Case study

Local File กับ Benchmarking study ต้องทำคู่กันหรือไม่ และมีระยะวลาในการจัดทำอย่างไร


เรื่อง Local File กับ Benchmarking study ต้องทำคู่กันหรือไม่ และมีระยะวลาในการจัดทำอย่างไร
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 13/07/2026
ประเภทภาษี
ข้อกฎหมาย
คำถาม

กรณีที่บริษัท อยู่ในเกณฑ์ ต้องจัดทำเอกสาร Transfer Pricing เตรียมไว้ให้สรรพากร

คำถามคือ

1. Local File กับ Benchmarking study เป็นเอกสารแยกจากกันหรือต้องทำคู่กันเสมอ

2. ระยะเวลาของเอกสาร

Local File และ

Benchmarking study

จะต้องจัดทำทุกปี หรือ 3 ปีครั้ง หรือ อย่างไรเพื่อให้ถูกต้องตามที่สรรพากรกำหนด และมีระบุไว้ในข้อกฎหมายใดเพื่อใช้อ้างอิงสรรพากรได้บ้าง

3. ในการทำ Benchmarking study จะต้องใช้ข้อมูลในการเปรียบเทียบ 3 ปี หรือ 5 ปี อย่างไรเพื่อให้ถูกต้องตามที่สรรพากรกำหนด และมีระบุไว้ในข้อกฎหมายใดเพื่อใช้อ้างอิงสรรพากรได้บ้าง

คำตอบ

ตอบ 1 Local File กับ Benchmarking study เป็นเอกสารคู่กันค่ะ  โดย Benchmarking study เป็นส่วนหนึ่งของ เล่ม Local file ค่ะ 

 

ตอบ 2 ระยะเวลาของเอกสาร Local File  เล่มใหญ่ทั้งเล่มถ้าในหัวข้อทั่วไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่น ประเภทธุรกรรม ความเสี่ยง Organize charge ฯลฯ จะทำ 3 ปีครั้งค่ะ  แต่ Benchmarking study จะต้องจัดทำทุกปีเนื่องจากเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องเปรียบเทียบกำหนดราคากับคู่เทียบที่เป็นอิสระต่อกันค่ะ  


ตอบ 3 ในการทำ Benchmarking study โดยปกติจะใช้ข้อมูลในการเปรียบเทียบ 3 ปี ย้อนหลังค่ะ 




อ้างอิงกฎหมาย ตามมาตรา 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร วรรคสอง กำหนดว่า ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน DISCLOSURE FORMตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดี อาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Local File) ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด(ซึ่งอธิบดีกำหนดหลายหัวข้อค่ะ หนึ่งในนั้นคือ Benchmarking study 


            การจัดทำ (Local File)  ทำทุกปีค่ะ โดยจะมีการจัดทำ  Benchmarking study  คู่กันเสมอ  ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 407) เรื่อง  กำหนดเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็น สำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Local File)    ข้อ (2)(3) กำหนดว่าต้องมีเอกสารดังนี้ โดย 

                     (ก) รายการประเภทธุรกรรมที่ถูกควบคุม คู่สัญญา ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจของคู่สัญญา และจำนวนมูลค่าที่ได้รับมาจากหรือจ่ายไปแก่คู่สัญญา

                     (ข) คำอธิบายเกี่ยวกับแต่ละประเภทธุรกรรมตาม (ก) และนโยบายการกำหนดราคาที่ใช้ในการกำหนดราคาสำหรับแต่ละประเภทธุรกรรม พร้อมทั้งสมมติฐานที่ปรับใช้ในการกำหนดราคา เว้นแต่ ประเภทธุรกรรมนั้นเป็นประเภทธุรกรรมตาม (ก) ที่ไม่มีนัยสำคัญ

                     (ค) รายการสัญญาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแต่ละประเภทธุรกรรมที่ต้องจัดทำคำอธิบายตาม (ข) พร้อมสรุปสาระสำคัญของสัญญารวมถึงเงื่อนไขเกี่ยวกับราคาตามสัญญา

                     (ง) บทวิเคราะห์หน้าที่งาน สินทรัพย์ และความเสี่ยงของผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน และคู่สัญญาที่เกี่ยวกับประเภทธุรกรรมที่ต้องจัดทำคำอธิบายตาม (ข) และความแตกต่างในหน้าที่งาน สินทรัพย์ และความเสี่ยงจากรอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีหากปรากฏเช่นว่านั้น

                     (จ) ข้อมูลทางการเงินที่ใช้ในการปรับใช้วิธีการกำหนดราคาที่เลือกใช้สำหรับแต่ละประเภทธุรกรรมที่ต้องจัดทำคำอธิบายตาม (ข)

                     (ฉ) วิธีการกำหนดราคาที่ผู้ยื่นเอกสารหรือหลักฐานเลือกใช้สำหรับแต่ละประเภทธุรกรรม ต้องจัดทำคำอธิบายตาม (ข) พร้อมทั้งเหตุผลในการเลือกใช้วิธีการดังกล่าวและการไม่เลือกใช้วิธีการกำหนดราคาอื่นที่ได้รับการรับรองแล้ว และระบุคู่สัญญาของธุรกรรมที่ถูกควบคุมที่ใช้ในการทดสอบ วิธีการกำหนดราคาหากมีความจำเป็นตามแต่ละวิธีการกำหนดราคาที่เลือกใช้นั้น

                     (ช) Benchmarking study รายการและคำอธิบายธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมที่อาจเทียบเคียงกันได้หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นอิสระที่อาจเทียบเคียงกันได้และข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางการเงินของธุรกรรม หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น รวมถึงช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดำเนินการโดยอิสระ พร้อมทั้งคำอธิบายถึงวิธีค้นหาและแหล่งข้อมูลในการค้นหาธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมหรือบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นอิสระที่อาจเทียบเคียงกันได้ดังกล่าว

                (3) เอกสารหรือหลักฐานอื่นนอกเหนือจาก (1) และ (2) ที่แสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามที่เจ้าพนักงานประเมิน โดยอนุมัติอธิบดีมีหนังสือแจ้งความให้ยื่นเพิ่มเติม


ข้อกฎหมายและแนวทางอ้างอิง เกี่ยวกับ Transfer Pricing :

  • กรมสรรพากร มีการศึกษาและ ปรับปรุงกฎหมายภาษีตามแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และ ได้กรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.113/2545 เรื่องการเสียภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณี การกำหนดราคาโอนให้เป็นไปตามราคาตลาด เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ ในการตรวจและแนะนำผู้เสียภาษีให้สามารถคำนวณกำไรสุทธิที่เป็นฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่ง ประมวลรัษฎากร กรณีการกำหนดราคาโอนให้เป็นไปตามราคาตลาด ซึ่ง ป.113 ได้กล่าวไว้ 5 เรื่อง ได้แก่
    1  การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้
    2  การประเมินรายได้หรือรายจ่ายให้เป็นไปตามราคาตลาด
    3  วิธีการคำนวณราคาเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาด ซึ่งกำหนดไว้ 4 วิธี

 (1) วิธีเปรียบเทียบกับราคาที่มิได้มีการควบคุม (Comparable Uncontrolled Price Method)

 (2) วิธีราคาขายต่อ (Resale Price Method)

 (3) วิธีราคาทุนบวกกำไรส่วนเพิ่ม (Cost Plus Method)

 (4) วิธีอื่น (Other Methods) หากวิธีตาม (1) (2) และ (3)

4 เอกสารที่ควรจัดทำเพื่อพิสูจน์การได้มาซึ่งราคาตลาด
5 ข้อตกลงการกำหนดราคาเป็นการล่วงหน้า

ต่อมาในปี พ.ศ.2561 กรมสรรพากรได้ตรากฎหมาย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 47 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 เพื่อเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาโอน ซึ่งมีผลทำให้ ประมวลรัษฎากร เพิ่มมาตรา 71 ทวิ มาตรา 71 ตรี และเพิ่มข้อความตามในมาตรา 35 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร และยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ดังนี้ 

กฎกระทรวงฉบับที่ 369 (พ.ศ.2563) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการปรับปรุงรายได้ และรายจ่าย ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน 

กฎกระทรวง ฉบับที่ 370 (พ.ศ. 2563) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนด จำนวนรายได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา ๗๑ ตรี วรรคสาม 

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 372) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับการยื่นแบบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และ มูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้และรายจ่าย ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน
        ซึ่งมีกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม มากกว่า ป.113/2545 เช่น วิธีการคำนวณราคาเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาด ดังนี้ 

                      (1) ราคา สำหรับวิธีการเปรียบเทียบราคาที่มิได้ถูกควบคุม

                      (2) อัตรากำไรจากการขายต่อ สำหรับวิธีราคาขายต่อ

                      (3) อัตรากำไรส่วนเพิ่มจากต้นทุน สำหรับวิธีราคาทุนบวกกำไรส่วนเพิ่ม

                      (4) อัตรากำไรสุทธิ สำหรับวิธีอัตรากำไรสุทธิที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม

                      (5) ส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน สำหรับวิธีแบ่งสรรกำไรของธุรกรรม

 - ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 407) เรื่อง กำหนดเอกสารหรือหลักฐาน แสดงข้อมูลที่จําเป็น สำหรับการวิเคราะห์ข้อกําหนด ของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มี ความสัมพันธ์กัน


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

สภาวิชาชีพบัญชี : แนวปฏิบัติในการจัดทำเอกสารประกอบการกำหนดราคาตามกฎหมายกำหนดราคาโอน

หรือต้องการปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการการจัดทำ ติดต่อกลับมาที่ Tax-EZ ได้นะคะ 



มาตรา 71 ตรีให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นในลักษณะของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง ไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะมีอยู่ตลอดรอบระยะเวลาบัญชีหรือมีธุรกรรมระหว่างกันในรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ จัดทำรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนด และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่นรายการภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 69
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 372))
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับการยื่นแบบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ลงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2564 )
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับการยื่นแบบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2565 )
             
( ดูประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2565 )
             ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดี อาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามที่อธิบดีประกาศกำหนด และผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้ อธิบดีจะอนุญาตให้ขยายกำหนดเวลาดังกล่าวออกไปก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่ได้รับหนังสือแจ้งความเป็นครั้งแรก ให้ผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความนั้น
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 407))
             ความในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกินจำนวนหรือมีลักษณะอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งจำนวนรายได้ดังกล่าวต้องกำหนดไว้ไม่น้อยกว่าสองร้อยล้านบาท
             ( แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 47 พ.ศ. 2561)
             ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป)
             
( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 370 (พ.ศ.2563) )


คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 113/2545

เรื่อง      การเสียภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณีการกำหนดราคาโอนให้เป็นไปตามราคาตลาด

                เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจและแนะนำผู้เสียภาษีในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการกำหนดราคาโอนให้เป็นไปตามราคาตลาด กรมสรรพากรจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

                ข้อ 1 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร โดยนำรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

                        ในการคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องนำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้จะยังไม่ได้ รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำ รายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

                ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามข้อ 1 กระทำธุรกรรมกับคู่สัญญาของตนโดยไม่มีรายได้ตอบแทนหรือมีรายได้ตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามข้อ 1 กระทำธุรกรรมกับคู่สัญญาของตนโดยมีรายจ่ายสูงกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นไม่ได้ปรับปรุงรายได้หรือรายจ่ายให้เป็นไปตามราคาตลาดเพื่อเสียภาษีเงินได้ ให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมิน รายได้หรือรายจ่ายให้เป็นไปตามราคาตลาด

                        คำว่า ราคาตลาด ตามวรรคหนึ่งหมายความว่า ราคาของค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย ซึ่งคู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกันพึงกำหนดโดยสุจริตในทางการค้า กรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินที่มีลักษณะ ประเภท และชนิดเช่นเดียวกัน ณ วันที่โอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน

                        คำว่า คู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกัน หมายความว่า คู่สัญญาที่ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันในการจัดการ การควบคุม หรือร่วมทุน โดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม

                ข้อ 3 ในการคำนวณรายได้หรือรายจ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดให้ถือปฏิบัติโดยเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้

                        (1) วิธีเปรียบเทียบกับราคาที่มิได้มีการควบคุม (Comparable Uncontrolled Price Method) โดยให้ทำการเปรียบเทียบกับค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยที่เรียกเก็บใน ทางการค้าระหว่างคู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกันกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินที่มีประเภทและชนิดเดียวกันและอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน

                        (2) วิธีราคาขายต่อ (Resale Price Method) โดยให้นำค่าตอบแทนในการโอนทรัพย์สินหรือค่าบริการซึ่งผู้ซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ขายได้ขายต่อให้แก่บุคคลอื่นซึ่งเป็นคู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกันหักออกด้วยจำนวนกำไรขั้นต้นที่เหมาะสม

                        จำนวนกำไรขั้นต้นที่เหมาะสมให้คำนวณจากการคูณราคาขายต่อของทรัพย์สินหรือบริการดังกล่าวด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่เกิดจากการโอนทรัพย์สินหรือให้บริการในลักษณะ หรือประเภท หรือชนิดเดียวกันให้แก่คู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกัน

                         ตัวอย่าง

                        บริษัท ก. ขายสินค้าให้แก่บริษัท A ซึ่งเป็นบริษัทในเครือในราคา 50 บาท บริษัท A ขายสินค้านั้นต่อให้แก่บริษัท B ซึ่งเป็นบริษัททั่วไปในราคา 90 บาท ทั้งนี้ สมมุติให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ขายให้แก่คู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกันในตลาดที่ขายสินค้าชนิดเดียวกันนั้น คือ 20% ของราคาขายต่อ

ราคาตลาดที่บริษัท ก. ขายสินค้าให้แก่บริษัท A คำนวณได้โดย

                                 ราคาสินค้าขายต่อให้แก่บริษัททั่วไป = 90 บาท

                                 หัก กำไรขั้นต้น (90 x 20%) = 18 บาท

                                 ราคาตลาด = 72 บาท

                        (3) วิธีราคาทุนบวกกำไรส่วนเพิ่ม (Cost Plus Method) โดยให้นำต้นทุนของทรัพย์สินหรือบริการที่ขายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการบวกด้วยจำนวนกำไรขั้นต้นที่เหมาะสม

จำนวนกำไรขั้นต้นที่เหมาะสมให้คำนวณจากการคูณต้นทุนของทรัพย์สินหรือบริการดังกล่าวด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่เกิดจากการโอนทรัพย์สินหรือให้บริการในลักษณะ หรือประเภท หรือชนิดเดียวกันให้แก่คู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกัน

                         ตัวอย่าง

     บริษัท ก. ขายสินค้าให้แก่บริษัท A ซึ่งเป็นบริษัทในเครือในราคา 75 บาท ต้นทุนสินค้าขายคือ 50 บาท บริษัท ข. ขายสินค้าชนิดเดียวกันให้แก่บริษัท B ซึ่งเป็นบริษัททั่วไปในราคา 100 บาท ต้นทุนสินค้าขายคือ 60 บาท ดังนั้น อัตรากำไรขั้นต้นที่ขายให้แก่คู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกัน คือ 40% ของราคาขายหรือ 66.67% ของต้นทุนสินค้า (40/60)

                        ราคาตลาดที่บริษัท ก. ขายสินค้าให้แก่บริษัท A คำนวณได้โดย

                                 ต้นทุนสินค้าขายให้แก่บริษัทในเครือ = 50 บาท

                                 บวก กำไรขั้นต้น (50 x 66.67%) = 33.34 บาท

                                 ราคาตลาด = 83.34 บาท

                        (4) วิธีอื่น (Other Methods) หากวิธีตาม (1) (2) และ (3) ไม่อาจนำมา ใช้ในการคำนวณรายได้หรือรายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดของค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือ ดอกเบี้ย ให้ใช้วิธีอื่นซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับรองโดยสากลและมีความเหมาะสมตามสภาพข้อเท็จจริงในทางการค้าที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินนั้น

                ข้อ 4 ในการตรวจสอบภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับวิธีคำนวณ รายได้หรือรายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดตามข้อ 3 ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม ข้อ 1 ให้เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้ ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดทำขึ้นจริงในแต่ละขั้นตอนของการกระทำธุรกรรมและเก็บรักษาไว้ ณ สำนักงานของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                        (1) เอกสารแสดงโครงสร้างและความสัมพันธ์ของกิจการในกลุ่มเดียวกัน รวมทั้งโครงสร้างและลักษณะของการประกอบธุรกิจของแต่ละกิจการ

                        (2) งบประมาณ แผนงานทางธุรกิจ และประมาณการทางการเงิน

                        (3) เอกสารแสดงกลยุทธ์ทางธุรกิจของผู้เสียภาษี และเหตุผลในการใช้ กลยุทธ์ดังกล่าว

                        (4) เอกสารแสดงยอดขาย ผลประกอบการของผู้เสียภาษีและลักษณะของธุรกรรมที่ทำกับกิจการในกลุ่มเดียวกัน

                        (5) เอกสารแสดงเหตุผลในการจัดทำธุรกรรมระหว่างประเทศที่ทำกับกิจการในกลุ่มเดียวกัน

                        (6) นโยบายการกำหนดราคา ความสามารถในการทำกำไรของแต่ละผลิตภัณฑ์และข้อมูลทางการตลาด รวมทั้งส่วนแบ่งกำไรของแต่ละกิจการ โดยต้องคำนึงถึงหน้าที่งาน ทรัพย์สิน และความเสี่ยงของแต่ละกิจการที่เกี่ยวข้อง

                        (7) เอกสารแสดงเหตุผลในการเลือกวิธีกำหนดราคา

                        (8) กรณีที่อาจเลือกวิธีกำหนดราคาได้หลายวิธี ให้มีเอกสารแสดง รายละเอียดวิธีอื่น ๆ นอกเหนือจากวิธีตาม (7) และเหตุผลที่ไม่เลือกวิธีดังกล่าว โดยต้องเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นในขณะเดียวกันกับการตัดสินใจเลือกวิธีตาม (7)

                        (9) เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานแสดงหลักการพื้นฐานและท่าทีในการเจรจาของผู้เสียภาษีสำหรับธุรกรรมที่ทำกับกิจการในกลุ่มเดียวกัน

                        (10) เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคา (ถ้ามี)

                        คำว่า กิจการในกลุ่มเดียวกัน ตามวรรคหนึ่งหมายความว่า กิจการในกลุ่มบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันในการจัดการ การควบคุม หรือร่วมทุน โดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม

                        กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามข้อ 1 ได้จัดทำเอกสารหลักฐานตามวรรคหนึ่ง โดยมีรายละเอียดเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่า วิธีคำนวณรายได้หรือรายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดตามข้อ 3 ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นวิธีที่เหมาะสมถูกต้อง ให้เจ้าพนักงานประเมินถือปฏิบัติตามวิธีคำนวณรายได้หรือรายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดของบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น

                ข้อ 5 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามข้อ 1 ประสงค์จะทำข้อตกลงการกำหนดราคาเป็นการล่วงหน้ากับกรมสรรพากรสำหรับการกระทำธุรกรรมใดที่ทำกับคู่สัญญาของตน ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นคำขอจัดทำข้อตกลงการกำหนดราคาเป็นหนังสือพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องต่ออธิบดีกรมสรรพากร เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องดำเนินการตามข้อตกลงการกำหนดราคา

สั่ง ณ วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2545

ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล

อธิบดีกรมสรรพากร

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400)
 เรื่อง  กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้และรายจ่าย
 ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

_________________

            อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563) อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ดังต่อไปนี้

            ข้อ  1  ในประกาศนี้

                 “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน” หมายความว่า บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

                 “ธุรกรรมที่ถูกควบคุม” หมายความว่า ธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

                 “ธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุม” หมายความว่า ธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่คู่สัญญาของธุรกรรมนั้นไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

                 “ผลตอบแทนสำหรับธุรกรรม” หมายความรวมถึง ตัวชี้วัดทางการเงินซึ่งสัมพันธ์กับวิธีการกำหนดราคาที่เลือกใช้ ดังต่อไปนี้ หรือตัวชี้วัดทางการเงินอื่นที่เหมาะสมซึ่งสัมพันธ์กับวิธีการกำหนดราคาอื่น แล้วแต่กรณี

                      (1) ราคา สำหรับวิธีการเปรียบเทียบราคาที่มิได้ถูกควบคุม

                      (2) อัตรากำไรจากการขายต่อ สำหรับวิธีราคาขายต่อ

                      (3) อัตรากำไรส่วนเพิ่มจากต้นทุน สำหรับวิธีราคาทุนบวกกำไรส่วนเพิ่ม

                      (4) อัตรากำไรสุทธิ สำหรับวิธีอัตรากำไรสุทธิที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม

                      (5) ส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน สำหรับวิธีแบ่งสรรกำไรของธุรกรรม

            ข้อ  2  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันมีข้อกำหนดทางด้านการพาณิชย์ หรือการเงินระหว่างกัน โดยมีการกำหนดผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นแตกต่างไปจากที่ควรจะกำหนดหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการโดยอิสระ ในลักษณะที่เชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไร อันทำให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายหนึ่งรายใดไม่ได้รับหรือได้รับกำไรหรือเงินได้พึงประเมินที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีน้อยกว่าที่พึงจะได้รับหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการโดยอิสระ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวเพื่อให้ได้จำนวนรายได้ที่พึงได้รับและรายจ่ายที่พึงได้จ่ายหากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการโดยอิสระ เสมือนว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้รับและได้จ่ายตามนั้นเพื่อใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียตามมาตรา 70 หรือมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

            จำนวนกำไรหรือเงินได้พึงประเมินของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งจะถือว่าเป็นจำนวนที่พึงได้รับหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการโดยอิสระต่อเมื่อการกำหนดผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นไม่แตกต่างไปจากผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

            ในการพิจารณาปรับปรุงรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งและการพิจารณาเทียบเคียงผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมตามวรรคสองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนด ตามข้อ 3 ถึงข้อ 10

            ข้อ  3  ธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมจะเข้าลักษณะเป็นธุรกรรมที่อาจเทียบเคียงกันได้กับธุรกรรมที่ถูกควบคุมในกรณี ดังต่อไปนี้

                 (1) เมื่อธุรกรรมที่นำมาเทียบเคียงกันนั้นไม่มีความแตกต่างอันอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวชี้วัดทางการเงินที่ถูกตรวจสอบด้วยวิธีการกำหนดราคาตามข้อ 5 หรือ

                 (2) เมื่อธุรกรรมที่นำมาเทียบเคียงกันนั้นมีความแตกต่างอันอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวชี้วัดทางการเงินที่ถูกตรวจสอบด้วยวิธีการกำหนดราคาตามข้อ 5 แต่ได้มีการปรับปรุงความสามารถในการเทียบเคียงกันของธุรกรรมนั้นอย่างเหมาะสมเพื่อขจัดผลกระทบของความแตกต่าง ดังกล่าวแล้ว

            ข้อ  4  ในการพิจารณาความสามารถในการเทียบเคียงกันตามข้อ 3 ให้นำปัจจัยดังต่อไปนี้ มาพิจารณาเท่าที่มีความเกี่ยวพันในเชิงเศรษฐกิจกับข้อเท็จจริงและสถานการณ์

                 (1) ข้อตกลงตามสัญญาในการทำธุรกรรม

                 (2) หน้าที่งานที่คู่สัญญาแต่ละรายรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนั้น โดยคำนึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่รับ

                 (3) ลักษณะของทรัพย์สินที่โอนหรือบริการที่ทำ

                 (4) สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะที่ทำธุรกรรม และ

                 (5) กลยทธุ์ทางธุรกิจซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ใช้ในการทำธุรกรรม

            ข้อ  5  ในการพิจารณาว่าผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมเป็นผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระให้พิจารณาเลือกใช้วิธีการกำหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์ในแต่ละกรณีโดยคำนึงถึงปัจจัยที่กำหนดไว้ตามข้อ 6 ประกอบการเลือกใช้นั้น

            วิธีการกำหนดราคาตามวรรคหนึ่ง หมายถึง วิธีการกำหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้ว ดังต่อไปนี้

                 (1) วิธีการเปรียบเทียบราคาที่มิได้ถูกควบคุม (Comparable Uncontrolled Price Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างราคาที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมกับราคาที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการสำหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

                 (2) วิธีราคาขายต่อ (Resale Price Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากำไรจากการขายต่อซึ่งผู้ซื้อทรัพย์สินผ่านธุรกรรมที่ถูกควบคุมได้รับจากการนำทรัพย์สินนั้นไปขายต่อผ่านธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมกับอัตรากำไรจากการขายต่อซึ่งได้รับจากการซื้อมาและขายต่อทรัพย์สินผ่านธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

                 (3) วิธีราคาทุนบวกกำไรส่วนเพิ่ม (Cost Plus Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากำไรส่วนเพิ่มจากต้นทุนซึ่งรวมทั้งต้นทุนทางตรงและทางอ้อมในการโอนทรัพย์สิน และให้บริการสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุม กับอัตรากำไรส่วนเพิ่มจากต้นทุนซึ่งรวมทั้งต้นทุนทางตรง และทางอ้อมในการโอนทรัพย์สินและให้บริการสำหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

                 (4) วิธีอัตรากำไรสุทธิที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม (Transactional Net Margin Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากำไรสุทธิที่สัมพันธ์กับฐานที่เหมาะสม (เช่น ต้นทุน ยอดขาย หรือสินทรัพย์ เป็นต้น) ซึ่งเป็นผลจากการทำธุรกรรมที่ถูกควบคุม กับอัตรากำไรสุทธิที่สัมพันธ์กับฐานเดียวกันนั้น ซึ่งเป็นผลจากการทำธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุม

                 (5) วิธีแบ่งสรรกำไรของธุรกรรม (Transactional Profit Split Method) โดยการปันส่วนผลกำไร (หรือขาดทุน) ที่ได้รับจากธุรกรรมที่ถูกควบคุม ให้เป็นไปตามส่วนที่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแต่ละรายได้มีส่วนร่วมดำเนินการในธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นเพื่อให้แต่ละบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้รับส่วนแบ่งตามส่วนที่พึงคาดหมายว่าจะได้รับหากได้มีส่วนร่วม ดำเนินการในธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้เว้นแต่ในกรณีที่สามารถนำวิธีการกำหนดราคา วิธีการใดวิธีการหนึ่งตาม (1) ถึง (4) มาปรับใช้เพื่อหาจำนวนกำไรหรือเงินได้พึงประเมินบางส่วน ที่คู่สัญญาที่เป็นอิสระพึงได้รับสำหรับการปฏิบัติหน้าที่งานที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นได้ ให้นำวิธีแบ่งสรรกำไรของธุรกรรมมาปรับใช้เฉพาะกับส่วนของกำไรที่คงเหลืออยู่หลังจากหักจำนวนกำไร หรือเงินได้พึงประเมินที่ได้จากการปรับใช้วิธีการกำหนดราคาตาม (1) ถึง (4) แล้ว

            การเลือกใช้วิธีการกำหนดราคาอื่นนอกเหนือจากวิธีการกำหนดราคาที่ได้รับรองแล้วตามวรรคสอง จะสามารถกระทำได้เฉพาะในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าไม่สามารถปรับใช้วิธีการกำหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้ว กับธุรกรรมที่ถูกควบคุมได้อย่างสมเหตุสมผลและมีวิธีการกำหนดราคาอื่นที่อาจปรับใช้ได้กับกรณีได้อย่างเหมาะสมที่สุด โดยหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะเลือกใช้วิธีการกำหนดราคาอื่น ให้แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเป็นหนังสือพร้อมคำอธิบายเบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีการกำหนดราคานั้น ภายในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการปรับใช้วิธีการกำหนดราคาอื่นนั้นกับธุรกรรมที่ถูกควบคุม พร้อมทั้งจัดเตรียมเอกสารหรือหลักฐานซึ่งอธิบายถึงเหตุที่ไม่สามารถปรับใช้วิธีการกำหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้ว กับธุรกรรมที่ถูกควบคุมได้และคำอธิบายเกี่ยวกับวิธีการกำหนดราคาอื่นที่ปรับใช้นั้นโดยละเอียด พร้อมให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

            ข้อ  6  ในการพิจารณาเลือกใช้วิธีการกำหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดตามข้อ 5 ให้คำนึงถึงปัจจัย ดังต่อไปนี้

                 (1) จุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละวิธีการกำหนดราคา

                 (2) ความเหมาะสมของวิธีการกำหนดราคาตามลักษณะของธุรกรรมที่ถูกควบคุม ผ่านการวิเคราะห์หน้าที่งานของคู่สัญญาแต่ละรายในธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นโดยคำนึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่รับ

                 (3) ความมีอยู่ของข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่จำเป็นในการปรับใช้วิธีการกำหนดราคาที่เลือกใช้

                 (4) ระดับความสามารถในการเทียบเคียงกันได้ระหว่างธุรกรรมที่ถูกควบคุม และธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุม รวมถึงความน่าเชื่อถือของการปรับปรุงความสามารถในการเทียบเคียงกันตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง (2)

            ข้อ  7  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีการทำธุรกรรมที่ถูกควบคุมตั้งแต่ สองธุรกรรมขึ้นไปภายใต้สถานการณ์เดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน โดยธุรกรรมดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกัน และไม่สามารถวิเคราะห์แยกจากกันได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้รวมธุรกรรมดังกล่าวเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ ในการพิจารณาตามข้อ 3 ถึงข้อ 6

            ข้อ  8  ในกรณีที่สามารถคำนวณช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดำเนินการโดยอิสระได้ เมื่อนำช่วงดังกล่าวมาเทียบเคียงกับตัวชี้วัดทางการเงินสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมหรือชุดของธุรกรรมที่ถูกรวมเข้าด้วยกันตามข้อ 7 ที่ได้ถูกตรวจสอบด้วยวิธีการกำหนดราคาตามข้อ 5 แล้ว และปรากฏว่า ตัวชี้วัดทางการเงินนั้นอยู่ภายนอกช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดำเนินการโดยอิสระ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปรับปรุงรายได้และรายจ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกตรวจสอบนั้นตามข้อ 2 เพื่อปรับปรุงให้ตัวชี้วัดทางการเงินดังกล่าว สามารถสะท้อนสถานการณ์ของกรณีได้ดีที่สุดและอยู่ภายในช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ ดำเนินการโดยอิสระ

            ช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดำเนินการโดยอิสระตามวรรคหนึ่ง หมายถึง ช่วงของตัวชี้วัดทางการเงินอันเปันผลที่ได้จากการปรับใช้วิธีการกำหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดตามข้อ 5 กับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมหลายธุรกรรมที่อาจเทียบเคียงกันได้ตามข้อ3

            ข้อ  9  ภายใต้บังคับของวรรคสอง ในกรณีที่ธุรกรรมที่ถูกควบคุมเป็นการบริการจะถือว่าค่าตอบแทนสำหรับการบริการดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระต่อเมื่อ

                 (1) เป็นค่าตอบแทนสำหรับการบริการที่ได้กระทำจริง

                 (2) บริการนั้นมีประโยชน์หรือพึงคาดหมายได้ว่าจะมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจหรือในทางการค้าแก่ผู้รับบริการ

                 (3) เป็นบริการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นอิสระภายใต้สถานการณ์ที่อาจเทียบเคียงกันได้พึงจ่ายค่าตอบแทนเพื่อให้ได้รับบริการนั้นจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน หรือเพื่อให้มีการทำบริการนั้นโดยหน่วยงานภายในของตนเอง และ

                 (4) จำนวนค่าตอบแทนเป็นจำนวนที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระ สำหรับการบริการที่อาจเทียบเคียงกันได้
  ค่าตอบแทนของธุรกรรมการบริการซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระ

           ข้อ  10  ในกรณีที่ธุรกรรมที่ถูกควบคุมเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินไม่มีตัวตนให้คำนึงถึงประเด็นดังต่อไปนี้ประกอบการพิจารณาผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมด้วย

                 (1) กรณีที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์สินไม่มีตัวตนให้คำนึงถึงหน้าที่งานที่คู่สัญญาแต่ละรายรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การปรับปรุง การบำรุงรักษา การคุ้มครอง และการแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์สินไม่มีตัวตนนั้น โดยคำนึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่รับ

                 (2) กรณีที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิการใช้ ขาย หรือโอนทรัพย์สินไม่มีตัวตน ให้คำนึงถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ คุณลักษณะที่เฉพาะตัวหรือไม่เฉพาะตัว และสิทธิในการมีส่วนร่วมพัฒนาในทรัพย์สินไม่มีตัวตน

            ข้อ  11  เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ปรับปรุงรายได้และรายจ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม ที่ถูกควบคุมของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายหนึ่งรายใดตามข้อ 2 แล้ว หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า การปรับปรุงตามข้อ 2 มีส่วนที่เป็นการปรับเพิ่มรายได้สำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมซึ่งบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงยังไม่เคยได้รับจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุม หรือมีส่วนที่เป็นการปรับลดรายจ่ายสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงได้จ่ายออกไปให้กับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุมแล้ว จำนวนรายได้ที่ไม่ได้รับจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งหรือจำนวนรายจ่ายที่จ่ายเกินออกไปให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งให้ถือเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงนั้นได้จ่ายออกไปให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง และให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจพิจารณาปรับปรุงรายได้ และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันให้เสมือนว่าได้มีการรับและจ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 หรือมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

            ข้อ  12  ภายใต้บังคับของวรรคสอง เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ปรับปรุงรายได้และรายจ่ายสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายหนึ่งรายใดตามข้อ 2 หรือข้อ 11 แล้ว หากปรากฏข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้

                 (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงรายได้และรายจ่ายตามข้อ 2 หรือข้อ 11 ดังกล่าวไม่มีการโต้แย้งการปรับปรุงนั้นและได้ชำระภาษีให้เป็นไปตามผลของการปรับปรุง ดังกล่าวแล้วหรือได้มีการโต้แย้งการปรับปรุงนั้นแต่ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาศาลเป็นที่สุดแล้ว และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ยอมชำระภาษีให้เป็นไปตามผลของคำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว และ

                 (2) จำนวนรายได้หรือรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว ที่ถูกปรับปรุงโดยเจ้าพนักงานประเมินตามข้อ 2 นั้น เป็นจำนวนที่ได้เคยถูกรวมในการคำนวณกำไรสุทธิ หรือเงินได้พึงประเมินที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุมแล้ว และคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ปกปิดข้อมูลการทำธุรกรรมที่ถูกควบคุมดังกล่าวหรือแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับ ธุรกรรมนั้นเป็นเท็จ

            ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจพิจารณาปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงรายได้ และรายจ่ายของคู่สัญญาฝ่ายแรกด้วย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 หรือมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

            เพื่อประโยชน์ในการเว้นการเก็บภาษีซ้อนตามสัญญาที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ หรือที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทำไว้กับสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ การพิจารณาปรับปรุงตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามข้อตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนตามสัญญา ที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ หรือที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทำไว้ กับสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ

            ข้อ  13  เพื่อประโยชน์ในการเว้นการเก็บภาษีซ้อนตามสัญญาที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศหรือที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทำไว้กับสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ และเพื่อการป้องกันการเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการกำหนดราคาระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันนี้เป็นการล่วงหน้า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทยซึ่งมีการทำธุรกรรมด้านการพาณิชย์หรือการเงินกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศอาจร้องขอให้มีการจัดทำข้อตกลงการกำหนดราคาเป็นการล่วงหน้า เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ในการหาผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ที่จะมีขึ้นภายในช่วงเวลาในอนาคตที่ได้ตกลงกันไว้

            ข้อ  14  ประกาศนี้ให้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป

 



ประกาศ ณ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564


 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
 อธิบดีกรมสรรพากร
                                           


ราชกิจจานุเบกษาเล่ม 138 ตอนที่ 32 ง  หน้า 53-60  ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2564


ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 407)

เรื่อง  กำหนดเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนด

ของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

_________________

            อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 71 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 47) พ.ศ. 2561 อธิบดีกรมสรรพากร กำหนดเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ดังต่อไปนี้

            ข้อ  1  ในประกาศนี้

                “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

                “ธุรกรรมที่ถูกควบคุม” หมายความว่า ธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มี ความสัมพันธ์กัน

                “ธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุม” หมายความว่า ธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่คู่สัญญาของธุรกรรมนั้นไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

                “ผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มี ความสัมพันธ์กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นในลักษณะของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มี ความสัมพันธ์กัน และได้รับหนังสือแจ้งความจากเจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดี ให้ยื่นเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่าง บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

            ข้อ  2  กำหนดให้เอกสารหรือหลักฐานดังต่อไปนี้ เป็นเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็น สำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

                (1) เอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐานตามรายการ ดังต่อไปนี้

                     (ก) ลักษณะการประกอบธุรกิจ โครงสร้างการบริหารจัดการ (Local Organization Chart) รวมถึงจำนวนผู้ปฏิบัติงาน ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) รวมถึงคู่ค้าที่สำคัญ คู่แข่งทางการค้าที่สำคัญ (Key Competitors) กลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

                     (ข) โครงสร้างความสัมพันธ์ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ที่มีธุรกรรมกับผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน รวมทั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น โดยตรงของผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐานและผู้ถือหุ้นลำดับสูงสุดของผู้ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน

                     (ค) คำอธิบายเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจ (Business Restructuring) ระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีหรือในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีหากได้ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการเช่นว่านั้น พร้อมทั้งความแตกต่างของลักษณะการประกอบธุรกิจและกลยุทธ์ทางธุรกิจระหว่างก่อนและหลัง การปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าว และผลกระทบต่อผลประกอบการของผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน

                     (ง) คำอธิบายเกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตนที่ผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน ได้รับโอนมาจากหรือที่ได้โอนไปให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันในระหว่าง รอบระยะเวลาบัญชีหากได้ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการเช่นว่านั้น พร้อมทั้งผลกระทบต่อผลประกอบการของผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน

                (2) เอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมของผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐานตามรายการดังต่อไปนี้

                     (ก) รายการประเภทธุรกรรมที่ถูกควบคุม คู่สัญญา ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจของคู่สัญญา และจำนวนมูลค่าที่ได้รับมาจากหรือจ่ายไปแก่คู่สัญญา

                     (ข) คำอธิบายเกี่ยวกับแต่ละประเภทธุรกรรมตาม (ก) และนโยบายการกำหนดราคาที่ใช้ในการกำหนดราคาสำหรับแต่ละประเภทธุรกรรม พร้อมทั้งสมมติฐานที่ปรับใช้ในการกำหนดราคา เว้นแต่ ประเภทธุรกรรมนั้นเป็นประเภทธุรกรรมตาม (ก) ที่ไม่มีนัยสำคัญ

                     (ค) รายการสัญญาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแต่ละประเภทธุรกรรมที่ต้องจัดทำคำอธิบายตาม (ข) พร้อมสรุปสาระสำคัญของสัญญารวมถึงเงื่อนไขเกี่ยวกับราคาตามสัญญา

                     (ง) บทวิเคราะห์หน้าที่งาน สินทรัพย์ และความเสี่ยงของผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน และคู่สัญญาที่เกี่ยวกับประเภทธุรกรรมที่ต้องจัดทำคำอธิบายตาม (ข) และความแตกต่างในหน้าที่งาน สินทรัพย์ และความเสี่ยงจากรอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีหากปรากฏเช่นว่านั้น

                     (จ) ข้อมูลทางการเงินที ทีใช้ในการปรับใช้วิธีการกำหนดราคาที่เลือกใช้สำหรับแต่ละประเภทธุรกรรมที่ต้องจัดทำคำอธิบายตาม (ข)

                     (ฉ) วิธีการกำหนดราคาที่ผู้ยื่นเอกสารหรือหลักฐานเลือกใช้สำหรับแต่ละประเภทธุรกรรม ต้องจัดทำคำอธิบายตาม (ข) พร้อมทั้งเหตุผลในการเลือกใช้วิธีการดังกล่าวและการไม่เลือกใช้วิธีการกำหนดราคาอื่นที่ได้รับการรับรองแล้ว และระบุคู่สัญญาของธุรกรรมที่ถูกควบคุมที่ใช้ในการทดสอบ วิธีการกำหนดราคาหากมีความจำเป็นตามแต่ละวิธีการกำหนดราคาที่เลือกใช้นั้น

                     (ช) รายการและคำอธิบายธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมที่อาจเทียบเคียงกันได้หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นอิสระที่อาจเทียบเคียงกันได้และข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางการเงินของธุรกรรม หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น รวมถึงช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดำเนินการโดยอิสระ พร้อมทั้งคำอธิบายถึงวิธีค้นหาและแหล่งข้อมูลในการค้นหาธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมหรือบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นอิสระที่อาจเทียบเคียงกันได้ดังกล่าว

                (3) เอกสารหรือหลักฐานอื่นนอกเหนือจาก (1) และ (2) ที่แสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามที่เจ้าพนักงานประเมิน โดยอนุมัติอธิบดีมีหนังสือแจ้งความให้ยื่นเพิ่มเติม

            ข้อ  3  ผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐานไม่ต้องยื่นเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลตามข้อ 2 (2) (ช) ก็ได้ หากในรอบระยะเวลาบัญชีที่เจ้าพนักงานประเมินระบุในหนังสือแจ้งความให้ยื่น เอกสารหรือหลักฐานตามประกาศนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงตามกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้

                (1) กรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐานมีลักษณะดังต่อไปนี้

                     (ก) มีรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน ห้าร้อยล้านบาท

                     (ข) ไม่มีธุรกรรมที่ถูกควบคุมกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราที่แตกต่างจากผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน

                     (ค) ไม่มีธุรกรรมที่ถูกควบคุมกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งในต่างประเทศ และ

                     (ง) ไม่มีผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ ยกมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และคู่สัญญาของธุรกรรมที่ถูกควบคุม ต้องไม่มีผลขาดทุนสุทธิในลักษณะเช่นว่านั้นด้วย

                (2) กรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐานได้ร้องขอให้การจัดทำข้อตกลงการกำหนดราคาล่วงหน้าตามสัญญาหรือข้อผูกพันว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทย หรือสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้มีการจัดทำข้อตกลงดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของต่างประเทศหรือสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศตามที่ผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐานร้องขอแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงการกำหนดราคา ล่วงหน้าดังกล่าวที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตามกำหนดเวลาของข้อตกลงนั้น

            ข้อ  4 การยื่นเอกสารหรือหลักฐานตามข้อ 2 ให้ทำเป็นภาษาไทย และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมิน ผู้ส่งหนังสือแจ้งความตามมาตรา 71 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ณ กองบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่กรมสรรพากร หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ในท้องที่ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นตั้งอยู่

            ข้อ  5 การยื่นเอกสารหรือหลักฐานตามข้อ 4 ให้ถือว่าสมบูรณ์ เมื่อได้รับเลขรับการยื่นเอกสาร หรือหลักฐานนั้นจากกรมสรรพากร

            ข้อ  6  ประกาศนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป


ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564


เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

(นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

อธิบดีกรมสรรพากร



ราชกิจจานุเบกษา  เล่ม 138 ตอนที่ 87 ง  หน้า 47-50  ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ