1. กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณค่าหรือราคาทรัพย์สิน หนี้สินที่มีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548 เรื่อง การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ (8) และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 “ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดมีเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด มีเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง หมายถึง เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับหรือมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระเป็นเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนเงินที่กำหนดไว้แน่นอน เช่น - เงินฝากธนาคาร (Cash) - ลูกหนี้การค้า (Account Receivable) - ลูกหนี้และตั๋วเงินรับจากการขายสินค้า (Accounts and Notes Receivable) - หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด (Marketable Securities) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดทันทีที่ต้องการ แต่ไม่รวมถึงตราสารทุน ซึ่งเป็นเงินลงทุนระยะยาวที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศเพื่อหวังเงินปันผลในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ - เงินให้กู้ยืมแก่บริษัทในเครือเดียวกัน (Loan to Subsidiaries) - ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า (Prepaid Expense) - เจ้าหนี้จากการซื้อสินค้า (Accounts Payable) - ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expense) เป็นต้น”
2. LGT เป็นกลุ่มบริษัทด้านการบริการไพรเวทแบงค์และการจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองวาดุซ ประเทศลิกเตนสไตน์ โดยมีราชวงศ์แห่งลิกเตนสไตน์ (Princely House of Liechtenstein) เป็นเจ้าของและบริหารงาน โดยในช่วงกลางปี พ.ศ. 2561 LGT ได้บริหารสินทรัพย์รวมมูลค่าถึง 2.075 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 6.5 ล้านล้านบาท) สำหรับในเอเชีย LGT เป็นไพรเวทแบงค์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 12 ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ที่บริหารมากกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 1.9 ล้านล้านบาท) เจ้าชายแมกซ์ ตรัสเพิ่มเติมว่า "โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มั่นคงของเรา เครือข่ายระหว่างประเทศที่คลอบคลุม แนวทางการดำเนินงานที่เข้าถึงความต้องการของลูกค้าเฉพาะบุคคล รวมถึงประสบการณ์ที่ครอบคลุมของที่ปรึกษาด้านการดูแลสินทรัพย์ของเรา คือสิ่งที่ทำให้ LGT แตกต่าง ลูกค้าของเราสามารถลงทุนได้ดั่งสมาชิกราชวงศ์ และได้รับผลประโยชน์ผ่านความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนของเรา ทั้งหมดนี้มีผลให้เกิดความต้องการระหว่างเราและลูกค้าดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน"
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีนำเงินไปลงทุนใน LGT BANK นั้น 1. กรณีเงินลงทุนใน LGT BANK เป็นหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด (Marketable Securities) หรือหลักทรัพย์เพื่อค้า ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดทันทีที่ต้องการ มีลักษณะเป็นสินค้าคงเหลือ (Inventory) เช่นนี้ ให้บริษัทฯ คำนวณค่าหรือราคาของเงินลงทุนดังกล่าวเป็นเงินตราไทยตามตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายการนั้น
2. กรณีลงทุนตราสารทุน ซึ่งเป็นเงินลงทุนระยะยาวที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศเพื่อหวังเงินปันผลในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ในทางภาษีอากร บริษัทฯ ไม่ต้องค่าหรือราคาของเงินลงทุนดังกล่าวเป็นเงินตราไทยตามตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ต้องรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายการนั้น แต่อย่างใด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ " |