1. กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น เข้าลักษณะเป็นการจ่ายค่าจ้างขนส่ง บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 1% ของค่าจ้าง ตามข้อ 12/4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528
2. กรณีบริษัทฯ เช่าที่ดินเปล่าฝั่งตรงข้ามโรงงานในพื้นที่การนิคมฯ เพื่อมาทำล้อมรั้วเป็นที่จอดรถให้พนักงาน ซึ่งที่ดินเปล่าไม่มีบ้านเลขที่ค่ะ อยู่มาวันนึง ผู้บริหารอยากจะเอาตู้คอนเทนเนอร์ไปตั้งวางและเอางานที่ผลิตเสร็จแล้วไปเก็บในตู้ หากกรณีเช่นนี้ จะต้องจดทะเบียนสาขา เพราะเป็นที่อยู่คนละเลขที่กับที่ตั้งของบริษัท ฯ ทั้งนี้ ตามมาตรา 85/7 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ “มาตรา 85/7 ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ก่อนวันเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อขอรับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสถานประกอบการนั้น ในการปิดสถานประกอบการบางแห่ง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันปิดสถานประกอบการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ปิดสถานประกอบการคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้พร้อมกับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้นำมาตรา 85/6 วรรคสองมาใช้บังคับ” (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 131) ประกอบ)
3. ในกรณีบริษัทฯ จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับบริษัทในเครือด้วยกันแล้วได้หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ไว้แล้ว ทั้งนี้ ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทในเครือจึงไม่มีสถานที่ตั้งในประเทศไทย ในกรณีนี้บริษัทในเครือไม่สามารถขอคืนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่บริษัทฯ ได้หักไว้ ได้ เนื่องจากบริษัทฯ ได้ปฏิบัติถูกต้องดีงามแล้ว
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |