สัญญาตัวแทน คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ตัวแทน มีอำนาจทำการแทนบุคคลหนึ่งเรียกว่า ตัวการ และตกลงจะทำการดังนั้น ซึ่งลักษณะของสัญญาตัวแทน มีดังนี้ (1) สัญญาตัวแทนเป็นสัญญาที่มีบุคคลสองฝ่ายฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ตัวการ” และอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ตัวแทน” (2) การทำนิติกรรมใด ๆ ต้องดูเรื่องความสามารถของตัวการเป็นหลักด้วยถ้าตัวการเป็นผู้บกพร่องด้านความสามารถ (3) สัญญาตัวแทนเป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ เว้นแต่การใด ๆ ที่กฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทน (1) การตั้งตัวแทนโดยชัดแจ้ง หมายถึง การตั้งตัวแทนโดยการท าสัญญาตัวแทนหรือที่นิยมเรียกการมอบอำนาจ (2) การตั้งตัวแทนโดยปริยาย หมายถึง ตัวการกับตัวแทนไม่มีการท าสัญญาหรือมอบอำนาจกันอย่างชัดแจ้ง ประเภทตัวแทน (1) ตัวแทนรับมอบอำนาจเฉพาะการ (2) ตัวแทนรับมอบอำนาจทั่วไปเฉพาะกิจการ (3) ตัวแทนซึ่งได้รับมอบอำนาจทั่วไป (4) ตัวแทนช่วง (5) ตัวแทนเชิด (6) ตัวแทนค้าต่าง สิทธิของตัวแทน (1) ตัวแทนมีสิทธิเรียกเงินที่ตัวแทนทดรองจ่าย คือจ่ายให้แทนตัวการไปก่อนจากตัวการ (2) ตัวแทนมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในกิจการที่ตัวการมอบหมายอันไม่ได้เกิดจากตัวแทน (3) ตัวแทนมีสิทธิได้รับบำเหน็จจากตัวการแม้ว่าจะไม่มีการตกลงเรื่องบำเหน็จกันระหว่างตัวการกับตัวแทนไว้อย่างชัดแจ้ง (4) ตัวแทนมีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์ของตัวการจนกว่าจะได้รับเงินที่ค้างชำระ หน้าที่ของตัวแทน (1) ตัวแทนต้องทำสิ่งที่ตัวการมอบหมายให้โดยตลอด จะเลิกกลางคันไม่ได้ (2) ตัวแทนจะทำกิจการในนามตนเองไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอม (3) ตัวแทนต้องทำตามกรอบคหสั่งที่ตัวการมอบหมาย (4) ตัวแทนต้องทำกิจการนั้นด้วยตนเอง (5) ตัวแทนต้องรายงานกิจการที่ทำไปให้ตัวการทราบ (6) ตัวแทนต้องทำ โดยใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือตามควร ความรับผิดชอบของตัวแทนต่อตัวการ (1) กรณีที่ตัวแทนได้กระทำลงด้วยความประมาทเลินเล่อหรือทำนอกเหนืออำนาจ ตัวแทนต้องรับผิดชอบในค่าเสียหาย (2) กรณีที่ตัวแทนได้ทำนิติกรรมสัญญากับบุคคลภายนอก โดยเห็นแก่อามิสสินจ้างอันจะไม่ผูกพันตัวการเว้นแต่ตัวการจะยินยอมด้วย หน้าที่และความรับผิดชอบของตัวการ (1) ตัวการต้องให้บำเหน็จแก่ตัวแทนหรือในเงินทดรองที่ตัวแทนได้จ่ายไป (2) ตัวการย่อมผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่ตัวแทน (3). ตัวการมีหน้าที่ช าระหนี้หรือให้ประกันอันสมควรแก่ตัวแทนหรือชำระค่าเสียหายให้ตัวแทน ในกรณีที่ตัวแทนได้ท าลงไปตามที่ตัวการมอบหมาย ความระงับไปของสัญญาตัวแทน (1) คู่สัญญาตกลงเลิกสัญญากันเอง (2) ตัวการถอนอำนาจตัวแทน หรือตัวแทนบอกเลิกการเป็นตัวแทน ซึ่งอาจจะถอนก่อนครบกำหนดเวลาได้แต่หากเกิดความเสียหายก็ต้องชดใช้ค่าเสียหาย (3) ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย ล้มละลาย หรือเป็นคนไร้ความสามารถ (4) เมื่อครบกำหนดสัญญา
“นายหน้า” หมายถึง บุคคลผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคล 2 ฝ่าย ได้เข้าทำสัญญากัน โดยสัญญาที่ว่านี้จะเป็นสัญญาอะไรก็ได้ เช่น สัญญาซื้อขาย, สัญญาเช่าซื้อ, สัญญากู้เงิน เป็นต้น และบุคคลที่ได้ตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้าก็จะมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตามที่ได้ตกลงไว้กับนายหน้า ซึ่งตำแหน่งคนกลางที่ว่านี้ก็มีให้พบเห็นได้ในหลากหลายวงการที่ข้องเกี่ยวกับการซื้อขาย ไม่ว่าจะเป็น ประกันชีวิต, ประกันภัย, หุ้น ฯลฯ
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีตามข้อเท็จจริง บุคคลธรรมดา ประกอบอาชีพรับหิ้วสินค้า เช่น รับจ้างหิ้วขาหมูพะโล้ ราคาที่แม่ค้าขาย 900 บาท แต่เราจะเก็บจากลูกค้าที่มาจ้างเราหิ้ว 1,000 บาท โดยลูกค้าจะโอนเข้าบัญชีเรา และเราก็จะจ่ายให้แม่ค้าขาหมูพะโล้ 900 บาท เราจะได้ค่าหิ้ว 100 บาท เช่นนี้ เงินได้จากการประกอบอาชีพรับหิ้วสินค้า โดยทั่วไปเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร จาการรับทำงานให้ในลักษณะที่เป็นตัวแทน แต่พึงต้องมีหลักฐานการรับหิ้วสินค้า และการตกลงรับสินจ้าง เนื่องจากเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีเป็นจำนวน 1,000 บาท หากไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า รับหิ้วสินค้า ซึ่งจะได้รับบำเหน็จตัวแทนในการหิ้วพียง 100 บาท ตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร (ตัวแทนเชิด) ดังต่อไปนี้ ก็อาจถือว่า เข้าลักษณะเป็นเงินได้จาการประกอบกิจการซื้อมาขายไปตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ “มาตรา 61 บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใด ๆ แสดงว่า (1) เป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญและทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน หรือ (2) เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมินให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |