Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

การรับรู้รายได้ และการนำส่งภาษีขาย กรณีส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ
| เรื่อง | การรับรู้รายได้ และการนำส่งภาษีขาย กรณีส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 14/08/2025 - วันที่ตอบ 20/10/2025 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม |
| ข้อกฎหมาย | |
| ปุจฉา | ขอเรียนสอบถาม เกี่ยวกับการขายสินค้าส่งออกไปต่างประเทศค่ะ กิจการมีการขายสินค้าให้กับลูกค้าต่างประเทศ โดยผ่านพิธีการส่งออกและใบแจ้งหนี้เป็นสกุลเงินต่างประเทศค่ะ ขอเรียนสอบถามว่า 1. กิจการจะบันทึกรับรู้รายได้ของกิจการ โดยใช้วันที่ในใบแจ้งหนี้หรือวันที่ส่งออกในใบขนสินค้าขาออกคะ 2. กิจการจะต้องทำการยื่นภาษีขาย อัตราร้อยละ 0% โดยใช้วันที่ของใบขนสินค้าขาออก ระบุ Status อะไรคะ |
| วิสัชนา | 1. ตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้าโดยส่งออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้ “มาตรา 78 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้0 (4) การขายสินค้าโดยส่งออกให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้ (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (ข) การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (14)(ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร” 2. ตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออกว่า ได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออก โดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ไม่ให้รวมอากรขาออก ราคา เอฟ.โอ.บี. ได้แก่ ราคาสินค้า ณ ด่านศุลกากรส่งออกโดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 กำหนดให้การออกใบกำกับภาษี (TAX INVOICE) สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ไม่สามารถคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการดังต่อไปนี้ เป็นอัตราแลกเปลี่ยนในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการหนึ่งวิธีการใดแล้ว ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรจึงจะเปลี่ยนแปลงวิธีการได้ ตามข้อ 7 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.132/2548 เรื่อง การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ (8) และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 วางแนวทางปฏิบัติกรณีการลงรายการในรายงานภาษีขายตามมาตรา 87 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้ประกอบการจดทะเบียนดังนี้ “ข้อ 7 กรณีการลงรายการในรายงานภาษีขายตามมาตรา 87(1) แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามข้อ 5 และข้อ 6 ให้ปฏิบัติดังนี้ (1) การลงรายการในรายงานภาษีขายของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีตามข้อ 5 จะต้องลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษี สำหรับการคำนวณมูลค่าของสินค้าหรือของบริการในรายงานภาษีขายให้ถือมูลค่าของสินค้าหรือของบริการซึ่งได้คำนวณเป็นหน่วยเงินตราไทยตามใบกำกับภาษี (2) การลงรายการในรายงานภาษีขายของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีตามข้อ 6 (1) จะต้องลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ชำระอากรขาออก หรือวางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก ก็ให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร โดยให้คำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในรายงานภาษีขาย ดังต่อไปนี้ (ก) ถ้าได้รับเงินตราต่างประเทศจากการส่งออกสินค้าในขณะที่ออกใบกำกับภาษีตามข้อ 6 (1) และได้มีการขายเงินตราต่างประเทศที่ได้รับชำระนั้นเป็นเงินตราไทยในเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ให้ถือเงินตราไทยจากการขายนั้นเป็นมูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้า เว้นแต่มิได้มีการขายเงินตราต่างประเทศในเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ให้ถือตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ในวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 79/4 (1) แห่งประมวลรัษฎากร (ข) ถ้ายังไม่ได้รับเงินตราต่างประเทศจากการส่งออกสินค้าในขณะที่ออกใบกำกับภาษีตามข้อ 6 (1) ให้คำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตาม (ก) หรือ (ข) ในเดือนภาษีที่ลงรายงานแล้ว ให้ถือมูลค่าของสินค้าซึ่งได้คำนวณเป็นเงินตราไทยเพื่อการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น ถ้าได้รับชำระราคาค่าสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศในเดือนภาษีอื่น หรือได้มีการขายเงินตราต่างประเทศในเดือนภาษีอื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในเดือนภาษีที่ได้รับเงินตราต่างประเทศ หรือในเดือนภาษีที่มีการขายเงินตราต่างประเทศ" นอกจากนี้ กรมสรรพากรได้มีหนังสือตอบข้อหาเลขที่หนังสือ กค 0706/2330 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการบันทึกในรายงานภาษีขายและบันทึกบัญชีส่งออกสินค้า รวมทั้งการตัดสต็อกสินค้าในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ดังนี้ ข้อหารือ: บริษัทฯ ประกอบกิจการส่งออกสินค้าประเภทอาหารบรรจุในภาชนะ ซึ่งเป็นสินค้าประเภทที่ไม่ ต้องเสียอากรขาออก บริษัทฯ ได้ดำเนินการผ่านพิธีศุลกากรโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) จะไม่มีเจ้าหน้าที่ศุลกากรลงชื่อสลักหลังใบขนสินค้าขาออกตรงบันทึกการตรวจ บันทึก การปล่อย การตรวจรับสินค้า บริษัทฯ จะพิมพ์สำเนาใบขนสินค้าได้เฉพาะด้านหน้าของใบขนสินค้า ที่มีเลขที่ใบขนสินค้าและรายละเอียดของสินค้าเท่านั้น บริษัทฯ เห็นว่า ตามมาตรา 78 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระ อากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้อง เสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออก ใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร แต่ตามมาตรา 10 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ได้ระบุว่า ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีสำหรับของที่ส่งออกเกิดขึ้นในเวลาที่ส่งของออกสำเร็จ บริษัทฯ ขอทราบว่า 1. การส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ ในการบันทึกยอดขายส่งออกในรายงานภาษีขายตาม ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งการตัดสต็อกสินค้าในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ บริษัทฯ จะต้องใช้วันที่ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรลงชื่อตรวจปล่อยสลักหลังใบขนสินค้าขาออก หรือใช้วันที่รับบรรทุก สินค้าขึ้นเรือออกไปซึ่งตรงกับวันที่ที่ปรากฏในใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) 2. ในการบันทึกรายได้จากการขายสินค้าเพื่อการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ จะต้องใช้วันที่ ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรลงชื่อตรวจปล่อยสลักหลังใบขนสินค้าขาออก หรือใช้วันที่รับบรรทุกสินค้าขึ้นเรือ ออกไปซึ่งตรงกับวันที่ที่ปรากฏในใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) 3. ตามข้อ 2 และข้อ 27 ของประกาศกรมศุลกากรที่ 57/2549 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกรมศุลกากร ที่ 16/2549 ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2549 กำหนดให้การผ่านพิธีการศุลกากรเกี่ยวกับการส่งสินค้าออกไป นอกราชอาณาจักรให้กระทำได้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) และให้ผู้ส่งของ ออกหรือตัวแทนยื่นขอรับรองใบขนสินค้าขาออกต่อหน่วยบริการศุลกากร พร้อมชำระค่าธรรมเนียม การจำลองเอกสารตามอัตราที่กำหนดไว้ในแบบ บศ.5 เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะพิมพ์ใบขนสินค้าจากระบบ คอมพิวเตอร์ของศุลกากรและลงชื่อรับรองว่า "ใบขนสินค้าได้พิมพ์จากระบบคอมพิวเตอร์ของศุลกากร" กรณีดังกล่าวจะมีวันที่ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรลงชื่อตรวจปล่อยสลักหลังใบขนสินค้าขาออกหรือไม่ และสามารถใช้วันที่ที่ปรากฏในใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) ได้หรือไม่ หรือจะต้องปฏิบัติอย่างใด แนววินิจฉัย: 1. กรณีตาม 1 ในการลงรายการในรายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ บริษัทฯ มีหน้าที่ จัดทำรายการตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับการจัดทำรายงาน การลงรายการในรายงาน การเก็บใบกำกับภาษี และเอกสารหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบการลงรายงาน ภาษีซื้อตามมาตรา 87 และมาตรา 87/3 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542 โดยบริษัทฯ จะต้องลงรายการในรายงานภาษีขายภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ความรับผิดในการเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นคือวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ซึ่งหมายถึงวันที่ ประทับตราใบขนสินค้าขาออก กล่าวคือ ขั้นตอนในการปฏิบัติกรณีการส่งออกยังคงเป็นไปตามปกติแบบ ที่ใช้เอกสาร เพียงแต่ขณะนี้เป็นการกระทำทางระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสารตามกฎหมายว่าด้วย ศุลกากร และบริษัทฯ จะต้องบันทึกรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามปริมาณสินค้าหรือวัตถุดิบ ที่รับมาหรือจ่ายไปจริง และให้ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่รับมาหรือจ่ายไปซึ่งสินค้า หรือวัตถุดิบ 2. กรณีตาม 2 การรับรู้รายได้จากการส่งออกสินค้าเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ ต้องรับรู้ รายได้เมื่อออกใบขนสินค้าขาออกตามเกณฑ์สิทธิ์ ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิ์ในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2528 3. กรณีตาม 3 การจัดทำใบขนสินค้าสำหรับการผ่านพิธีการศุลกากรเกี่ยวกับการส่งสินค้าออกไป นอกราชอาณาจักรซึ่งกระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) เนื่องจากเป็นวิธีการปฏิบัติงานตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในความควบคุมของกรมศุลกากร ดังนั้น จึงขอให้บริษัทฯ ได้ สอบถามโดยตรงต่อกรมศุลกากรต่อไป เลขตู้: 70/34797 เดิมเคยมี ruling กรมสรรพากรตอบว่า ให้ใช้วันที่เจ้าหน้าที่สลักหลังตรวจปล่อย แต่ ruling นี้เป็นกรณีระบบการส่งออกแบบ EDI เดิม ที่เราสามารถดูวันที่ดังกล่าวได้ แล้ววันที่นั้นส่วนใหญ่แล้วจะเกิดก่อนวันที่เรือออกจริง 3-4 วัน คือ เหมือนกับว่า เจ้าหน้าที่เห็นใบขน ก็ตรวจใบขนแล้วเซ็นชื่อตรวจปล่อย ไม่เกี่ยวกับวันเรือออกเลย แล้วหลายครั้งที่วันที่ตรวจปล่อยอาจเกิดขึ้นก่อนวันที่ขนของออกจากโรงงานด้วย เพราะบริษัทจะทำใบขนไปผ่านพิธีการก่อนจะ load ของออก แต่ระบบ paperless ใหม่ จะไม่มีเจ้าหน้าที่เซ็นแล้ว แต่กรมจะตอบกลับมาเป็นแต่ละ status ซึ่งจะระบุวันของแต่ละ status มาให้ เมื่อเราส่งข้อมูลใบขนออนไลน์ไป กรมศุลกากรจะตอบรับใบขนพร้อมระบุเลขที่ใบขนกลับมาให้ซึ่งเป็น status 0209 เมื่อบริษัทขนของเข้าท่าไปแล้ว กรมศุลกากรก็จะตอบกลับมาด้วย status 0309 ส่วน status 0409 จะเป็นวันเรือออก หรือก่อนเรือออก 1 วัน ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีบริษัทฯ มีการขายสินค้าให้กับลูกค้าต่างประเทศ โดยผ่านพิธีการส่งออก และใบแจ้งหนี้เป็นสกุลเงินต่างประเทศ วันที่ในใบแจ้งหนี้ และวันที่ส่งออกสินค้าไม่ใช่วันเดียวกัน นั้น 1. กิจการจะบันทึกรับรู้รายได้ของกิจการ โดยใช้วันที่ในใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading: BoL, B/L) ของผู้ประกอบการรับขนส่งทางทะเล อันเป็นข้อตกลงทางการค้า (INCOTERMs 2020) อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ได้รับใบตราส่งสินค้า (B/L) ของผู้ประกอบการรับขนส่งทางทะเล ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็ให้ใช้วันที่ส่งออกในใบขนสินค้าขาออก Status 0409 โดยอนุโลม 2. กรณีต้องทำการยื่นภาษีขาย อัตราร้อยละ 0% โดยใช้วันที่ของใบขนสินค้าขาออก ระบุ Status 0209 ตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |