Case study

การจัดทำรายงานสินค้าคงเหลือสำหรับธุรกิจร้านชาบู


เรื่อง การจัดทำรายงานสินค้าคงเหลือสำหรับธุรกิจร้านชาบู
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 28/01/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

ในกรณีที่ ทางบริษัทมีแผนจะเพิ่มประเภทรายการขายอาหารใหม่เป็น ร้านชาบู ซึ่งมีรูปแบบการขายที่หลากหลาย ทั้งเมนูชุด เมนูเพิ่มเติม และการขายแบบบุฟเฟต์ เพื่อให้การจัดทำรายงานสินค้าคงเหลือเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักภาษีอากร จึงขอคำแนะนำในประเด็นดังต่อไปนี้
รูปแบบการขายในร้านชาบูที่จะมีผลต่อการจัดทำสินค้าคงเหลือ บริษัทมีรูปแบบการขายหลัก 3 ประเภท คือ:
1 .เซตเมนู (Set Menu) ในส่วนนี้บริษัทสามารถระบุได้ชัดเจนว่าในแต่ละ เซท ลูกค้าจะได้ เนื้อสัตว์ ผัก กี่กรัมต่อเซท เช่น ชุดเนื้อพรีเมียม ชุดหมูคุ้มค่า ชุดซีฟู้ด รวมถึงน้ำซุปและน้ำจิ้มตามรายการที่กำหนด 2. การขายเพิ่ม (Upselling / A-La-Carte) เช่น เนื้อสไลซ์เกรดพรีเมียม ผักเพิ่ม ไข่ไก่ น้ำรีฟิล น้ำขวด ไอศกรีม และเมนูเสริมอื่น ๆ ในส่วนนี้บริษัทสามารถระบุได้ชัดเจนว่าในแต่ละชิ้น ลูกค้าจะได้รับ อะไร กี่กรัม กำหนดราคาชัดเจน
3. การขายแบบบุฟเฟต์ เช่น บุฟเฟต์หมู เนื้อ หรือซีฟู้ด ตามช่วงราคา บริษัทระบุไม่ได้ อาจจะสามารถประมาณการ ปริมาณ ที่ลูกค้ารับประทานในอดีต

ประเด็นที่บริษัทต้องการขอคำปรึกษา
1. ในแต่ละรูปแบบการขาย (เซตเมนู / A-La-Carte / บุฟเฟต์) บริษัทจำเป็นต้องแยกรายการวัตถุดิบและสต็อกในรูปแบบใดบ้าง? เช่น ต้องแยกบันทึกวัตถุดิบตามประเภทเมนูหรือสามารถใช้วิธีรวมเป็นหมวดวัตถุดิบได้หรือไม่
2. การจัดทำรายงานสินค้าคงเหลือ (Inventory Report) บริษัทสามารถ
   o นับสต๊อกเดือนละครั้ง
   o จัดทำรายงานสินค้าคงเหลือแบบ รายเดือน โดย ไม่จำเป็นต้องทำรายวัน ได้หรือไม่? และวิธีนี้จะถูกต้องตามหลักเกณฑ์ภาษีของกรมสรรพากรหรือไม่
3. ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการนับสต๊อกสำหรับร้านอาหาร มีหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบสด (เนื้อ ผัก อาหารทะเล) ซึ่งมีการสูญเสียหรือหดตัวตามปกติหรือไม่ และจำเป็นต้องจัดทำเอกสารประกอบในลักษณะใดเพื่อรองรับการตรวจสอบ

คำตอบ

การจัดการสินค้าคงเหลือในร้านชาบูและข้อกำหนดทางภาษี

1. การแยกวัตถุดิบตามรูปแบบการขาย

  • เซตเมนู : แต่ละชุดมีปริมาณวัตถุดิบชัดเจน (เนื้อ ผัก น้ำซุป น้ำจิ้ม ฯลฯ) จึงสามารถเบิกจากสต็อกวัตถุดิบทั่วไปตามสัดส่วนได้เลย ไม่จำเป็นต้องเปิดสต็อกแยกตามชื่อเมนู แต่ให้บันทึกการใช้วัตถุดิบทั้งหมดในหมวดสินค้ารวม เช่น สต็อกเนื้อ สต็อกผัก จากนั้นค่อยกระจายไปยังชุดเมนูตามส่วนผสมที่กำหนด
  • การสั่งเพิ่ม (A-La-Carte) : วัตถุดิบแบบสั่งเพิ่ม (เนื้อสไลซ์ ผักเพิ่ม ไข่ น้ำดื่ม ฯลฯ) มีปริมาณและราคาเจาะจง จึงบันทึกเป็นการเบิกวัตถุดิบปกติออกจากหมวดสินค้าตามประเภทได้ทันที เช่น เบิกเนื้อเพิ่มจากสต็อกเนื้อ, เบิกผักจากสต็อกผัก ซึ่งสามารถรวมกับสต็อกสำหรับเซตเมนูได้
  • บุฟเฟต์ : การทานบุฟเฟต์ทำให้ปริมาณการใช้วัตถุดิบต่อคนไม่แน่นอน บริษัทอาจจัดสต็อกใหญ่เป็นหมวด เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ซีฟู้ด แล้วจึงประเมินการเบิกตามจำนวนลูกค้าหรือข้อมูลประวัติการใช้ แต่โดยหลักการยังถือเป็นสต็อกวัตถุดิบเดิม และควรติดตามปริมาณการใช้เป็นรอบๆ เช่น นับวัตถุดิบก่อน-หลังการให้บริการบุฟเฟต์ เพื่อคำนวณต้นทุนเฉลี่ย
  • หมวดวัตถุดิบหลัก : โดยสรุป สต็อกทั้งหมดควรจัดเก็บตามประเภทวัตถุดิบหลัก เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นม เครื่องปรุง ฯลฯ ซึ่งช่วยให้การควบคุมจำนวนและการนับสต๊อกสะดวกขึ้น การจัดหมวดเช่นนี้สอดคล้องกับแนวทางการจัดการสต๊อกของร้านอาหารทั่วไป เช่น รวบรวมสินค้า similar items ทั้งหมดไว้ด้วยกัน เช่น เนื้อทั้งหมดเป็นกลุ่มเดียว


คำแนะนำ : ควรแยกหมวดสินค้าในรายงานเป็น 2 ส่วนหลัก:

  1. วัตถุดิบ (Raw Materials) : เนื้อสัตว์, ผัก, ซอส (นับเป็นน้ำหนัก/ปริมาณ)
  2. สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) : น้ำดื่มขวด, ไอศกรีม (นับเป็นหน่วยชิ้น

สรุป การจัดการสินค้าคงเหลือตามรูปแบบการขายร้านชาบู

รูปแบบการขาย

ลักษณะการใช้วัตถุดิบ

แนวทางจัดการสต็อก

ประเด็นภาษี

เซตเมนู (Set)

ปริมาณต่อชุดชัดเจน

ใช้สต็อกวัตถุดิบรวม ตัดตาม BOM

ไม่ต้องแยกสต็อกตามชื่อเมนู

สั่งเพิ่ม (A-La-Carte)

ปริมาณ/ราคาชัดเจน

เบิกออกจากสต็อกตามประเภท

ตรวจสอบยอดกับ POS

บุฟเฟต์

ใช้ไม่แน่นอนต่อคน

ตัดตามค่าเฉลี่ย/ประวัติการใช้

ต้องมี Yield & สูตรเฉลี่ย

วัตถุดิบหลัก

Raw Material

จัดตามหมวด (เนื้อ ผัก ฯลฯ)

สอดคล้องการตรวจสอบ

สินค้าสำเร็จรูป

FG

นับเป็นหน่วย

ตัดจ่ายตรงตามขาย


2. การจัดทำรายงานสินค้าคงเหลือ

  • ถ้าตามกฎหมายประมวลรัษฎากร สำหรับกิจการร้านอาหาร ภัตตาคารขายอาหาร ซึ่งถือเป็นการประกอบกิจการให้ “บริการ” จึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (Stock Book) ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร 
  • ดังนั้น สรรพากรไม่ได้กำหนดให้กิจการร้านอาหารต้องจัดทำ Stock แต่อย่างไรก็ตามในทางบัญชีเพื่อการควบคุมภายในที่ดี อาจจะกำหนดให้จัดทำรายงานเพื่อควบคุมรายการสินค้า และจัดให้มีการตรวจนับประจำเดือน หรือประจำปี ณ วันสิ้นงวด เพื่อความถูกต้องของข้อมูล ความครบถ้วนของงบการเงิน (ไม่จำเป็นต้องตรวจนับทุกวัน เว้นแต่เป็นนโยบายภายในบริษัทเอง)
     

“มาตรา 87 ภายใต้บังคับมาตรา 87/1 และมาตรา 87/2 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้

(1) รายงานภาษีขาย

(2) รายงานภาษีซื้อ

(3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”


  • การจัดทำ Stock มีความสำคัญอย่างมาก ส่งผลต่อการรับรู้ต้นทุนสินค้า ส่งผลไปยังกำไรหรือขาดทุนของกิจการ และส่งผลไปถึงการเสียภาษี ตามแบบ ภ.ง.ด.50  (แม้กฎหมายไม่ได้บังคับให้จัดทำ Stock สำหรับธุรกิจบริการ แต่บริษัทก็ยังต้องมีข้อมูลเพื่อพิสูจน์ รายการต้นทุนที่เกิดขึ้นว่าถูกต้องหรือไม่ สอดคล้องกับรายได้หรือไม่)


ทางปฏิบัติที่นิยมจัดทำ : นำระบบ POS หรือโปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกการตัดสต็อกอัตโนมัติ (Perpetual) แล้วค่อย ตรวจนับยอดจริง (Physical Check) เดือนละครั้ง เพื่อปรับปรุงส่วนต่างให้ตรงกัน วิธีนี้จะถือว่าทำรายงานสินค้าต่อเนื่องถูกต้องและตรวจสอบได้ง่ายกว่า


หน้าที่จัดทำรายงานสินค้าคงเหลือตามกฎหมาย

ประเด็น

หลักกฎหมาย

แนวปฏิบัติ

หน้าที่ทำ Stock

ม.87 ใช้กับกิจการขายสินค้า

ร้านอาหาร = ธุรกิจบริการ ไม่บังคับต้องจัดทำ

ทางบัญชี

ต้องพิสูจน์ต้นทุน

ควรทำเพื่อความน่าเชื่อถือ

แนวทางที่นิยม

POS ตัดสต็อก + นับจริงรายเดือน/รายปี

ผลกระทบภาษี

ภ.ง.ด.50 สอดคล้องกับทางบัญชี

ควรจัดทำ Stock เพื่อคำนวณหากำไร/ขาดทุน


การนับ Stock และเอกสารประกอบสำหรับร้านอาหาร

  • ไม่มีหลักเกณฑ์พิเศษสำหรับร้านอาหารในการรับรู้ความเสียหายจากการสูญเสียวัตถุดิบสดโดยตรง แต่สินค้าสดจะเน่าเสื่อมได้ง่าย จึงต้อง บันทึกสาเหตุการสูญเสียอย่างละเอียด ถ้ามีสินค้าสูญเสียโดยไม่มีหลักฐานรองรับ จะถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าการสูญเสียเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเป็นปกติของธุรกิจ เช่น เน่าเสีย การสูญเสียจาการตัดแต่ง ส่วนที่เสียหายนั้นสามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้เต็มจำนวน จึงควรเก็บหลักฐานมาประกอบการตรวจสอบให้ชัดเจน
  • เอกสารประกอบที่ควรจัดเตรียม ได้แก่ ใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินซื้อวัตถุดิบ, ใบเบิกหรือใบโอนวัตถุดิบ (หากมีหลายสาขา) และ รายงานการนับสินค้าคงเหลือ (stock count sheet) ซึ่งระบุรายละเอียดสินค้าแต่ละรายการอย่างครบถ้วน เช่น ชื่อสินค้า, หน่วยนับ, จำนวนคงเหลือ, ราคาต่อหน่วย และมูลค่ารวม รวมถึงบันทึกการทิ้งของเสียหรือการใช้งานจริงในแต่ละวัน ภาพถ่าย การเก็บเอกสารเหล่านี้ช่วยให้สามารถตรวจสอบที่มาของการเปลี่ยนแปลง Stock ได้ชัดเจน เมื่อตรวจพบส่วนต่างหรือการสูญเสีย สามารถชี้แจงได้ว่าเกิดจากการใช้ในกิจการจริงหรือเกิดจากความเสียหายตามปกติ

หลักเกณฑ์สำหรับวัตถุดิบสดและการสูญเสีย 

ธุรกิจร้านอาหารมีประเด็นเรื่องการสูญเสีย (Waste) สูง ซึ่งสรรพากรเข้าใจดี แต่ต้องมีหลักฐานดังนี้:

ประเด็น

วิธีการจัดการและเอกสารที่ต้องมี

การสูญเสียปกติ (Normal Loss)

เช่น การตัดแต่งเนื้อ การล้างผักที่ต้องคัดส่วนที่เสียออก ต้องมี "รายงานสรุปการสูญเสีย" ระบุว่าวันนี้มี Waste จากการตัดแต่งกี่กิโลกรัม

 

การระเหย/หดตัว

 

สินค้าแช่แข็งเมื่อละลายน้ำหนักจะหายไป (Yield Loss) ควรมีการทำ Yield Test เพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานไว้ชี้แจง

 

สินค้าเสีย/หมดอายุ

 

หากต้องทิ้งเนื่องจากเน่าเสีย ต้องมี "ใบบันทึกการทำลาย/ทิ้งสินค้า" โดยมีหัวหน้างานเซ็นรับรอง เพื่อใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ โดยให้ปฏิบัติตามข้อ 3.1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 และไม่ต้องแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่สรรพากรทราบก่อน


การจัดการส่วนสูญเสียเกินปกติ (Abnormal Loss)

หากเกิดกรณีไฟฟ้าดับทำให้ตู้แช่เสียและเนื้อสัตว์เน่าเสียทั้งหมด หรือพนักงานทำวัตถุดิบเสียหายปริมาณมาก สิ่งเหล่านี้ถือเป็น "ส่วนสูญเสียเกินปกติ" ซึ่งบริษัทไม่สามารถตัดจ่ายผ่าน BOM ตามปกติได้บริษัทต้องดำเนินการตามขั้นตอนการตัดทำลายสินค้าชำรุดตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 เพื่อให้สามารถตัดยอดออกจากรายงานได้โดยไม่มีภาระภาษี

ประเภทส่วนสูญเสีย

การบันทึกในรายงาน

ผลทางภาษี

สูญเสียปกติ (เตรียมอาหาร)

รวมอยู่ใน BOM/Yield ตัดจ่ายตามยอดขาย

ตัดเป็นรายจ่ายได้ตามปกติ ไม่ต้องแจ้งทำลาย

สูญเสียเกินปกติ (เน่าเสีย)

บันทึกจ่ายออกโดยอ้างอิง "ใบอนุมัติทำลาย"

ตัดรายจ่ายได้เมื่อทำตามขั้นตอน คำสั่งกรมสรรพากรที่คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541

สินค้าหาย (หาสาเหตุไม่ได้)

บันทึกจ่ายออกโดยอ้างอิง "การปรับปรุง Stock"

ต้องเสีย VAT 7% จากราคาตลาด และเบี้ยปรับ


ระบบการควบคุมเอกสารและการเบิกจ่ายวัตถุดิบภายใน 

เพื่อให้รายงานสินค้าและวัตถุดิบมีความน่าเชื่อถือสูงสุด บริษัทควรวางระบบเอกสารที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นกระบวนการ ตั้งแต่การสั่งซื้อจนถึงการขาย

1. เอกสารด้านรับ (Goods Receipt)

ทุกครั้งที่วัตถุดิบส่งถึงร้าน เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบปริมาณและสภาพให้ตรงกับใบกำกับภาษีซื้อหรือใบส่งของและต้องลงบันทึกในระบบ "รับเข้าสต็อก" ทันที เพื่อป้องกันการนำวัตถุดิบไปใช้ก่อนบันทึกรับ ซึ่งจะทำให้ยอดสต็อกในระบบติดลบและเป็นจุดผิดสังเกตในการตรวจสอบ

2. เอกสารด้านจ่าย/เบิก (Material Requisition)

ในร้านชาบูขนาดใหญ่ที่มีการแยกคลังสินค้าส่วนกลางและครัวเตรียมอาหาร ควรมีเอกสาร "ใบเบิกวัตถุดิบ"เพื่อใช้ยืนยันการไหลของสินค้าจากคลังไปยังส่วนการผลิต ใบเบิกนี้จะเป็นหลักฐานสำคัญในการลงรายการ "จ่าย" ในรายงานสินค้าและวัตถุดิบของคลังกลาง และเป็นรายการ "รับ" สำหรับรายงานสินค้าคงคลังหน้าครัว

3. รายงานสรุปยอดขายรายวัน (POS Sales Summary)

รายงานขายจากระบบ POS คือหลักฐานที่ใช้สนับสนุนการตัดยอดจ่ายตาม BOM  ให้ลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบด้วย "ยอดรวมการจ่ายเป็นรายวัน" โดยใช้รายงานสรุปยอดขายรายวันนี้แนบเป็นเอกสารประกอบสิ่งที่ต้องระวังคือ ยอดขายในรายงานต้องตรงกับยอดในใบกำกับภาษีอย่างย่อที่ออกให้ลูกค้า


การใช้หลักการ ABC ในการคัดเลือกรายการตรวจนับ

เพื่อให้การจัดทำรายงานสินค้าคงเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่รบกวนการดำเนินงานมากเกินไป บริษัทควรแบ่งเกรดวัตถุดิบ :   

  • Group A (High Value) :เช่น เนื้อวากิวพรีเมียม, กุ้งมังกร, แอลกอฮอล์นำเข้า วัตถุดิบกลุ่มนี้มีสัดส่วนมูลค่าสูงแต่ปริมาณรายการน้อย ต้องนับจริงทุกวันหรือทุกสัปดาห์
  • Group B (Medium Value) :เช่น เนื้อหมูสไลซ์ทั่วไป, ลูกชิ้นเกรดดี, น้ำซุปสำเร็จรูป นับทุก 2 สัปดาห์ หรือรายเดือน
  • Group C (Low Value) :เช่น ผักสด, เครื่องปรุง, ทิชชู่, วัสดุสิ้นเปลือง นับรายไตรมาสหรือใช้เกณฑ์ประมาณการจากการสั่งซื้อ

ผลต่างที่พบจากการนับจริงต้องถูกนำมาปรับปรุงในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ โดยระบุในช่องหมายเหตุว่า "ปรับปรุงยอดจากการนับจริง ณ วันที่..."การปรับปรุงยอดที่มีความถี่สม่ำเสมอจะช่วยลดขนาดของส่วนต่างให้น้อยลง และลดความเสี่ยงที่จะถูกประเมินภาษีจากส่วนต่างสต็อกขนาดใหญ่ในช่วงปลายปี


ภาษีอากรและส่วนสูญเสีย: การจัดการของเสียตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541

ปัญหาใหญ่ของร้านชาบูคือ "ของสดเน่าเสีย"หากปล่อยให้เนื้อสัตว์ที่เน่าเสียหายไปจากสต็อกเฉยๆ โดยไม่มีกระบวนการที่ถูกต้อง กรมสรรพากรจะถือว่าสินค้านั้นถูกขายออกไปและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังการทำลายสินค้าเพื่อให้สรรพากรยอมรับว่า "ไม่ได้ขาย" มีขั้นตอนที่เคร่งครัดตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541    


แนวทางปฏิบัติสำหรับการทำลายวัตถุดิบเน่าเสีย

  1. การแยกทางกายภาพ :เมื่อพบวัตถุดิบเสีย ให้แยกออกจากตู้แช่สินค้าปกติทันทีและติดป้าย "สินค้ารอทำลาย"
  2. การรายงาน :พนักงานคลังสินค้าทำรายงานแจ้งฝ่ายบัญชีและผู้บริหารเพื่อขออนุมัติทำลาย โดยระบุชนิด ปริมาณ และสาเหตุ
  3. การทำลาย :ต้องทำต่อหน้าคณะกรรมการที่ประกอบด้วยฝ่ายคลังสินค้าและฝ่ายบัญชีและต้องเชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยาน (อย่างน้อยด้วยวิธีการสุ่มตรวจหรือรับรองรายงาน)
  4. บันทึกบัญชีและภาษี :นำมูลค่าต้นทุนที่ทำลายมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน และใช้ "ใบรายงานการทำลายสินค้า" เป็นเอกสารประกอบการลงช่อง "จ่าย" ในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ


สำหรับวัตถุดิบที่เป็นของสด กฎหมายผ่อนปรนให้ไม่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่ก่อนทำลาย เนื่องจากเป็นของเก็บรักษาไม่ได้นานแต่บริษัทต้องเก็บภาพถ่ายและรายงานการทำลายไว้ให้ครบถ้วนเพื่อเป็นหลักฐานการตรวจสอบย้อนหลังเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี


การจัดเก็บรายงานและเอกสารประกอบ: อายุความและวิธีการสืบค้น

ตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรักษาแบบรายงานและเอกสารประกอบไว้ ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงานนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี

เอกสารที่ต้องจัดเก็บให้เป็นหมวดหมู่:

  • ต้นฉบับใบกำกับภาษีซื้อ :จัดเรียงตามวันที่และลำดับในรายงานภาษีซื้อ เพื่อใช้ยันกับยอดรับในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
  • ใบส่งของ/ใบรับสินค้า (Internal GR) :หลักฐานการนับสินค้าที่ประตูหลังร้าน
  • ใบเบิกวัตถุดิบ/สูตรการผลิต (Standard Recipe) :สำหรับอธิบายการจ่ายสต็อกตามยอดขาย
  • รายงานสรุปยอดขาย (POS Daily Report) :ที่ระบุจำนวนจานหรือจำนวนหัวบุฟเฟต์อย่างละเอียด
  • รายงานผลต่างสต็อกและการปรับปรุง (Inventory Reconciliation Report) :เพื่อแสดงความโปร่งใสในการปรับปรุงยอดสต็อกจริง


สรุปคำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเปิดร้านชาบูใหม่ของบริษัท

เพื่อให้การเปิดประเภทรายการขายอาหารใหม่เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยจากภาระภาษีอากร บริษัทควรดำเนินการตามลำดับความสำคัญดังนี้:

1. การกำหนดรหัสสินค้าและโครงสร้างรายงาน

บริษัทไม่ควรแยกสต็อกตามประเภทเมนู (Set/A-La-Carte/Buffet) ในเชิงกายภาพ แต่ให้เน้นการกำหนดรหัสสินค้า (SKU) ที่เป็นวัตถุดิบก้อนใหญ่ (Raw Material SKU) และใช้ระบบซอฟต์แวร์ในการทำ Mapping ระหว่าง "เมนูขาย" และ "วัตถุดิบจ่าย"วิธีนี้จะทำให้บริษัทสามารถเห็นภาพรวมของการใช้วัตถุดิบได้จากจุดเดียว และง่ายต่อการทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบชุดเดียวที่สรรพากรยอมรับได้

2. การสร้างมาตรฐาน BOM และการคำนวณ Yield

สำหรับสินค้าที่ระบุปริมาณได้ชัดเจน (Set/A-La-Carte) ต้องทำ BOM รายการต่อรายการสำหรับบุฟเฟต์ ต้องทำ "สูตรเฉลี่ยการบริโภค"และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำ Yield Test เพื่อหาค่าสูญเสียตามปกติ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดเมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกถามถึงเหตุผลที่สต็อกลดลงมากกว่ายอดขายจริงที่คำนวณแบบน้ำหนักสุทธิ

3. การเลือกใช้เทคโนโลยี POS และระบบคลังสินค้า

แนะนำให้ลงทุนในระบบ POS ที่มีความสามารถในการจัดการ Inventory แบบสูตรการผลิต (BOM Engine) ซึ่งสามารถตัดสต็อกแบบเรียลไทม์ (Perpetual) ได้ระบบควรสามารถส่งออกข้อมูลในรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้โดยตรง เพื่อลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยมือ (Manual Entry) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของสินค้าเกินจากรายงาน

4. การวางระบบตรวจนับ (Physical Verification)

ต้องกำหนดปฏิทินการนับสต็อกที่ชัดเจน โดยเฉพาะวัตถุดิบในกลุ่ม Group A (เนื้อพรีเมียม, อาหารทะเล)ผลจากการนับสต็อกจริงต้องนำมาใช้ในการปรับปรุงรายงานสินค้าและวัตถุดิบทุกสิ้นเดือน เพื่อให้ยอดคงเหลือยกไปในงวดถัดไปมีความถูกต้องสูงสุด


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 79/2541

เรื่อง      แนวทางปฏิบัติ กรณีการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิสินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก

  

ข้อ การลงรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับของเสียเกินปกติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะตัดต้นทุนดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ทำลายนั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

                        (1) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก ให้ถือปฏิบัติตามวิธีการเกี่ยวกับการทำลายของเสีย สินค้า และเศษซากที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำหนดและให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย

                        (2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก การควบคุมปริมาณวัตถุดิบนำเข้าซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนั้น ในการทำลายวัตถุดิบ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด และให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย สำหรับการทำลายสินค้าอื่นนอกจากวัตถุดิบดังกล่าวข้างต้น ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม (3)

                        (3) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น

                              (3.1) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

                                       (ก) ต้องมีการตรวจสอบสภาพสินค้าดังกล่าวว่า เสียหายตามเงื่อนไขที่แต่ละกิจการได้กำหนดไว้หรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าเสียหายตามเงื่อนไขที่กำหนดดังกล่าว กรณีสินค้าที่ได้รับคืน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องมีเอกสารหลักฐานการรับคืนสินค้า ซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่รับคืน เช่น วันเดือนปีที่รับคืน ปริมาณสินค้า ชนิดสินค้าหรือรหัสสินค้า สาเหตุที่รับคืนสินค้า เลขที่อ้างอิงของการสั่งซื้อสินค้าที่รับคืนนั้น และให้มีการลงลายมือชื่อของลูกค้าที่คืนสินค้า พนักงานที่รับคืนสินค้าด้วย เมื่อมีการนำสินค้าที่รับคืนมาเก็บไว้เพื่อรอทำลาย ให้พนักงานฝ่ายคลังสินค้าที่เก็บรักษาสินค้าเสียหายตรวจนับและลงลายมือชื่อกำกับไว้ พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายบัญชีทราบด้วย

                                       (ข) เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายแล้ว ให้มีบุคคลอย่างน้อยประกอบด้วย ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่กรมสรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายก็ได้

                              (3.2) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้เมื่อมีปริมาณที่เหมาะสม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม (3.1) และให้แจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ซึ่งสรรพากรพื้นที่ หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี



อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

ธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในระบบ VAT กฎหมายบังคับต้องจัดทำ stock

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 18/09/2024 - วันที่ตอบ 03/10/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในระบบ VAT กฎหมายบังคับต้องจัดทำ stock ไหมครับ

วิสัชนา

กรณีผู้ประกอบการภัตตาคารขายอาหาร นั้น กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติให้ถือเป็น “บริการ” อาทิ

1. ตามข้อ 2 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32) เรื่อง กำหนดลักษณะและหรือเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะ ขายปลีกหรือประกอบกิจการให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก ให้เป็นกิจการค้าปลีกตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2535 

    “ข้อ 2 การประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะขายปลีกหรือการให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก ซึ่งเป็นกิจการค้าปลีกต้องมีลักษณะหรือเงื่อนไขดังต่อไปนี้

         (1) เป็นการขายสินค้าที่ผู้ขายทราบโดยชัดแจ้งว่าเป็นการขายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรงและได้ขายในปริมาณซึ่งตามปกติวิสัยของผู้บริโภคนั้นจะนำสินค้าไปบริโภคหรือใช้สอยโดยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อไป เช่น การขายสินค้าของกิจการแผงลอยกิจการขายของชำ กิจการขายยา กิจการจำหน่ายน้ำมัน และกิจการห้างสรรพสินค้า ทั้งนี้ เฉพาะในการขายสินค้าที่เป็นไปตามลักษณะและหรือเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น

         (2) การให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก เช่น การให้บริการของกิจการภัตตาคาร กิจการโรงแรม กิจการซ่อมแซมทุกชนิด กิจการโรงภาพยนต์ และกิจการสถานบริการน้ำมัน เป็นต้น

               กิจการภัตตาคาร ได้แก่ กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่ม ทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือนอกสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้

         (3) ผู้ประกอบการตาม (1) และ (2) ต้องจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษี ซึ่งมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการทุกครั้งที่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเรียกร้อง พร้อมทั้งส่งมอบใบกำกับภาษีดังกล่าว ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ”

 

2. ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 

    “"ข้อ 12/1 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ข้อ 9 (2) ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 12/3 และข้อ 12/4 แต่ไม่รวมถึงการจ่าย ค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น

         (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0

         (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0

              คำว่า “การให้บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า

              คำว่า “ภัตตาคาร” หมายความว่า กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่ม ทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือจากสถานที่ซึ่งจัดให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้”


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีผู้ประกอบการภัตตาคารขายอาหาร ซึ่งถือเป็นการประกอบกิจการให้ “บริการ” จึงย่อมไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (Stock Book) ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร

    “มาตรา 87 ภายใต้บังคับมาตรา 87/1 และมาตรา 87/2 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้

         (1) รายงานภาษีขาย

         (2) รายงานภาษีซื้อ

         (3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

บริษัทฯ ประกอบกิจการร้านอาหาร แล้วมีวัตถุดิบเน่าเสีย หมดอายุ ต้องการทิ้ง ทำลาย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 02/01/2018 - วันที่ตอบ 02/01/2018

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541

ปุจฉา

ดิฉันประกอบกิจการร้านอาหาร และได้จดเป็นบริษัท จำกัด แต่ในบางครั้งจะพบว่าอาหารสด พวกเนื้อสัตว์ ผักสดที่ซื้อมาเกิดการเน่าเสียใช้ไม่ได้และบางที่เครื่องปรุงบางอย่างก็หมดอายุ
จึงรบกวนถามอาจารย์ดังนี้ค่ะ
1. เนื้อสัตว์ และผักสดที่เสีย ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่าย หรือเป็นต้นทุนดีคะ
2. เราสามารถถ่ายรูป ไว้เป็นหลักฐานในการตัดออกจากสต็อกได้หรือไม่ค่ะ และทิ้งได้เลย หรือว่าต้องแจ้งให้ทางเจ้าหน้าสรรพากรทราบก่อน

วิสัชนา

     กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการร้านอาหาร ในบางครั้งจะพบว่าอาหารสด พวกเนื้อสัตว์ ผักสดที่ซื้อมาเกิดการเน่าเสียใช้ไม่ได้และบางทีเครื่องปรุงบางอย่างก็หมดอายุ นั้น
ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรเกี่ยวกับการทำลายสินค้าตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ได้วางหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการทำลายสินค้าหรือของเสียดังนี้
"เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบและแนะนำการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้า ที่หมดอายุ และเศษซาก กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ในคำสั่งนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
(1) ของเสียตามปกติ หมายถึงของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรรมวิธีการผลิต ซึ่งได้มีการกำหนดอัตราของเสียที่ถือว่าเป็นอัตราปกติของกรรมวิธีการผลิต
(2) ของเสียเกินปกติ”หมายถึงของเสียที่เกิดขึ้นมากกว่าอัตราปกติที่ได้กำหนดไว้ในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
(3) เศษซาก หมายถึงเศษวัตถุที่เกิดจากกระบวนการผลิตบางประเภทซึ่งมีมูลค่ากลับคืนที่อาจวัดได้ แต่มีจำนวนน้อย
ข้อ 2 การพิจารณาต้นทุนหรือรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับผลิตภัณฑ์ หน่วยที่ดี ให้ถือว่าต้นทุนของของเสียตามปกติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนของผลิตภัณฑ์หน่วยที่ดีด้วย
ข้อ 3 การลงรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับของเสียเกินปกติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะตัดต้นทุนดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ทำลายนั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้
(1) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก ให้ถือปฏิบัติตามวิธีการเกี่ยวกับการทำลายของเสีย สินค้า และเศษซากที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำหนดและให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย
(2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก การควบคุมปริมาณวัตถุดิบนำเข้าซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนั้น ในการทำลายวัตถุดิบ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด และให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย สำหรับการทำลายสินค้าอื่นนอกจากวัตถุดิบดังกล่าวข้างต้น ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม (3)
(3) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น
(3.1) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้
(ก) ต้องมีการตรวจสอบสภาพสินค้าดังกล่าวว่า เสียหายตามเงื่อนไขที่แต่ละกิจการได้กำหนดไว้หรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าเสียหายตามเงื่อนไข ี่กำหนดดังกล่าว กรณีสินค้าที่ได้รับคืน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องมีเอกสารหลักฐานการรับคืนสินค้า ซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่รับคืน เช่น วันเดือนปีที่รับคืน ปริมาณสินค้า ชนิดสินค้าหรือรหัสสินค้า สาเหตุที่รับคืนสินค้า เลขที่อ้างอิงของการสั่งซื้อสินค้าที่รับคืนนั้น และให้มีการลงลายมือชื่อของลูกค้าที่คืนสินค้า พนักงานที่รับคืนสินค้าด้วย เมื่อมีการนำสินค้าที่รับคืนมาเก็บไว้เพื่อรอทำลาย ให้พนักงานฝ่ายคลังสินค้าที่เก็บรักษาสินค้าเสียหายตรวจนับและลงลายมือชื่อกำกับไว้ พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายบัญชีทราบด้วย
(ข) เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายแล้ว ให้มีบุคคลอย่างน้อยประกอบด้วย ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่กรมสรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายก็ได้
(3.2) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้เมื่อมีปริมาณที่เหมาะสม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม (3.1) และให้แจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ซึ่งสรรพากรพื้นที่ อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี
      ข้อ 4 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือแนวทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก

ต่อข้อถามขอเรียนว่า
1. เนื้อสัตว์ และผักสดที่เสีย ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
2. เราสามารถถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานในการตัดออกจากสต็อกได้ และทิ้งได้เลย โดยปฏิบัติตามข้อ 3.1 ข้างต้น และไม่ต้องแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่สรรพากรทราบก่อน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ