Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ภาระภาษีธุรกิจส่งนักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศระดับปริญญาตรี
| เรื่อง | ภาระภาษีธุรกิจส่งนักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศระดับปริญญาตรี |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 11/03/2022 - วันที่ตอบ 04/05/2022 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม |
| ข้อกฎหมาย | มาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 |
| ปุจฉา | กรณีกิจการประกอบธุรกิจส่งนักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศระดับปริญญาตรี โดยกิจการเก็บเงินจากลูกค้าเป็นยอดเงินที่รวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว เช่น ค่ารับรองปริญญา ตรวจสอบประวัติ ค่าตั๋วเครื่องบินเพื่อไปสอบ ค่าตั๋วเครื่องบินตอนไปเริ่มการศึกษา รวมถึงค่าที่พักในต่างประเทศ (ซึ่งใบเสร็จจะออกเป็นชื่อลูกค้า) กิจการจึงออกใบรับเงินให้ลูกค้าแล้วบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าเพื่อสำรองจ่าย และจะออกใบเสร็จเพื่อรับรู้รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายข้างต้น (กิจการยังไม่จด VAT) ส่วนต้นทุนของกิจการคือ ค่าใช้จ่ายที่ส่งเจ้าหน้าที่ไปกับลูกค้าเพื่อไปสอบ ตอนไปเริ่มการศึกษา ค่าที่พักที่ต่างประเทศ และค่าเดินทางในต่างประเทศ ความเข้าใจดังกล่าวข้างต้นถูกต้องหรือไม่คะ เนื่องจากลองหาข้อหารือ กับกฎหมายอ้างอิงแล้ว ไม่พบข้อมูลครบถ้วนตามต้องการ จึงต้องขออนุญาตรบกวนอาจารย์ สอบถามกรณีดังกล่าวค่ะ |
| วิสัชนา | กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีกิจการท่องเที่ยว ตามหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0811/ว. 6398 เรื่อง ซ้อมความเข้าใจ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบกิจการนำเที่ยวในต่างประเทศ ลงวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2540 และหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0811/11473 ลงวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2544 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีกิจการท่องเที่ยว ดังนี้ การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและการหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการประกอบกิจการนำเที่ยว ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจส่งนักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศ ดังนี้ “1. การประกอบกิจการนำเที่ยวโดยรับบริการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไป ท่องเที่ยวยังต่างประเทศ (out - bound) หรือจัดบริการนำนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาท่องเที่ยวในประเทศไทย (in - bound) ไม่ว่าการบริการจัดนำเที่ยวนั้นจะได้จัดเป็นหมู่คณะหรือเป็นเอกเทศ การรับจัดนำเที่ยวดังกล่าวถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักรอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร 2. ในกรณีคิดค่าบริการนำเที่ยวเป็นการเหมา (package tour) ซึ่งค่าบริการนำเที่ยวที่คิดเป็นการเหมานั้น สำหรับกรณี out - bound ประกอบด้วยค่าบริการในการทำหนังสือเดินทางและจัดทำวีซ่า ค่าตั๋วโดยสารเครื่องบิน ค่าบริการนำเที่ยว รวมทั้งค่าโรงแรม ค่าอาหาร และค่าขนส่ง ณ ต่างประเทศ และกรณี in - bound ประกอบด้วยค่าบริการท่องเที่ยวรวมทั้งค่าขนส่งค่าอาหาร ค่าบัตรผ่านประตู ค่ามัคคุเทศก์ ค่าโรงแรมและค่าอาหารที่โรงแรม ค่าตั๋วโดยสาร เครื่องบินภายในประเทศ เป็นต้น ผู้ประกอบการจะต้องนำค่าบริการนำเที่ยวที่คิดเป็นการเหมาซึ่งประกอบด้วย ค่าบริการใด ๆ ที่คิดเอาจากนักท่องเที่ยวทั้งหมดมาเป็นมูลค่าของฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร และการให้บริการจัดนำเที่ยวดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการรับจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากผู้จ่ายเงินเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา ร้อยละ 3.0 ของค่าบริการนำเที่ยวที่คิดเป็นการเหมา ซึ่งประกอบด้วยค่าบริการใด ๆ ที่คิดจากนักท่องเที่ยวทั้งหมด ตามข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 สำหรับการพิจารณาว่าผู้ประกอบการที่รับจัดนำเที่ยวได้คิดค่าบริการนำเที่ยวเป็นการเหมา (package tour) หรือไม่ให้พิจารณาจากสัญญาการให้บริการนำเที่ยว 3. กรณีค่าบริการนำเที่ยวมิได้คิดเป็นการเหมา แต่ได้มีการตกลงกับนักท่องเที่ยวโดยขอคิดสินจ้างเฉพาะค่านำเที่ยวและค่าบริการเท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายที่นักท่องเที่ยวจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากสินจ้างดังกล่าว เช่น ค่าโรงแรม ค่าตั๋วโดยสารเครื่องบิน ค่าอาหารในโรงแรม ซึ่งผู้ประกอบการที่รับจัดนำเที่ยวจ่ายทดรองให้นักท่องเที่ยวแต่ละคนไปก่อน โดยจ่ายไปจริงเท่าใดก็จะเรียกเก็บคืนจากนักท่องเที่ยวเท่านั้น (cost plus) และถ้ามีส่วนลดใด ๆ จากผู้รับ ค่าใช้จ่ายดังกล่าว ก็จะคืนส่วนลดนั้นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งหมดโดยตนเองจะไม่รับเก็บไว้เป็นรายได้ของตน และผู้ประกอบการที่รับจัดนำเที่ยวได้มีหลักฐานพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าได้มีการปฏิบัติเช่นนั้นจริง ผู้ประกอบการที่รับจัดนำเที่ยวมีสิทธินำเฉพาะสินจ้างที่เป็นค่านำเที่ยวและค่าบริการมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับค่าใช้จ่ายอื่นที่นักท่องเที่ยวต้องจ่ายเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากสินจ้าง ซึ่ง ผู้ประกอบการที่รับจัดนำเที่ยวได้เรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวตามจำนวนที่ทดรองจ่ายไปจริง ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และการให้บริการรับจัดนำเที่ยว ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการรับจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากผู้จ่ายเงินเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าสินจ้างที่เป็นค่านำเที่ยวและค่าบริการที่ผู้ประกอบการที่รับจัดนำเที่ยวเรียกเก็บ ตามข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528” ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีบริษัทฯ ประกอบธุรกิจส่งนักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศระดับปริญญาตรี โดยกิจการเก็บเงินจากลูกค้าเป็นยอดเงินที่รวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว เช่น ค่ารับรองปริญญา ตรวจสอบประวัติ ค่าตั๋วเครื่องบินเพื่อไปสอบ ค่าตั๋วเครื่องบินตอนไปเริ่มการศึกษา รวมถึงค่าที่พักในต่างประเทศ (ซึ่งใบเสร็จจะออกเป็นชื่อลูกค้า) กิจการจึงออกใบรับเงินให้ลูกค้าแล้วบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าเพื่อสำรองจ่าย และจะออกใบเสร็จเพื่อรับรู้รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายข้างต้น (กิจการยังไม่จด VAT) ส่วนต้นทุนของกิจการคือ ค่าใช้จ่ายที่ส่งเจ้าหน้าที่ไปกับลูกค้าเพื่อไปสอบ ตอนไปเริ่มการศึกษา ค่าที่พักที่ต่างประเทศ และค่าเดินทางในต่างประเทศ ความเข้าใจดังกล่าวข้างต้นถูกต้องดีงามแล้วครับ ทั้งนี้ ให้นำแนวทางปฏิบัติข้างต้น มาประยุกต์ใช้กับกิจการส่งนักเรียนไปต่างประเทศ ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |