Case study

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายกรณีเกษียณ แล้ว แต่จ้างงานต่ออีก 2 ปี เมื่อเกษียณรอบที่ 2 จะต้องคำนวณภาษีอย่างไร


เรื่อง ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายกรณีเกษียณ แล้ว แต่จ้างงานต่ออีก 2 ปี เมื่อเกษียณรอบที่ 2 จะต้องคำนวณภาษีอย่างไร
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 07/02/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทฯกำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 55 ปี เมื่อปี 2567 พนักงาน(นาง ก.)อายุครบ 55 ปี บริษัทได้จ่ายเงินชดเชยเมื่อครบอายุเกษียณแล้ว พร้อมกับทำสัญญาจ้างทำงานต่ออีก 2 ปี

ปัจจุบันนาง ก.อายุ 57 ปีและครบอายุสัญญาจ้าง 2 ปีแล้ว บริษัทฯจะทำการจ่ายเงินชดเชย 90 วัน


ขอเรียนถามว่า บริษัทฯต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินชดเชยกรณีสัญญาจ้างต่อครบ 2 ปีในคราวนี้อย่างไร และนาง ก. ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างไร


ขอบคุณมากค่ะ

คำตอบ

ตอบ    บริษัทฯ ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินชดเชยกรณีสัญญาจ้างต่อครบ 2 ปี ให้พิจารณาตามลำดับดังนี้


1  เงินชดเชยเมื่อครบอายุเกษียณ มิได้รับยกเว้นเงินได้ จากค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายแต่ไม่เกิน 600,000  เนื่องจากกฎกระทรวง 126 ข้อ 2 (51) ระบุชัดเจนว่าเงินได้ที่ได้ยกเว้นนี้ไม่รวมถึงค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับเพราะเหตุเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง


มาตรา 42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

  (17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง  
         ( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) )


กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)
 
ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร


ข้อ ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 

“(51) ค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ แต่ไม่รวมถึงค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับเพราะเหตุเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายแต่ไม่เกินหกแสนบาท”




2 การคำนวณภาษีสำหรับเงินชดเชยเมื่อครบอายุเกษียณ แบ่งได้ 2 แบบ

 

เงินชดเชย

เกษียณ อายุ

อายุการทำงานน้อยกว่า 5 ปี บริบูรณ์

อายุการทำงานตั้งแต่ 5 ปี บริบูรณ์

วิธีคำนวณภาษี

มาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร คือ

คำนวณโดย เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน    เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ นำไปคำนวณภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (อัตราก้าวหน้า)

มาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร

จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม มาตรา 48 (1) ก็ได้


คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้นแล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้

การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

มาตรา 50(1) วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร

คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
 
            ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี

 

มาตรา 50(1) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

นาง ก. ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.91 

(คำนวณภาษีวิธีเดียว ตาม มาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร) 

นำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.91

เลือกได้ว่าจะนำเงินชดเชยไปรวมคำนวณกับเงินได้ปกติ  ตาม มาตรา 48 (1)  หรือ จะแยกคำนวณ 2 แบบ คือ

  1. เงินชดเชยเกษียณอายุคำนวณตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร
  2. เงินได้อื่นๆคำนวณตาม มาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร






ตัวอย่างการคำนวณตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร


 







อ้างอิงกฎหมาย

มาตรา 48เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้


 (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้


(5) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้นแล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้
 
            ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานและให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000 บาท ลงเหลือ 3,500 บาท
             จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคหนึ่ง ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ที่ทางราชการจ่าย ให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันนั้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับของทางราชการ
             ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสาม เศษของปี ถ้าถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ปัดทิ้ง
             "ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้วมีจำนวนต่ำกว่า 5 บาท เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ"
             ( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับปีภาษี 2535 เป็นต้นไป )
             ( 
ดูประกาศอธิบดีเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) )     
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 18 ) พ.ศ. 2504 ใช้บังคับปีภาษี 2505 เป็นต้นไป )


 

มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
             (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

 
            ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
 
            ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป )
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.16/2530 )  ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.96/2543 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545 ) ( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )
             ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
           ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสามที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้
             ( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2535 เป็นต้นไป )
             ( 
ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) 



อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย กรณีการคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินชดเชยการปฏิบัติงานที่ลูกจ้างทำงานไม่ถึง 5 ปี

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

02/07/1998

เลขที่หนังสือ

กค 0811/10083

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40, มาตรา 48, มาตรา 50, คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.6/2530, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)

ข้อหารือ

   นาย ก. ทำงานที่บริษัท ข. จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2538 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 และบริษัทฯ ได้เลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 พร้อมได้จ่ายเงินเดือนประจำเดือน พฤษภาคม 2541 และเงินชดเชยการปฏิบัติงานจำนวน 619,808.33 บาท (ตามรายได้ 2 - 5) และ ได้คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้จำนวน 149,864 บาท ซึ่งนาย ก. มีความเห็นว่าบริษัทฯ คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายเพราะเหตุออกจากงานไว้สูง โดยนาย ก. มีสถานะการสมรส "หม้าย" ไม่มีบุตร และมีรายได้ และค่าใช้จ่าย ดังนี้ รายได้

1. เงินเดือนสำหรับเดือนมกราคม - เมษายน 2541 เดือนละ 70,523 บาท

2. เงินเดือนสำหรับเดือนพฤษภาคม 2541 เดือนละ 72,865 บาท และเงินผลประโยชน์ ตอบแทนอื่น ๆ (Car Allow) จำนวน 12,600 บาท รวม 85,465 บาท

3. เงินชดเชยการปฏิบัติงานครบกำหนดเกิน 3 ปี จำนวน 180 วัน จำนวน 437,190 บาท

4. เงินค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง จำนวน 72,865 บาท

5. เงินค่าชดเชยวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ 10 วัน จำนวน 24,288.33 บาท รายจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่าย

     1. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพราะเหตุออกจากงาน จำนวน 149,864 บาท

     2. จ่ายเบี้ยประกันชีวิต/สุขภาพ จำนวน 20,000 บาท/ปี

     3. เงินสมทบกองทุนประกันสังคม จำนวน 150 บาทขอทราบว่าการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีดังกล่าว ว่าถูกต้องหรือไม่

แนววินิจฉัย

กรณีตามข้อเท็จจริง

1. รายได้ตาม 1 - 5 เข้าลักษณะเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ถือเป็นเงินได้ ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เนื่องจากนาย ก. ได้ทำงานที่บริษัทฯ เพียง 3 ปี 2 เดือน (ไม่ถึง 5 ปี)เงินชดเชยการปฏิบัติงานตามข้อ 3 - 5 จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่าย ให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (ก) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่าย ให้ครั้งเดียว เพราะเหตุออกจากงานตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2535 ท่านไม่มีสิทธิ์เลือกคำนวณภาษีและหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ต้องนำเงินได้นั้นมารวมเสียภาษีตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

2. นาย ก. ได้ทำงานในปี 2541 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม กรณีไม่ถือว่า เข้าทำงานระหว่างปี กรณีไม่อาจคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.16/2530 เรื่อง การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ้างแรงงานระหว่างปี ลงวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 ดังนั้นบริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ ที่จ่ายเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ตามมาตรา 50 (1) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณ เงินได้ที่จ่ายเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี โดยคูณเงินได้พึงประเมินด้วย 12 หักด้วยค่าใช้จ่ายและ ค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษี เป็นเงินภาษีเท่าใดให้หารด้วย 12 ดังนี้

     2.1. คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน จำนวน 72,865 บาท

          - เงินได้เสมือนว่าจ่ายทั้งปี (72,865 x 12) 874,380.00 บาท

          - หักค่าใช้จ่าย 40% ไม่เกิน 60,000 -60,000.00 บาท

          - คงเหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 814,380.00 บาท

          - หักค่าลดหย่อน

            ผู้มีเงินได้ 30,000.00 

            เบี้ยประกันชีวิต 10,000.00 

            เงินสมทบกองทุนประกันสังคม 150.00 -40,150.00 บาท

          - คงเหลือเงินได้สุทธิ 774,230.00 บาท

          - ภาษีเงินได้สำหรับเงินเดือนทั้งปี 99,846.00 บาท

          - ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเดือน (99,846/12) 8,320.50 บาท

   2.2 คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินผลประโยชน์อื่น ๆ จำนวน 12,600 บาท และ เงินชดเชยการปฏิบัติงาน (3+4+5) จำนวน 534,343.33 บาท ซึ่งมีลักษณะเป็นเงินได้เพิ่มเติมจาก เงินได้ประจำในเดือนพฤษภาคม 2541 ต้องนำเงินได้เพิ่มเติมนี้ไปรวมกับเงินเดือนเสมือนว่าจ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีดังนี้

          - เงินเดือนเสมือนว่าจ่ายทั้งปี (72,865 x 12) 874,380.00 บาท

          - เงินผลประโยชน์ฯ (12,600 x 1) 12,600.00 บาท

          - เงินชดเชยฯ (534,343.33 x 1) 534,343.33 บาท รวมเงินได้ 1,421,323.33 บาท

          - หักค่าใช้จ่าย 40% ไม่เกิน 60,000 -60,000.00 บาท

          - คงเหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 1,361,323.33 บาท

          - หักค่าลดหย่อน

            ผู้มีเงินได้ 30,000.00 

            เบี้ยประกันชีวิต 10,000.00 

            เงินสมทบกองทุนประกันสังคม 150.00 -40,150.00 บาท

          - คงเหลือเงินได้สุทธิ 1,321,173.33 บาท

          - ภาษีเงินได้สำหรับเงินผลประโยชน์ฯ และเงินชดเชยฯ 241,352.00 บาท

          - หักภาษีเงินได้สำหรับเงินเดือนทั้งปี -99,846.00 บาท

          - คงเหลือภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินผลประโยชน์ฯและเงินชดเชยฯ 141,506.00 บาท

  ดังนั้น บริษัทฯต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้

1. เงินเดือนเดือนพฤษภาคม 2541 8,320.50 บาท

2. เงินผลประโยชน์ตอบแทนฯ และเงินชดเชยฯ 141,506.00 บาท รวมเป็นเงิน 149,826.50 บาท

เลขตู้

61/26866



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ