FB คุณพงษ์นรินทร์ Transfer Pricing Specialist

โบนัสผู้บริหารควรรวมเป็นฐานกำหนด Management Fee หรือไม่?
| เรื่อง | โบนัสผู้บริหารควรรวมเป็นฐานกำหนด Management Fee หรือไม่? |
| แหล่งที่มา | FB คุณพงษ์นรินทร์ Transfer Pricing Specialist |
| วันที่ | |
| ประเภทภาษี | |
| ข้อกฎหมาย | |
| คำถาม | โบนัสผู้บริหารควรรวมเป็นฐานกำหนด Management Fee หรือไม่? |
| คำตอบ | เมื่อกลุ่มบริษัทแต่งตัวเพื่อเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องเตรียมตัวจัดการหลายอย่าง อาจต้องจัดโครงสร้างการถือหุ้นให้มีบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งอาจทำหน้าที่ “ลงทุน” เข้าถือหุ้นในบริษัทย่อยอื่นๆ เพียงอย่างเดียว หรือดำเนินธุรกิจอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย และต้องโอนย้ายผู้บริหาร C-Class เช่น CEO, CFO, COO ฯลฯ มาที่บริษัทโฮลดิ้งด้วย บางกรณีกลุ่มอาจโอนย้ายผู้บริหารระดับรองเพื่อสนับสนุนงานบริหารและจัดการด้านต่างๆ เช่น การงบประมาณ การเงินและบัญชี กฎหมาย ทรัพยากรบุคคล ฯลฯ ในทางภาษีราคาโอน บริษัทโฮลดิ้งย่อมต้องกำหนดราคาโอนที่เหมาะสมกับการให้บริการด้านการบริหาร โดยผู้บริหารที่รับเงินเดือนจากบริษัทโฮลดิ้ง (มาตรา 71 ทวิ) ทั้งนี้ คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกวิธีราคาที่เหมาะสม สามารถย้อนไปอ่านในโพสต์เรื่อง Shared Service (1) ครับ โพสต์นี้จะยกประเด็นที่น่าสนใจจากคำถาม “โบนัสผู้บริหารควรรวมอยู่ในฐานต้นทุนที่ใช้ในการกำหนดราคาโอนหรือไม่?” โดยพื้นฐานแล้วโบนัสเป็นผลตอบแทนสำหรับผู้บริหารลักษณะหนึ่ง หากพูดให้ชัดยิ่งขึ้น โบนัสเป็นผลประโยชน์ระยะสั้นของพนักงาน กิจการต้องรับรู้ “ค่าใช้จ่าย” เมื่อได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากบริการของพนักงาน (มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 19) ดังนั้น ถ้าบริษัทกำหนดราคาโอนด้วยวิธี Cost-based ค่าใช้จ่ายโบนัสของผู้บริหารที่ให้บริการด้านบริหารกับบริษัทย่อยจึงควรนับรวมอยู่ในฐานต้นทุนที่จะนำมาบวกกำไรส่วนเพิ่มเพื่อกำหนดเป็นค่าบริการดังกล่าว ความเสี่ยงภาษีด้านรายจ่ายที่สำคัญในกรณีนี้คือ โบนัสต้องไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่กำหนดจากกำไรหลังสิ้นสุดปีบัญชีตามมาตรา 65 ตรี (19) แต่จะไม่ลงรายละเอียดในที่นี้ โพสต์นี้ขอมุ่งประเด็นความเสี่ยงราคาโอนด้านรายได้จากการกำหนดค่าบริการของบริษัทโฮลดิ้ง ขอยกตัวเลขสมมุติว่าบริษัทโฮลดิ้งกำหนดค่าบริการ Shared service ด้วยวิธี Cost-based ที่ 50 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายเงินเดือนผู้บริหารที่เกี่ยวข้องปีละ 36 ล้านบาท โดยจ่ายโบนัส 2 เดือน คือปีละ 6 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายอื่นอีก 8 ล้านบาท กำไรส่วนเพิ่ม 5% ของต้นทุน จึงเป็นกำไร 2.5 ล้านบาท (2.5 ล้าน / 50 ล้าน = 5%) เนื่องจากบริษัทโฮลดิ้งต้องการสร้างแรงจูงใจให้การบริหารบรรลุเป้าหมาย จึงกำหนดโบนัสผู้บริหารจากยอดรายได้โดยรวมของกลุ่ม และในปีที่ผ่านมามี Surprise รายได้รวมของกลุ่มเพิ่มสูงมาก จึงจ่ายโบนัสถึง 12 เดือน เป็นเงิน 36 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงกลายเป็น 80 ล้านบาท เมื่อคำนวณอัตรากำไรจึงกลายเป็นแค่ 3.1% (2.5 ล้าน / 80 ล้านบาท = 3.1%) ไม่ใช่ 5% ตามนโยบายราคาโอน เมื่อเกิด Inconsistency จึงกลายเป็นความเสี่ยงทางภาษีขึ้น หากสรรพากรประเมินภาษีค่าบริการด้านบริหารนี้ บริษัทคงต้องชี้แจงตามความเป็นจริงข้างต้น ซึ่งพอจะอธิบายเกี่ยวกับ Inconsistency กับนโยบายราคาโอนได้ แต่ถ้าอัตรากำไร 3.1% ต่ำกว่าอัตรา Arm’s Length ของบริษัทอิสระที่คล้ายคลึงกัน แสดงว่ากำหนดราคาโอนไม่ถูกต้อง บริษัทต้องปรับปรุงเพิ่มราคาโอน นอกนั้น ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง รูปแบบของผลตอบแทนที่ "บริษัทโฮลดิ้ง" ได้รับควรเป็นอย่างไร? การที่บริษัทย่อยต่างก็มีรายได้เพิ่มอย่างดีเยี่ยมเพราะการบริหารงานของบริษัทโฮลดิ้ง บริษัทโฮลดิ้งควรจะได้ผลตอบแทนในรูปแบบค่าบริการด้านบริหารอย่างที่เป็นอยู่ หรือควรได้เงินปันผลเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นผลตอบแทนจากธุรกิจลงทุนในบริษัทอื่นๆ ของบริษัทโฮลดิ้ง? phongnarin_r@drkilaw.com
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB: Phongnarin Ratanarangsikul ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ " Phongnarin Ratanarangsikul " |
