Case study

ค่าตรวจเช็คข้อมูลเครดิต ออกใบเสร็จในนามบริษัทไม่ได้


เรื่อง ค่าตรวจเช็คข้อมูลเครดิต ออกใบเสร็จในนามบริษัทไม่ได้
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 01/04/2024
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทได้มอบหมายให้พนักงานไปตรวจเช็คข้อมูลเครดิต กับ NCB และทาง NCB ได้มีการเรียกเก็บตรวจเช็คข้อมูลเครดิต จึงทำให้พนักงานต้องสำรองเงินจ่ายค่าตรวจสอบไปก่อน และใบเสร็จค่าตรวจสอบที่ได้รับมาไม่ออกมาในนามบริษัท แต่ออกเป็นชื่อผู้ค้ำประกัน ดังนั้น ใบเสร็จค่าตรวจสอบสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้มั้ย  และภาษีซื้อสามารถนำมาเคลมได้มั้ย

คำตอบ

ตอบ

  1. กรณีพนักงานสำรองจ่ายค่าตรวจสอบ NCB ไปก่อน และทางบริษัท NCB ได้ออกใบเสร็จเป็นชื่อผู้ค้ำประกันเนื่องจากข้อจำกัดของการออกเอกสารของ NCB (ตามกฎ NCB ไม่สามารถออกเอกสารในนามบริษัทได้ ต้องออกในนามผู้ค้ำ)   และพนักงานได้นำมาเบิกค่าใช้จ่ายกับบริษัทฯ หากมีการพิสูจน์ได้ว่า รายจ่ายนี้เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของบริษัทบริษัทฯ สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้   ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากรเนื่องจากว่ามีหลักฐานที่พิสูจน์การจ่ายเงินว่าเกี่ยวข้องกับกอจการ  ตัวอย่างเอกสารการเเละเเบบฟออร์ม ดังต่อไปนี้  

        -   Pay-in slip ที่พนักงานโอนเงินที่จ่ายเงินให้แก่ NCB พร้อมใบเสร็จรับเงินจาก NCB     

       -  เอกสาร ใบเบิกเงินสำรองจ่าย   พร้อมเซ็นรับเงิน จากบริษัท  


คู่มือ การจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชี ที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้   Click 


No.189 คู่มือ การจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชี.pdf


Description: C:\Users\NB0354\AppData\Local\Temp\SNAGHTML82da4a8.PNG



2. ภาษีซื้อจำนวน 6.54 บาท บริษัทไม่สามารถนำมาเครดิตภาษีซื้อได้ เนื่องจากใบกำกับภาษีไม่ได้ระบุชื่อบริษัท ตามมาตรา 82/5 (2)  และไม่สามารถนำภาษีซื้อมาลงเป็นค่าใช้จ่ายได้ตาม  มาตรา 65 ตรี(6 ทวิ) 





อ้างอิงข้อหารือและข้อกฏหมาย


มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

(6 ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (4) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ



มาตรา 82/5   ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3

 (2) กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือ ไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด



https://www.rd.go.th/25474.html


เลขที่หนังสือ

: กค 0811/1846

วันที่

: 28 กุมภาพันธ์ 2544

เรื่อง

: ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีค่าใช้จ่ายในการส่งพนักงานเข้ารับการฝึกอบรม

ข้อกฎหมาย

: มาตรา 65 ตรี (13), มาตรา 5 พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 284) พ.ศ. 2538

ข้อหารือ

: สมาชิกของหอการค้าไทยซึ่งเป็นนิติบุคคลได้จ่ายค่าใช้จ่ายในการอบรมสำหรับพนักงานให้กับ
 สถาบันการศึกษาที่จัดอบรมตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กรณีผู้ทำบัญชีที่ขาด
 คุณสมบัติตามมาตรา 7(6) แห่งพระราชบัญญัติฯ ฉบับดังกล่าว (ไม่มีคุณวุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
 หรือปริญญาตรีทางบัญชี) จะต้องเข้าอบรมและสำเร็จการอบรมจึงจะสามารถเป็นผู้ทำบัญชีได้ต่อไปอีก 8
 ปี สมาชิกของหอการค้าไทยได้จ่ายค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและค่าตำรา จึงขอทราบว่า
 1. การจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้สถาบันการศึกษาของทางราชการ สถาบันการศึกษาของ
 เอกชน หรือสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ
 กำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่ ถ้าได้จะได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้ ตามมาตรา
 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 284) พ.ศ. 2538 หรือไม่
 2. ใบเสร็จรับเงินที่สถาบันการศึกษาออกให้ควรระบุชื่อของบริษัทผู้จ่ายเงินหรือชื่อของผู้เข้า
 รับการอบรม
 3. หากพนักงานจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวล่วงหน้าไปก่อน โดยใบเสร็จระบุชื่อของพนักงาน
 พนักงานจะขอเบิกย้อนหลังได้หรือไม่ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทนายจ้าง
 4. ค่าใช้จ่ายดังกล่าวถือเป็นประโยชน์เพิ่มของพนักงานผู้เข้ารับการอบรมหรือไม่

แนววินิจฉัย

: 1. กรณีตาม 1. หากสมาชิกของหอการค้าไทยเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จ่าย
 ค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้างเข้ารับการอบรมในสถาบันการศึกษาของทางราชการ สถาบันการศึกษาของ
 เอกชนหรือสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรายจ่ายเพื่อประโยชน์ในการ
 ดำเนินกิจการ จึงนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13)
 แห่งประมวลรัษฎากร แต่จะได้รับสิทธิในการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้ของ
 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 50 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้าง
 ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมในสถาบันการศึกษาของทางราชการ
 เท่านั้น ส่วนการจ่ายค่าใช้จ่ายในการศึกษาหรือฝึกอบรมในสถาบันการศึกษาของเอกชน และสมาคมนัก
 บัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่
 284) พ.ศ. 2538
 2. กรณีตาม 2. ใบเสร็จรับเงินที่สถาบันการศึกษาออกให้จะต้องระบุชื่อของ
 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเข้ารับ
 การศึกษาหรือฝึกอบรม
 3. กรณีตาม 3. กรณีที่พนักงานจ่ายค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมไปก่อนโดยใบเสร็จระบุชื่อของพนักงาน ต่อมาจึงมาขอเบิกจากบริษัทนายจ้างในภายหลัง หากบริษัทนายจ้าง พิสูจน์ได้ว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้จ่ายไปเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของบริษัทนายจ้าง ย่อมถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่ง
 ประมวลรัษฎากร

 4. กรณีตาม 4. หากบริษัทฯ จ่ายค่าใช้จ่ายในการส่งพนักงานเข้ารับการอบรมดังกล่าวเพื่อ
 เป็นประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของบริษัทฯ ไม่ถือเป็นประโยชน์เพิ่มของพนักงานผู้เข้ารับการอบรม

เลขตู้

: 64/30232



https://www.rd.go.th/30711.html

เลขที่หนังสือ

: กค 0706/พ./8779

วันที่

: 21 ตุลาคม 2548

เรื่อง

: ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีเงินทดรองจ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

ข้อกฎหมาย

: มาตรา 65 ตรี (18) มาตรา 77/1(10) มาตรา 77/2 มาตรา 81(1)(ณ) และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ

ข้อหารือ

: บริษัทฯ ประกอบกิจการให้บริการงานกฎหมายและประเมินราคา โดยมี
การให้บริการแก่บริษัทเงินทุน ธ. และบริษัทในเครือของบริษัทเงินทุน ธ. บริษัทฯ มี
การให้บริการ 2 ประเภท คือ
1. การให้บริการงานกฎหมายสำหรับงานร่างและตรวจสอบสัญญาและ
เอกสารทางกฎหมาย รวมทั้งการให้คำปรึกษาทางกฎหมายตลอดจนประเมินราคา
ด้วย ซึ่งจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. การให้บริการงานกฎหมายสำหรับงานว่าความ มีขอบเขตให้บริการเริ่ม
ตั้งแต่ติดตาม ทวงถาม เร่งรัดหนี้ ฟ้องคดีและบังคับคดี ซึ่งจะได้รับยกเว้น
ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร
การให้บริการของบริษัทฯ ดังกล่าว บริษัทฯ จะกำหนดไว้ในสัญญา
ให้บริการว่า ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการให้บริการ
โดยบริษัทฯ จะทดรองจ่ายเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปก่อนแล้วไปเรียกเก็บคืนจาก
บริษัทผู้ว่าจ้างต่อไป ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้
(1) ค่าพาหนะเหมาจ่าย ในการให้บริการงานว่าความ บริษัทจะกำหนดค่า
พาหนะในรูปแบบของการเหมาจ่าย โดยเมื่อพนักงานของบริษัทได้รับมอบหมาย
งานในการฟ้องร้องดำเนินคดีสำหรับคดีใดคดีหนึ่งแล้ว บริษัทจะทดรองจ่ายเงินค่า
พาหนะเหมาจ่ายให้แก่พนักงานดังกล่าวในอัตราที่กำหนด เช่น 2,500 บาท เป็นต้น
โดยไม่ว่าพนักงานดังกล่าวจะเดินทางไปศาลกี่ครั้งก็ตามจนกว่าจะฟ้องร้อง
ดำเนินคดีเสร็จสิ้น พนักงานก็ไม่มีสิทธิเบิกค่าพาหนะจากบริษัทอีก และในการเบิก
ค่าพาหนะเหมาจ่ายของพนักงาน พนักงานจะจัดทำใบขอเบิกค่าใช้จ่ายซึ่งระบุ
รายละเอียดของลูกหนี้ที่ฟ้องร้อง โดยไม่ต้องแสดงหลักฐานหรือเอกสาร
ประกอบการเบิกอย่างอื่นแต่อย่างใด ทั้งนี้ จำนวนครั้งที่เดินทางไปศาลของแต่ละคดี
มีจำนวนไม่เท่ากันโดยขึ้นอยู่กับแต่ละคดี ๆ ไป
(2) ค่าพาหนะตามจริง โดยจะแยกตามประเภทของพาหนะ ได้แก่ ค่ารถ
Taxi (เดินทางในกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑล) ค่ารถทัวร์และค่ารถไฟ
(เดินทางไปต่างจังหวัด) และค่าเครื่องบิน ซึ่งเฉพาะค่าเครื่องบินเท่านั้นที่พนักงาน
ของบริษัทสามารถขอใบเสร็จรับเงินระบุชื่อผู้ว่าจ้างว่าเป็นผู้ชำระเงินจากผู้จำหน่าย
ตั๋วเครื่องบินได้ ส่วนค่ารถ Taxi พนักงานของบริษัทจะไม่มีเอกสารหลักฐาน
ประกอบการเบิกค่ารถ Taxi แต่อย่างใด โดยพนักงานจะจัดทำใบขอเบิกค่าใช้จ่าย
ซึ่งจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางและค่าใช้จ่ายเพื่อขอเบิกค่าใช้จ่ายดังกล่าว
จากบริษัท และสำหรับค่ารถทัวร์และค่ารถไฟ พนักงานของบริษัทก็มีหลักฐานการ
ชำระค่าใช้จ่ายเป็นตั๋วโดยสาร (ซึ่งในตั๋วโดยสารจะมีระบุแต่ชื่อผู้โดยสารเท่านั้น)
เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเบิกค่าใช้จ่ายจากบริษัท
(3) ค่านำหมาย ในการให้บริการงานว่าความให้แก่ผู้ว่าจ้าง เมื่อมีการ
ฟ้องร้องดำเนินคดีโดยผู้ว่าจ้างเป็นโจทก์ต่อศาลแล้ว พนักงานของบริษัทในฐานะ
ทนายความของผู้ว่าจ้างจะร้องขอพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลเพื่อให้จัดส่งหมายส่ง
คำฟ้องให้จำเลย โดยจะต้องเสียค่าพาหนะในการนำหมายศาลให้แก่พนักงาน
เจ้าหน้าที่ของศาล ทั้งนี้ตามอัตราที่เจ้าพนักงานของศาลกำหนด และเมื่อพนักงาน
ของบริษัทชำระค่านำหมายให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลแล้ว พนักงาน
เจ้าหน้าที่ของศาลจะไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินสำหรับค่านำหมายดังกล่าว ซึ่งเมื่อ
พนักงานของบริษัทมาเบิกค่านำหมายนั้น พนักงานของบริษัทก็จะจัดทำใบรับรอง
แทนใบเสร็จโดยระบุรายละเอียดของคดีและการนำหมายและค่านำหมายดังกล่าว
เพื่อขอเบิกค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากบริษัท
(4) ค่าโรงแรมที่พัก ในกรณีที่พนักงานของบริษัทเดินทางไปปฏิบัติงานที่
ต่างจังหวัด เช่น ไปว่าความประเมินราคาทรัพย์สิน เป็นต้น เมื่อพนักงานได้พักที่
โรงแรม ณ ต่างจังหวัด และพนักงานก็ได้ชำระค่าบริการโรงแรมดังกล่าว โดยขอให้
โรงแรมออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีระบุชื่อผู้ว่าจ้างเป็นผู้ชำระ และพนักงานก็
จะใช้เอกสารหลักฐานดังกล่าวเป็นเอกสารประกอบในการเบิกเงินค่าใช้จ่าย
(5) ค่ารับรอง ในกรณีที่การให้บริการของพนักงานของบริษัทให้แก่ผู้ว่าจ้าง
จะต้องมีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่และ/หรือลูกค้าผู้ติดต่อธุรกิจของผู้ว่าจ้าง ซึ่งผู้ว่าจ้าง
จะมอบหมายให้พนักงานของบริษัทดำเนินการจัดให้มีการเลี้ยงรับรองแก่เจ้าหน้าที่
และ/หรือลูกค้าดังกล่าว และเมื่อมีการเลี้ยงรับรอง พนักงานก็จะขอให้ร้านอาหารที่
เลี้ยงรับรองออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีระบุชื่อผู้ว่าจ้างเป็นผู้ชำระ และ
พนักงานก็จะใช้เอกสารหลักฐานดังกล่าวเป็นเอกสารประกอบในการเบิกเงิน
ค่าใช้จ่าย
บริษัทฯ จึงขอทราบว่า
1. กรณีในการให้บริการงานว่าความ เมื่อบริษัทได้จ่ายคืนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ให้แก่พนักงาน ได้แก่ ค่าพาหนะเหมาจ่าย ค่าพาหนะตามจริง ค่านำหมาย ค่า
โรงแรมที่พัก และค่ารับรอง เมื่อบริษัทเรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้นจากผู้ว่าจ้าง
โดยมีหลักฐานประกอบการเบิกค่าใช้จ่ายตามที่กล่าวข้างต้น (1) - (5) แล้ว บริษัท
จะต้องเรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยหรือไม่ และผู้ว่าจ้างจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
เมื่อชำระค่าใช้จ่ายคืนให้แก่บริษัทหรือไม่
บริษัทมีความเห็นว่าเนื่องจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวทั้งหมดเกิดขึ้น เนื่องจาก
การให้บริการงานว่าความ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ฌ) แห่ง
ประมวลรัษฎากร บริษัทจึงไม่ต้องเรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าใช้จ่าย
ดังกล่าวจากผู้ว่าจ้างแต่อย่างใด
2. กรณีในการให้บริการงานกฎหมายสำหรับร่างและตรวจสอบสัญญาและ
เอกสารทางกฎหมายและประเมินราคา เมื่อบริษัทได้จ่ายคืนเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ให้แก่พนักงาน ได้แก่ ค่าพาหนะตามจริง ค่าโรงแรมที่พัก และค่ารับรอง เมื่อบริษัท
เรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้นจากผู้ว่าจ้าง โดยมีหลักฐานประกอบการเบิก
ค่าใช้จ่ายตามที่กล่าวข้างต้น (2)(4) และ (5) แล้ว บริษัทจะต้องเรียกเก็บค่า
ภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยหรือไม่ และผู้ว่าจ้างจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อชำระค่าใช้จ่าย
คืนให้แก่บริษัทหรือไม่
3. ในการเบิกค่ารถ Taxi และค่านำหมายของพนักงานของบริษัท ซึ่ง
พนักงานจะต้องจัดทำใบขอเบิกค่าใช้จ่าย และสำหรับค่านำหมาย พนักงานจะต้อง
จัดทำใบรับรองแทนใบเสร็จด้วย หากบริษัทจะกำหนดให้พนักงานจัดทำใบขอเบิก
ค่าใช้จ่าย ซึ่งระบุรายละเอียดของค่าใช้จ่ายดังกล่าวว่าเป็นการเดินทางไปติดต่อใคร
เมื่อใด ระยะทางไปกลับระหว่างสถานที่ใด และจำนวนค่าใช้จ่ายเท่าใด สำหรับการ
เบิกค่ารถ Taxi และค่านำหมายในคดีใด สำหรับการเบิกค่านำหมายแล้ว โดยบริษัท
จะไม่กำหนดให้พนักงานจะต้องจัดทำใบรับรองแทนใบเสร็จ จะสามารถกระทำได้
หรือไม่ และการไม่มีใบรับรองแทนใบเสร็จดังกล่าว จะมีผลทางภาษีในการที่บริษัท
จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่พนักงานแล้วบริษัทถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่ หรือในการที่
 บริษัทเรียกค่าใช้จ่ายดังกล่าวคืนจากผู้ว่าจ้าง หรือไม่ อย่างไร

แนววินิจฉัย

: 1. กรณีการให้บริการงานว่าความ บริษัทฯ ให้บริการตั้งแต่ติดตาม ทวงหนี้
เร่งรัดหนี้ ฟ้องคดี และบังคับคดี สำหรับงานที่ทนายความได้ทำการว่าความหรือว่า
ต่างแก้คดีในศาลเท่านั้นที่ถือว่าเป็นการว่าความซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับยกเว้น
ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะรายได้จากการ
ว่าความ บริษัทฯ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อบริษัทฯ เรียกเก็บค่าบริการงานว่าความจากผู้ว่าจ้าง บริษัทฯ ไม่ต้อง
เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามข้อ 7(1)
แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม
มาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26
กันยายน พ.ศ. 2528
2. กรณีการให้บริการงานอื่นที่มิใช่การว่าความ หรือว่าต่างแก้คดีในศาล
เมื่อบริษัทฯ เรียกเก็บค่าบริการจากผู้ว่าจ้าง ซึ่งเป็นการให้บริการตามมาตรา
77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก
ผู้ว่าจ้าง ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร
เมื่อผู้ว่าจ้าง จ่ายค่าที่ปรึกษาอันเป็นการรับจ้างทำของ ตามมาตรา 587
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตาม
มาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามข้อ
8 แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 เว้น
แต่รายจ่ายเฉพาะส่วนที่บริษัทฯ จ่ายทดรองไปก่อนในนามของผู้ว่าจ้างให้แก่ส่วน
ราชการและมีหลักฐานใบรับถูกต้อง เช่น ค่าธรรมเนียมศาล
ค่าพยานศาล บริษัทฯ ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
 3. กรณีบริษัทฯ จ่ายคืนค่ารถ Taxi ให้พนักงานตามใบขอเบิกค่าใช้จ่าย
และจ่ายคืนค่านำหมายให้พนักงานตามใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ซึ่งตาม
หลักฐานดังกล่าวจะมีรายละเอียดและจำนวนค่าใช้จ่ายของการดำเนินงาน โดย
บริษัทฯ กำหนดให้พนักงานไม่ต้องจัดทำใบขอเบิกค่าใช้จ่ายและใบรับรองแทน
ใบเสร็จรับเงิน กรณีดังกล่าวถ้าบริษัทฯ มีเอกสารหรือหลักฐานใดที่แสดงว่า บริษัทฯ
ได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ใดหรือใครเป็นผู้รับเงินนั้นแล้ว บริษัทฯ มีสิทธินำรายจ่าย
ดังกล่าวมาถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวล
 รัษฎากร

เลขตู้

: 68/33636



หมายเหตุ: TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น  กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ