1. ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 39) พ.ศ. 2557 ได้กำหนดนิยามศัพท์คำว่า “คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล” โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป ดังนี้ “มาตรา 39 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น "คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล" หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกันอันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หมายถึงบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการที่มีเงินได้พึงประเมินร่วมกัน แต่ไม่มีวัตถุประสงค์จะแบ่งปันผลกำไรที่ได้จากกิจการที่ทำนั้นเพื่อให้คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีความหมายครอบคลุมรูปแบบของหน่วยธุรกิจทุกชนิดที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงดำเนินการร่วมกัน นอกจากที่เป็นรูปแบบห้างหุ้นส่วน กองมรดก หรือนิติบุคคล เช่น 1.1 คณะกรรมการนักศึกษาจัดหาทุนเพื่อกระทำกิจกรรมในกลุ่มของตน 1.2 คณะกรรมการจัดหาทุนเพื่อสร้างและปรับปรุงโบราณสถาน 1.3 ชมรมแม่บ้านจัดกิจกรรมหาทุนเพื่อสร้างโรงพยาบาล เป็นต้น
2. ตามมาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ของห้างหุ้นส่วนสามัญ ดังนี้ “มาตรา 1012 อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น” ตัวอย่าง 2.1 การเข้าร่วมกันเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร เช่น บัญชีเงินฝากนาง ก. และนางสาว ข. เป็นต้น 2.2 การเข้าร่วมกันถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น นาย ก. นาง ข. และ นาย ค. ซื้อที่ดินร่วมกัน 2.3 การเข้าร่วมกันของแพทย์เพื่อทำกิจการรักษาคนไข้เช่น แพทย์ก.ร่วมกับแพทย์ ข. หรือแพทย์ก. ร่วมกับพยาบาล ค. เป็นต้น 2.4 การเข้าร่วมกันของนักแสดงหรือพิธีกรในการรับงานแสดงหรือรับงานพิธีกร เช่น นักแสดง เอ ร่วมกับนักแสดง บี เป็นต้น
3. ตามคู่มือภาษีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล 3.1 การขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีหน้าที่เสียภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาทั่วไป โดยถือเป็นหน่วย ภาษีอีกหน่วยหนึ่ง แยกต่างหากไปจากบุคคลที่อยู่ในห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลนั้นๆ โดยห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลจะต้องขอมีเลข ประจำตัวผู้เสียภาษีอากรภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีเงินได้พึงประเมิน โดยใช้แบบคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ล.ป.10.2) ยื่นต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่มีภูมิลำเนาอยู่ 3.2 จัดทำรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายเพื่อแสดงรายได้และรายจ่ายประจำวัน โดยไม่ต้องยื่นพร้อมแบบแสดงรายการ และจัดทำรายงานบัญชีรับ-จ่าย ยื่นพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของทุกปีภาษีเพื่อแสดงยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีภาษีก่อนรายรับ/รายจ่ายที่แสดงบนแบบแสดงรายการภาษีส่วนแบ่งกำไรที่จัดสรรให้หุ้นส่วน/บุคคล และยอดเงินคงเหลือยกไปปีภาษีถัดไป มีรายละเอียดประกอบด้วย (1) รายงานเงินสดรับ-จ่ายเพื่อแสดงรายได้และรายจ่ายประจำวันเป็นรายงานที่กรมสรรพากร กำหนดให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (5) - (8) แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้(ฉบับที่ 161) เรื่อง กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและมิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย ลงวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2549 (2) รายงานบัญชีรับ-จ่ายเป็นรายงานที่กรมสรรพากรกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานบัญชีรับ-จ่าย ยื่นพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ของทุกปีภาษี และแสดงยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีภาษีก่อน ส่วนแบ่งกำไรที่จัดสรรให้หุ้นส่วน/บุคคล และยอดเงินคงเหลือยกไปปีภาษีถัดไป ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้(ฉบับที่ 249) เรื่อง กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลจัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่ายลงวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557 3.3 คำถามที่พบบ่อย (1) หากเดิมเคยยื่นแบบแสดงรายการในนามของคณะบุคคลแต่ตามกฎหมายใหม่ต้องเสียภาษีในฐานะห้างหุ้นส่วนสามัญจะต้องปฏิบัติอย่างไร มีกำหนดเวลาในการเปลี่ยนแปลงจากคณะบุคคลเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือไม่ คำตอบ : ให้ผู้มีเงินได้ยื่นแบบแสดงรายการในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ โดยจะต้องดำเนินการยื่นคำร้อง ล.ป.10.2 ขอแก้ไขรายละเอียดพร้อมแนบหนังสือจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญมาด้วย (ไม่มีกำหนดเวลาในการเปลี่ยนแปลงข้อมูล) (2) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล ที่ถูกหักภาษีณ ที่จ่ายไว้เกิน ยังสามารถนำมายื่นแบบขอคืนภาษีได้หรือไม่ คำตอบ : วิธีการเสียภาษีของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล ไม่มีการเปลี่ยนแปลงดังนั้น หากมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้เกินไป ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล ย่อมมีสิทธิขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกินได้
4. การเลิกห้างหุ้นส่วน 4.1 การพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนใหม่จะถือเป็นการเลิกกิจการหรือไม่ ต้องพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และจะมีได้ในกรณีดังต่อไปนี้เท่านั้น (1) การเลิกกันโดยผลของสัญญา (ก) สัญญากำหนดกรณีอันใดเป็นเหตุที่จะเลิกกัน เมื่อมีกรณีนั้น ตามมาตรา 1055 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ข) สัญญาทำไว้เฉพาะกำหนดกาลใด เมื่อสิ้นกำหนดกาลนั้น ตามมาตรา 1055 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ค) สัญญาทำไว้เฉพาะเพื่อทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดแต่อย่างเดียวเมื่อเสร็จการนั้น ตามมาตรา 1055 (3) แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ (2) การเลิกกันโดยบทบัญญัติของ กฎหมาย (ก) ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งบอกเลิกในกรณีของห้างหุ้นส่วนไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 1055 (4) และมาตรา 1056 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ข) ผู้เป็นหุ้นส่วนตาย ล้มละลาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ ตามมาตรา 1055 (5) แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (3) การเลิกกันโดยคำสั่งศาล (ก) กรณีมีการล่วงละเมิดบทบังคับใดๆ อันเป็นสาระสำคัญ ตามมาตรา1057 (1) แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ข) กรณีห้างหุ้นส่วนมีแต่ขาดทุนอย่างเดียวและไม่มีหวังจะกลับฟื้นตัวได้อีกตามมาตรา 1057 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ (ค) กรณีมีเหตุอื่นที่ทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงอยู่ต่อไปตามมาตรา 1057 (3) แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ง) กรณีผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดประกอบกิจการแข่งขันกับกิจการของ ห้างหุ้นส่วนเป็นเหตุให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายนอกนั้นใช้สิทธิ เรียกให้เลิกห้างหุ้นส่วน ตามมาตรา 1067 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 4.2 นอกจากนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนจะตกลงกันเลิกห้างหุ้นส่วนในภายหลังเมื่อใด ก็ทำได้ หรือแม้แต่จะตกลงกันแต่แรกว่าจะเลิกห้างหุ้นส่วนกันในกรณีใดและเมื่อใด แต่ต่อมาภายหลังจะตกลงกันเป็นอย่างอื่นก็สามารถทำได้ เนื่องจากการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญเป็นเรื่องของนิติกรรมและสัญญา และกรณีที่ห้างหุ้นส่วนสามัญมีความประสงค์จะเพิ่มหรือลด หุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งโดยไม่มีเจตนาเลิกห้างหุ้นส่วน และไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายให้ห้างหุ้นส่วนต้องเลิกกันถือว่าห้างหุ้นส่วนไม่ได้ เลิกกัน 4.3 ในทางภาษีอากร กรณีงานเลขบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร สำนักงานสรรพากรพื้นที่ แก้ไขการเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน โดยมิได้ประสงค์จะเลิกห้างฯ ดังนั้น เมื่อห้างฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนใหม่ โดยความเห็นชอบของหุ้นส่วนคนอื่น ๆ (และได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนต่อกระทรวงพาณิชย์ (ถ้ามี) เช่น การประกอบกิจการพาณิชย์) แล้ว ถือว่าห้างหุ้นส่วนยังคงอยู่ต่อไปมิได้เลิกกัน ตามมาตรา 1055 หรือมาตรา 1056 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ได้เลิกกัน และห้างฯประสงค์จะประกอบกิจการต่อไป ห้างฯ มีสิทธิแจ้งขอเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วน และใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีเดิมได้ต่อไป (ที่มา: เลขที่หนังสือ กค 0702/6195 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555)
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีตามข้อเท็จจริง พี่น้อง 3 คน มีชื่อในโฉนดที่ดิน เดิมเคยจดเป็นคณะบุคคล แต่ต่อมา เจ้าพนักงานสรรพากรได้แจ้งให้ไปเปลี่ยนการขอมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเป็น หสม. แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็น หสม. ต่อมาประมาณเดือน เม.ย. 2568 มีบริษัท จำกัด ได้มาขอเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทั้ง 3 คน (อายุ 80 ปีขึ้น) ได้มอบอำนาจให้หลานชายไปทำสัญญามีกำหนด 3 ปี บริษัทฯ ได้หัก ณ ที่จ่ายในนามหลานชายผู้รับมอบอำนาจตั้งแต่เดือน เม.ย. 2568 - ส.ค. 2568 และโอนเงินค่าเช่าในบัญชีหลานผู้รับมอบอำนาจ ซึ่งเป็นบัญชีที่เปิดไว้รับค่าเช่านี้อย่างเดียว ต่อมาเมื่อประมาณเดือน ส.ค. 2568 ได้มาสอบถามวิมล วิมลบอกว่า ต้องไปจดเป็น หสม. และได้ไปจดเป็น หสม. แล้ว เมื่อประมาณเดือน ส.ค. 2568 เพื่อต้องการเปลี่ยนสัญญาให้ถูกต้อง หัก ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง ต่อมายังไม่ได้เปลี่ยนสัญญาปรากฎว่า 1 ใน 3 คน ได้เสียชีวิตลง 1 คน อายุ 83 ปี นั้น 1. การทำสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามหลักการเสียภาษีอากร ต้องดำเนินการให้ถูกต้องทั้งหน่วยทางภาษีอากรของคู่สัญญา เพื่อให้การปฏิบัติการทางภาษีอากรเป็นไปโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ในกรณีนี้ (1) ต้องเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนให้เรียบร้อยว่า ทายาทของผู้เสียชีวิตท่านใดต้องเข้ามาถือครองอสังหาริมทรัพย์แทน (2) ขอเปลี่ยนแปลงการขอมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเป็น หสม. ให้เรียบร้อย (3) เชิญบริษัทฯ มาเปลี่ยนสัญญาเช่าเดิมเป็น หสม. เป็นผู้ให้เช่าตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 จนถึง ธ.ค. 2568 โดยเพิ่มเติมรายละเอียดไว้แนบท้ายสัญญา
2. สัญญาเช่ามีกำหนด 3 ปี การเปลี่ยนสัญญาเช่าให้ผู้จัดการ หสม. เซ็นแทนทุกคนในฐานะผู้จัดการ หสม. ได้ ถูกต้องแล้ว แต่การคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย บริษัทฯ ต้องคำนวณหักและนำส่งในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ ไม่ใช่ “หลานชาย” บริษัทฯ จึงต้องนำส่งใหม่ และขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ได้นำส่งในนามหลานชายไว้
3. 1 ใน 3 คนของ หสม. ที่เสียชีวิต ต้องจัดหาบุคคลที่เป็นทายาทมาแทนเพื่อให้ครบ 3 คน โดยไม่ ต้องจดแจ้ง หสม. ใหม่ ให้ใช้ หสม. ที่จดไว้แล้วไปได้เลยยาวไป 3 ปี
4. ถ้าต่อมาผู้ร่วมใน หสม. เกิดเสียชีวิตอีก ก็ให้ดำเนินการเช่นเดิม คือ จัดหาบุคคลที่เป็นทายาทมาแทนเพื่อให้ครบ 3 คน โดยไม่ ต้องจดแจ้ง หสม. ใหม่ ให้ใช้ หสม. ที่จดไว้แล้วไปได้เลย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |