ข้อพิพาทกฏหมายที่น่าสนใจ

แม้ลูกจ้างไม่ได้ทุจริตหรือยักยอกทรัพย์ แต่พฤติการณ์ลูกจ้างทำให้นายจ้างไม่สามารถไว้วางใจได้ นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้หรือไม่


เรื่อง แม้ลูกจ้างไม่ได้ทุจริตหรือยักยอกทรัพย์ แต่พฤติการณ์ลูกจ้างทำให้นายจ้างไม่สามารถไว้วางใจได้ นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้หรือไม่
แหล่งที่มา ข้อพิพาทกฏหมายที่น่าสนใจ
วันที่
ประเภทภาษี
ข้อกฎหมาย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรค 2 และมาตรา 31
คำถาม

แม้ลูกจ้างไม่ได้ทุจริตหรือยักยอกทรัพย์ แต่พฤติการณ์ลูกจ้างทำให้นายจ้างไม่สามารถไว้วางใจได้ นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้หรือไม่

คำตอบ

คดีแรงงาน  เรื่อง  แม้ลูกจ้างไม่ทุจริต ก็อาจไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2546

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน .ศ. 2522 มาตรา 9 วรรค 2 และมาตรา 31


สรุปใจความสำคัญ :

        แม้ลูกจ้างจะไม่ได้กระทำการทุจริตหรือยักยอกทรัพย์ของนายจ้างโดยตรง แต่หากมีพฤติการณ์ที่ทำให้นายจ้างไม่สามารถไว้วางใจได้ เช่น การใช้ตำแหน่งหน้าที่เบิกเงินเดือนล่วงหน้าให้ตนเองจำนวนมาก ทั้งที่ทราบว่าบริษัทมีปัญหาทางการเงิน ถือเป็นเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างได้ การเลิกจ้างเช่นนี้ ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เพราะมีมูลเหตุจริงและสมเหตุสมผลให้นายจ้างไม่อาจให้ลูกจ้างบริหารงานต่อไปได้

 

รายละเอียดคำพิพากษาโดยย่อ :

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2546 เป็นกรณีพิพาทแรงงานระหว่างลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปกับนายจ้าง โดยนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า อ้างว่าลูกจ้างทุจริตและยักยอกทรัพย์สินของบริษัทไปใช้ส่วนตัว ลูกจ้างจึงฟ้องเรียกร้องค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้าง ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขณะที่นายจ้างยืนยันว่าลูกจ้างได้เบิกเงินเดือนล่วงหน้าเกินสิทธิ์และใช้เงินของบริษัทไปโดยไม่สุจริต พร้อมยื่นฟ้องแย้งเรียกคืนเงินที่เบิกไป ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าลูกจ้างทุจริตตามกฎหมายแรงงาน มาตรา 119 แต่ลูกจ้างในฐานะผู้บริหารกลับเบิกเงินเดือนล่วงหน้าให้ตนเองติดต่อกันถึง 52 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 1,039,500 บาท ทั้งที่ทราบว่าบริษัทมีปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ถือเป็นพฤติการณ์ไม่เหมาะสมต่อหน้าที่และไม่สมกับความไว้วางใจที่นายจ้างมอบให้ ศาลจึงเห็นว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ถือเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

        เมื่อคดีถึงศาลฎีกา ลูกจ้างอุทธรณ์หลายประเด็น โดยอ้างว่าเงินที่เบิกเป็นเงินกู้ส่วนตัวและเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องดูว่าเหตุนั้นมีจริงและสมควรหรือไม่ มิใช่เพียงเพราะลูกจ้างไม่ทุจริตแล้วจะถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเสมอไป ศาลเห็นว่าการที่ลูกจ้างใช้ตำแหน่งหน้าที่เบิกเงินเดือนล่วงหน้าให้ตนเองในช่วงที่บริษัทประสบปัญหาทางการเงิน เป็นเหตุให้นายจ้างขาดความไว้วางใจในตัวลูกจ้างอย่างสมเหตุสมผล จึงมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง

        คำพิพากษานี้จึงมีหลักสำคัญว่า แม้ลูกจ้างจะไม่ได้กระทำความผิดถึงขั้นทุจริตหรือยักยอกทรัพย์ แต่หากพฤติการณ์ของลูกจ้างเป็นเหตุให้นายจ้างไม่สามารถไว้วางใจให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งนั้นต่อไปได้ ก็ถือว่าเป็นเหตุอันสมควรให้เลิกจ้างได้โดยไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ การเลิกจ้างที่ชอบด้วยเหตุอันสมควรต้องมีมูลเหตุที่แท้จริงและพอเพียง ไม่ใช่การอ้างลอย ๆ หรือการกลั่นแกล้งลูกจ้าง ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางของศาลฎีกาที่วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า “ความไว้วางใจ” ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บริหาร เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาความชอบธรรมของการเลิกจ้าง



 ให้การสนับสนุนด้านกฏหมายทั่วไป .!!

ที่ปรึกษาด้านกฏหมายทั่วไป เช่น  การยื่นขอใบอนุญาตต่างๆ และ การตรวจสอบข้อกฎหมาย จัดทำระเบียบข้อบังคับบริษัทและหนังสือสัญญาการจ้างงาน

จัดทำและตรวจทานหนังสือสัญญา  รับคำปรึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน  รับคำปรึกษาด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา  บริการงานด้านมรดก และอื่นๆ

สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ แผนกกฏหมาย

(ทนายความ)

ติดต่อโดยตรง : 02-261-8182

E-mail : legal@aapth.com

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ