดสินค้าแต่ละรายการอย่างครบถ้วน เช่น ชื่อสินค้า, หน่วยนับ, จำนวนคงเหลือ, ราคาต่อหน่วย และมูลค่ารวม รวมถึงบันทึกการทิ้งของเสียหรือการใช้งานจริงในแต่ละวัน ภาพถ่าย การเก็บเอกสารเหล่านี้ช่วยให้สามารถตรวจสอบที่มาของการเปลี่ยนแปลง Stock ได้ชัดเจน เมื่อตรวจพบส่วนต่างหรือการสูญเสีย สามารถชี้แจงได้ว่าเกิดจากการใช้ในกิจการจริงหรือเกิดจากความเสียหายตามปกติ
หลักเกณฑ์สำหรับวัตถุดิบสดและการสูญเสีย ธุรกิจร้านอาหารมีประเด็นเรื่องการสูญเสีย (Waste) สูง ซึ่งสรรพากรเข้าใจดี แต่ต้องมีหลักฐานดังนี้: ประเด็น | วิธีการจัดการและเอกสารที่ต้องมี | การสูญเสียปกติ (Normal Loss) | เช่น การตัดแต่งเนื้อ การล้างผักที่ต้องคัดส่วนที่เสียออก ต้องมี "รายงานสรุปการสูญเสีย" ระบุว่าวันนี้มี Waste จากการตัดแต่งกี่กิโลกรัม | การระเหย/หดตัว | สินค้าแช่แข็งเมื่อละลายน้ำหนักจะหายไป (Yield Loss) ควรมีการทำ Yield Test เพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานไว้ชี้แจง | สินค้าเสีย/หมดอายุ | หากต้องทิ้งเนื่องจากเน่าเสีย ต้องมี "ใบบันทึกการทำลาย/ทิ้งสินค้า" โดยมีหัวหน้างานเซ็นรับรอง เพื่อใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ โดยให้ปฏิบัติตามข้อ 3.1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 และไม่ต้องแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่สรรพากรทราบก่อน |
การจัดการส่วนสูญเสียเกินปกติ (Abnormal Loss) หากเกิดกรณีไฟฟ้าดับทำให้ตู้แช่เสียและเนื้อสัตว์เน่าเสียทั้งหมด หรือพนักงานทำวัตถุดิบเสียหายปริมาณมาก สิ่งเหล่านี้ถือเป็น "ส่วนสูญเสียเกินปกติ" ซึ่งบริษัทไม่สามารถตัดจ่ายผ่าน BOM ตามปกติได้บริษัทต้องดำเนินการตามขั้นตอนการตัดทำลายสินค้าชำรุดตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 เพื่อให้สามารถตัดยอดออกจากรายงานได้โดยไม่มีภาระภาษี ประเภทส่วนสูญเสีย | การบันทึกในรายงาน | ผลทางภาษี | สูญเสียปกติ (เตรียมอาหาร) | รวมอยู่ใน BOM/Yield ตัดจ่ายตามยอดขาย | ตัดเป็นรายจ่ายได้ตามปกติ ไม่ต้องแจ้งทำลาย | สูญเสียเกินปกติ (เน่าเสีย) | บันทึกจ่ายออกโดยอ้างอิง "ใบอนุมัติทำลาย" | ตัดรายจ่ายได้เมื่อทำตามขั้นตอน คำสั่งกรมสรรพากรที่คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 | สินค้าหาย (หาสาเหตุไม่ได้) | บันทึกจ่ายออกโดยอ้างอิง "การปรับปรุง Stock" | ต้องเสีย VAT 7% จากราคาตลาด และเบี้ยปรับ |
ระบบการควบคุมเอกสารและการเบิกจ่ายวัตถุดิบภายใน เพื่อให้รายงานสินค้าและวัตถุดิบมีความน่าเชื่อถือสูงสุด บริษัทควรวางระบบเอกสารที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นกระบวนการ ตั้งแต่การสั่งซื้อจนถึงการขาย 1. เอกสารด้านรับ (Goods Receipt) ทุกครั้งที่วัตถุดิบส่งถึงร้าน เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบปริมาณและสภาพให้ตรงกับใบกำกับภาษีซื้อหรือใบส่งของและต้องลงบันทึกในระบบ "รับเข้าสต็อก" ทันที เพื่อป้องกันการนำวัตถุดิบไปใช้ก่อนบันทึกรับ ซึ่งจะทำให้ยอดสต็อกในระบบติดลบและเป็นจุดผิดสังเกตในการตรวจสอบ 2. เอกสารด้านจ่าย/เบิก (Material Requisition) ในร้านชาบูขนาดใหญ่ที่มีการแยกคลังสินค้าส่วนกลางและครัวเตรียมอาหาร ควรมีเอกสาร "ใบเบิกวัตถุดิบ"เพื่อใช้ยืนยันการไหลของสินค้าจากคลังไปยังส่วนการผลิต ใบเบิกนี้จะเป็นหลักฐานสำคัญในการลงรายการ "จ่าย" ในรายงานสินค้าและวัตถุดิบของคลังกลาง และเป็นรายการ "รับ" สำหรับรายงานสินค้าคงคลังหน้าครัว 3. รายงานสรุปยอดขายรายวัน (POS Sales Summary) รายงานขายจากระบบ POS คือหลักฐานที่ใช้สนับสนุนการตัดยอดจ่ายตาม BOM ให้ลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบด้วย "ยอดรวมการจ่ายเป็นรายวัน" โดยใช้รายงานสรุปยอดขายรายวันนี้แนบเป็นเอกสารประกอบสิ่งที่ต้องระวังคือ ยอดขายในรายงานต้องตรงกับยอดในใบกำกับภาษีอย่างย่อที่ออกให้ลูกค้า
การใช้หลักการ ABC ในการคัดเลือกรายการตรวจนับ เพื่อให้การจัดทำรายงานสินค้าคงเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่รบกวนการดำเนินงานมากเกินไป บริษัทควรแบ่งเกรดวัตถุดิบ : - Group A (High Value) :เช่น เนื้อวากิวพรีเมียม, กุ้งมังกร, แอลกอฮอล์นำเข้า วัตถุดิบกลุ่มนี้มีสัดส่วนมูลค่าสูงแต่ปริมาณรายการน้อย ต้องนับจริงทุกวันหรือทุกสัปดาห์
- Group B (Medium Value) :เช่น เนื้อหมูสไลซ์ทั่วไป, ลูกชิ้นเกรดดี, น้ำซุปสำเร็จรูป นับทุก 2 สัปดาห์ หรือรายเดือน
- Group C (Low Value) :เช่น ผักสด, เครื่องปรุง, ทิชชู่, วัสดุสิ้นเปลือง นับรายไตรมาสหรือใช้เกณฑ์ประมาณการจากการสั่งซื้อ
ผลต่างที่พบจากการนับจริงต้องถูกนำมาปรับปรุงในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ โดยระบุในช่องหมายเหตุว่า "ปรับปรุงยอดจากการนับจริง ณ วันที่..."การปรับปรุงยอดที่มีความถี่สม่ำเสมอจะช่วยลดขนาดของส่วนต่างให้น้อยลง และลดความเสี่ยงที่จะถูกประเมินภาษีจากส่วนต่างสต็อกขนาดใหญ่ในช่วงปลายปี
ภาษีอากรและส่วนสูญเสีย: การจัดการของเสียตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 ปัญหาใหญ่ของร้านชาบูคือ "ของสดเน่าเสีย"หากปล่อยให้เนื้อสัตว์ที่เน่าเสียหายไปจากสต็อกเฉยๆ โดยไม่มีกระบวนการที่ถูกต้อง กรมสรรพากรจะถือว่าสินค้านั้นถูกขายออกไปและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังการทำลายสินค้าเพื่อให้สรรพากรยอมรับว่า "ไม่ได้ขาย" มีขั้นตอนที่เคร่งครัดตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541
แนวทางปฏิบัติสำหรับการทำลายวัตถุดิบเน่าเสีย - การแยกทางกายภาพ :เมื่อพบวัตถุดิบเสีย ให้แยกออกจากตู้แช่สินค้าปกติทันทีและติดป้าย "สินค้ารอทำลาย"
- การรายงาน :พนักงานคลังสินค้าทำรายงานแจ้งฝ่ายบัญชีและผู้บริหารเพื่อขออนุมัติทำลาย โดยระบุชนิด ปริมาณ และสาเหตุ
- การทำลาย :ต้องทำต่อหน้าคณะกรรมการที่ประกอบด้วยฝ่ายคลังสินค้าและฝ่ายบัญชีและต้องเชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยาน (อย่างน้อยด้วยวิธีการสุ่มตรวจหรือรับรองรายงาน)
- บันทึกบัญชีและภาษี :นำมูลค่าต้นทุนที่ทำลายมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน และใช้ "ใบรายงานการทำลายสินค้า" เป็นเอกสารประกอบการลงช่อง "จ่าย" ในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
สำหรับวัตถุดิบที่เป็นของสด กฎหมายผ่อนปรนให้ไม่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่ก่อนทำลาย เนื่องจากเป็นของเก็บรักษาไม่ได้นานแต่บริษัทต้องเก็บภาพถ่ายและรายงานการทำลายไว้ให้ครบถ้วนเพื่อเป็นหลักฐานการตรวจสอบย้อนหลังเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี
การจัดเก็บรายงานและเอกสารประกอบ: อายุความและวิธีการสืบค้น ตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรักษาแบบรายงานและเอกสารประกอบไว้ ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงานนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เอกสารที่ต้องจัดเก็บให้เป็นหมวดหมู่: - ต้นฉบับใบกำกับภาษีซื้อ :จัดเรียงตามวันที่และลำดับในรายงานภาษีซื้อ เพื่อใช้ยันกับยอดรับในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
- ใบส่งของ/ใบรับสินค้า (Internal GR) :หลักฐานการนับสินค้าที่ประตูหลังร้าน
- ใบเบิกวัตถุดิบ/สูตรการผลิต (Standard Recipe) :สำหรับอธิบายการจ่ายสต็อกตามยอดขาย
- รายงานสรุปยอดขาย (POS Daily Report) :ที่ระบุจำนวนจานหรือจำนวนหัวบุฟเฟต์อย่างละเอียด
- รายงานผลต่างสต็อกและการปรับปรุง (Inventory Reconciliation Report) :เพื่อแสดงความโปร่งใสในการปรับปรุงยอดสต็อกจริง
สรุปคำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเปิดร้านชาบูใหม่ของบริษัท เพื่อให้การเปิดประเภทรายการขายอาหารใหม่เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยจากภาระภาษีอากร บริษัทควรดำเนินการตามลำดับความสำคัญดังนี้: 1. การกำหนดรหัสสินค้าและโครงสร้างรายงาน บริษัทไม่ควรแยกสต็อกตามประเภทเมนู (Set/A-La-Carte/Buffet) ในเชิงกายภาพ แต่ให้เน้นการกำหนดรหัสสินค้า (SKU) ที่เป็นวัตถุดิบก้อนใหญ่ (Raw Material SKU) และใช้ระบบซอฟต์แวร์ในการทำ Mapping ระหว่าง "เมนูขาย" และ "วัตถุดิบจ่าย"วิธีนี้จะทำให้บริษัทสามารถเห็นภาพรวมของการใช้วัตถุดิบได้จากจุดเดียว และง่ายต่อการทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบชุดเดียวที่สรรพากรยอมรับได้ 2. การสร้างมาตรฐาน BOM และการคำนวณ Yield สำหรับสินค้าที่ระบุปริมาณได้ชัดเจน (Set/A-La-Carte) ต้องทำ BOM รายการต่อรายการสำหรับบุฟเฟต์ ต้องทำ "สูตรเฉลี่ยการบริโภค"และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำ Yield Test เพื่อหาค่าสูญเสียตามปกติ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดเมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกถามถึงเหตุผลที่สต็อกลดลงมากกว่ายอดขายจริงที่คำนวณแบบน้ำหนักสุทธิ 3. การเลือกใช้เทคโนโลยี POS และระบบคลังสินค้า แนะนำให้ลงทุนในระบบ POS ที่มีความสามารถในการจัดการ Inventory แบบสูตรการผลิต (BOM Engine) ซึ่งสามารถตัดสต็อกแบบเรียลไทม์ (Perpetual) ได้ระบบควรสามารถส่งออกข้อมูลในรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้โดยตรง เพื่อลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยมือ (Manual Entry) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของสินค้าเกินจากรายงาน 4. การวางระบบตรวจนับ (Physical Verification) ต้องกำหนดปฏิทินการนับสต็อกที่ชัดเจน โดยเฉพาะวัตถุดิบในกลุ่ม Group A (เนื้อพรีเมียม, อาหารทะเล)ผลจากการนับสต็อกจริงต้องนำมาใช้ในการปรับปรุงรายงานสินค้าและวัตถุดิบทุกสิ้นเดือน เพื่อให้ยอดคงเหลือยกไปในงวดถัดไปมีความถูกต้องสูงสุด
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 79/2541 เรื่อง แนวทางปฏิบัติ กรณีการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิสินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก ข้อ 3 การลงรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับของเสียเกินปกติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะตัดต้นทุนดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ทำลายนั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้ (1) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก ให้ถือปฏิบัติตามวิธีการเกี่ยวกับการทำลายของเสีย สินค้า และเศษซากที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำหนดและให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย (2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก การควบคุมปริมาณวัตถุดิบนำเข้าซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนั้น ในการทำลายวัตถุดิบ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด และให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย สำหรับการทำลายสินค้าอื่นนอกจากวัตถุดิบดังกล่าวข้างต้น ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม (3) (3) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น (3.1) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้ (ก) ต้องมีการตรวจสอบสภาพสินค้าดังกล่าวว่า เสียหายตามเงื่อนไขที่แต่ละกิจการได้กำหนดไว้หรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าเสียหายตามเงื่อนไขที่กำหนดดังกล่าว กรณีสินค้าที่ได้รับคืน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องมีเอกสารหลักฐานการรับคืนสินค้า ซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่รับคืน เช่น วันเดือนปีที่รับคืน ปริมาณสินค้า ชนิดสินค้าหรือรหัสสินค้า สาเหตุที่รับคืนสินค้า เลขที่อ้างอิงของการสั่งซื้อสินค้าที่รับคืนนั้น และให้มีการลงลายมือชื่อของลูกค้าที่คืนสินค้า พนักงานที่รับคืนสินค้าด้วย เมื่อมีการนำสินค้าที่รับคืนมาเก็บไว้เพื่อรอทำลาย ให้พนักงานฝ่ายคลังสินค้าที่เก็บรักษาสินค้าเสียหายตรวจนับและลงลายมือชื่อกำกับไว้ พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายบัญชีทราบด้วย (ข) เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายแล้ว ให้มีบุคคลอย่างน้อยประกอบด้วย ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่กรมสรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายก็ได้ (3.2) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้เมื่อมีปริมาณที่เหมาะสม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม (3.1) และให้แจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ซึ่งสรรพากรพื้นที่ หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี
|
อ้างอิงคำตอบ
เรื่อง | ธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในระบบ VAT กฎหมายบังคับต้องจัดทำ stock | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 18/09/2024 - วันที่ตอบ 03/10/2024 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | ธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในระบบ VAT กฎหมายบังคับต้องจัดทำ stock ไหมครับ | วิสัชนา | กรณีผู้ประกอบการภัตตาคารขายอาหาร นั้น กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติให้ถือเป็น “บริการ” อาทิ 1. ตามข้อ 2 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32) เรื่อง กำหนดลักษณะและหรือเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะ ขายปลีกหรือประกอบกิจการให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก ให้เป็นกิจการค้าปลีกตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2535 “ข้อ 2 การประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะขายปลีกหรือการให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก ซึ่งเป็นกิจการค้าปลีกต้องมีลักษณะหรือเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) เป็นการขายสินค้าที่ผู้ขายทราบโดยชัดแจ้งว่าเป็นการขายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรงและได้ขายในปริมาณซึ่งตามปกติวิสัยของผู้บริโภคนั้นจะนำสินค้าไปบริโภคหรือใช้สอยโดยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อไป เช่น การขายสินค้าของกิจการแผงลอยกิจการขายของชำ กิจการขายยา กิจการจำหน่ายน้ำมัน และกิจการห้างสรรพสินค้า ทั้งนี้ เฉพาะในการขายสินค้าที่เป็นไปตามลักษณะและหรือเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น (2) การให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก เช่น การให้บริการของกิจการภัตตาคาร กิจการโรงแรม กิจการซ่อมแซมทุกชนิด กิจการโรงภาพยนต์ และกิจการสถานบริการน้ำมัน เป็นต้น กิจการภัตตาคาร ได้แก่ กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่ม ทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือนอกสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้ (3) ผู้ประกอบการตาม (1) และ (2) ต้องจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษี ซึ่งมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการทุกครั้งที่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเรียกร้อง พร้อมทั้งส่งมอบใบกำกับภาษีดังกล่าว ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ” 2. ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 “"ข้อ 12/1 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ข้อ 9 (2) ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 12/3 และข้อ 12/4 แต่ไม่รวมถึงการจ่าย ค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0 (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0 คำว่า “การให้บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า คำว่า “ภัตตาคาร” หมายความว่า กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่ม ทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือจากสถานที่ซึ่งจัดให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้”
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีผู้ประกอบการภัตตาคารขายอาหาร ซึ่งถือเป็นการประกอบกิจการให้ “บริการ” จึงย่อมไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (Stock Book) ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร “มาตรา 87 ภายใต้บังคับมาตรา 87/1 และมาตรา 87/2 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย (2) รายงานภาษีซื้อ (3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | บริษัทฯ ประกอบกิจการร้านอาหาร แล้วมีวัตถุดิบเน่าเสีย หมดอายุ ต้องการทิ้ง ทำลาย | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 02/01/2018 - วันที่ตอบ 02/01/2018 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 | ปุจฉา | ดิฉันประกอบกิจการร้านอาหาร และได้จดเป็นบริษัท จำกัด แต่ในบางครั้งจะพบว่าอาหารสด พวกเนื้อสัตว์ ผักสดที่ซื้อมาเกิดการเน่าเสียใช้ไม่ได้และบางที่เครื่องปรุงบางอย่างก็หมดอายุ จึงรบกวนถามอาจารย์ดังนี้ค่ะ 1. เนื้อสัตว์ และผักสดที่เสีย ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่าย หรือเป็นต้นทุนดีคะ 2. เราสามารถถ่ายรูป ไว้เป็นหลักฐานในการตัดออกจากสต็อกได้หรือไม่ค่ะ และทิ้งได้เลย หรือว่าต้องแจ้งให้ทางเจ้าหน้าสรรพากรทราบก่อน | วิสัชนา | กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการร้านอาหาร ในบางครั้งจะพบว่าอาหารสด พวกเนื้อสัตว์ ผักสดที่ซื้อมาเกิดการเน่าเสียใช้ไม่ได้และบางทีเครื่องปรุงบางอย่างก็หมดอายุ นั้น ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรเกี่ยวกับการทำลายสินค้าตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ได้วางหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการทำลายสินค้าหรือของเสียดังนี้ "เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบและแนะนำการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้า ที่หมดอายุ และเศษซาก กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ในคำสั่งนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น (1) ของเสียตามปกติ หมายถึงของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรรมวิธีการผลิต ซึ่งได้มีการกำหนดอัตราของเสียที่ถือว่าเป็นอัตราปกติของกรรมวิธีการผลิต (2) ของเสียเกินปกติ”หมายถึงของเสียที่เกิดขึ้นมากกว่าอัตราปกติที่ได้กำหนดไว้ในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ (3) เศษซาก หมายถึงเศษวัตถุที่เกิดจากกระบวนการผลิตบางประเภทซึ่งมีมูลค่ากลับคืนที่อาจวัดได้ แต่มีจำนวนน้อย ข้อ 2 การพิจารณาต้นทุนหรือรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับผลิตภัณฑ์ หน่วยที่ดี ให้ถือว่าต้นทุนของของเสียตามปกติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนของผลิตภัณฑ์หน่วยที่ดีด้วย ข้อ 3 การลงรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับของเสียเกินปกติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะตัดต้นทุนดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ทำลายนั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้ (1) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก ให้ถือปฏิบัติตามวิธีการเกี่ยวกับการทำลายของเสีย สินค้า และเศษซากที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำหนดและให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย (2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก การควบคุมปริมาณวัตถุดิบนำเข้าซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนั้น ในการทำลายวัตถุดิบ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด และให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย สำหรับการทำลายสินค้าอื่นนอกจากวัตถุดิบดังกล่าวข้างต้น ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม (3) (3) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น (3.1) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้ (ก) ต้องมีการตรวจสอบสภาพสินค้าดังกล่าวว่า เสียหายตามเงื่อนไขที่แต่ละกิจการได้กำหนดไว้หรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าเสียหายตามเงื่อนไข ี่กำหนดดังกล่าว กรณีสินค้าที่ได้รับคืน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องมีเอกสารหลักฐานการรับคืนสินค้า ซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่รับคืน เช่น วันเดือนปีที่รับคืน ปริมาณสินค้า ชนิดสินค้าหรือรหัสสินค้า สาเหตุที่รับคืนสินค้า เลขที่อ้างอิงของการสั่งซื้อสินค้าที่รับคืนนั้น และให้มีการลงลายมือชื่อของลูกค้าที่คืนสินค้า พนักงานที่รับคืนสินค้าด้วย เมื่อมีการนำสินค้าที่รับคืนมาเก็บไว้เพื่อรอทำลาย ให้พนักงานฝ่ายคลังสินค้าที่เก็บรักษาสินค้าเสียหายตรวจนับและลงลายมือชื่อกำกับไว้ พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายบัญชีทราบด้วย (ข) เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายแล้ว ให้มีบุคคลอย่างน้อยประกอบด้วย ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่กรมสรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายก็ได้ (3.2) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้เมื่อมีปริมาณที่เหมาะสม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม (3.1) และให้แจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ซึ่งสรรพากรพื้นที่ อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี ข้อ 4 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือแนวทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก ต่อข้อถามขอเรียนว่า 1. เนื้อสัตว์ และผักสดที่เสีย ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 2. เราสามารถถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานในการตัดออกจากสต็อกได้ และทิ้งได้เลย โดยปฏิบัติตามข้อ 3.1 ข้างต้น และไม่ต้องแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่สรรพากรทราบก่อน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
|