Case study

บริษัทฯ ประกอบธุรกิจขนส่งทางบก ต้องการแบ่งจำนวนรถบรรทุกของบริษัท 20 คัน เพื่อให้นิติบุคคลอื่นเช่า และพร้อมกับคนขับ


เรื่อง บริษัทฯ ประกอบธุรกิจขนส่งทางบก ต้องการแบ่งจำนวนรถบรรทุกของบริษัท 20 คัน เพื่อให้นิติบุคคลอื่นเช่า และพร้อมกับคนขับ
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 16/03/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทฯ ประกอบธุรกิจขนส่งทางบก รถบรรทุกตู้คอนเทนเทอร์ ต้องการแบ่งจำนวนรถบรรทุกของบริษัท 20 คัน เพื่อให้นิติบุคคลอื่นเช่า และพร้อมกับคนขับ สัญญา 1 ปี
ต้องการสอบถามว่า

1. รถบรรทุกให้เช่าพร้อมคนขับ บริษัทต้องถือเป็นรายได้ค่าเช่า หรือบริการ และรูปแบบการหักภาษี ณ ที่จ่าย

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถรับรู้เป็นภาษีขายได้หรือไม่

3. ค่าน้ำมันที่เป็นความรับผิดชอบของบริษัทผู้ให้เช่า ต้องบันทึกบัญชีแยกระหว่างค่าน้ำมันที่บริษัทให้บริการขนส่ง กับค่าน้ำมันที่เกิดจากการให้เช่าหรือไม่ และค่าน้ำมันดังกล่าวสามารถนำมาเป็นภาษีซื้อของบริษัทได้หรือไม่

4. หากสัญญามากกว่า 1 ปี หรือ 1 ปี ต่ออัตโนมัติ บริษัทต้องติดอากรแสตมป์ หรือมีค่าใช้จ่ายของภาษีที่เกี่ยวข้องหรือไม่

คำตอบ

สำหรับการให้เช่ารถบรรทุกพร้อมคนขับ ซึ่งเป็นการจัดหาทั้งตัวทรัพย์สินและบุคลากรเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เช่านำไปใช้ตามความต้องการ มีประเด็นทางภาษีและบัญชีที่ต้องพิจารณาดังนี้

1. การจำแนกประเภทรายได้และการหักภาษี ณ ที่จ่าย

การให้เช่ารถพร้อมคนขับโดยที่ผู้เช่าเป็นผู้ควบคุมการใช้รถ (สั่งการว่าจะให้ไปไหน เมื่อไหร่) ได้รับประโยชน์ในรถบรรทุกตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ถือว่าเป็น "การเช่าทรัพย์สิน" ไม่ใช่การรับจ้างขนส่งทั่วไป และไม่ใช่สัญญาบริการ

  • ประเภทรายได้ : ถือเป็น รายได้ค่าเช่าทรัพย์สิน หากไม่ได้มีการแยกทำสัญญาบริการพนักงานขับรถต่างหาก แต่หากแยกสัญญากันอย่างชัดเจน ระหว่างสัญญาเช่ารถบรรทุก และสัญญาบริการพนักงานขับรถ
    • สัญญาเช่ารถบรรทุก ถือเป็น รายได้ค่าเช่าทรัพย์สิน อยู่ในระบบ VAT ตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
    • สัญญาบริการพนักงานขับรถ ถือเป็น รายได้ค่าบริการ อยู่ในระบบ VAT ตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

  • การหักภาษี ณ ที่จ่าย : รายได้ค่าเช่ารถบรรทุกถือเป็น การเช่าใช้ทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร หากมีการส่งมอบการครอบครองรถบรรทุกที่ให้เช่า เพื่อให้ผู้เช่าได้ใช้ประโยชน์ โดยมีกำหนดเวลาการเช่าตามที่ได้ตกลงกัน ผู้จ่ายเงินได้ (นิติบุคคล) มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของค่าเช่า เมื่อต้องจ่ายค่าเช่าให้บริษัท ดังนั้นรายได้ค่าเช่ารถบรรทุกของบริษัทจะถูกคู่ค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ทุกครั้งที่จ่ายค่ารถเช่า แล้วออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50ทวิ) ให้บริษัท เพื่อใช้เป็นเครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทต่อไป ตามข้อ 6(2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528

กรณีการให้เช่ารถบรรทุกพร้อมคนขับ – จัดเป็นการให้เช่าหรือให้บริการ?

การให้บริการแบบ “เช่ารถบรรทุกพร้อมพนักงานขับรถ” โดยที่ผู้เช่าได้สิทธิใช้รถและสั่งการการเดินทางตามระยะเวลาที่เช่า ตามที่ลูกค้าวางแผนไว้ ถือเป็นการให้บริการเช่ารถยนต์ เนื่องจากเป็นกรณีที่บริษัทฯ ได้ส่งมอบรถบรรทุกให้แก่ลูกค้าได้ใช้ประโยชน์ ถือว่าเข้าลักษณะ การให้เช่าทรัพย์สิน” มากกว่าเป็นการรับจ้างให้บริการขนส่งแบบเหมาจุดหมายปลายทาง ตามมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเช่าทรัพย์สินหมายถึงผู้เช่าได้ครอบครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์นั้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง แลกเปลี่ยนกับค่าเช่า และต้องคืนทรัพย์สินเมื่อครบกำหนด กรณีนี้ผู้ว่าจ้างได้ใช้รถบรรทุกพร้อมคนขับตามเวลา/เส้นทางที่ตกลง (รถและคนขับอยู่ในการควบคุมเพื่อประโยชน์การใช้งานของผู้เช่าจึงมิใช่ลักษณะการ “รับขนส่ง” ที่ผู้ว่าจ้างเพียงสั่งให้ผู้ให้บริการนำส่งคนหรือของจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง (ซึ่งผู้ว่าจ้างไม่ได้สิทธิครอบครองพาหนะ)

สรุปได้ว่า การเช่ารถบรรทุกพร้อมคนขับถือเป็นการให้เช่าทรัพย์สิน 
ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของค่าเช่า ตามข้อ 6(2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528

สรุป

  • รายได้ค่าเช่าทรัพย์สิน (รถบรรทุกพร้อมคนขับ) : ผู้เช่า (นิติบุคคล) มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของค่าเช่า ตามข้อ 6(2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ 
  • รายได้ค่าบริการพนักงานขับรถ หากแยกสัญญาออกมาชัดเจน : ผู้ใช้บริการ (นิติบุคคล) มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของค่าบริการ ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528

ข้อควรระวัง : หากแยกสัญญาเป็นค่าเช่ารถ (5%) และค่าบริการพนักงานขับรถ (3%) อย่างชัดเจนในสัญญาและใบแจ้งหนี้ สามารถแยกหักตามอัตราดังกล่าวได้ แต่ส่วนใหญ่มักรวมเป็นสัญญาเช่าเพื่อความสะดวก

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

การให้เช่ารถบรรทุก ถือเป็นการเช่าใช้ทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการที่อยู่ใน บังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

  • หากบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะต้องเรียกเก็บ VAT จากผู้เช่ารถบรรทุกในอัตรา 7% ของค่าเช่าที่เกิดขึ้นและออกใบกำกับภาษี เมื่อเกิดความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการให้บริการที่มีค่าตอบแทน เกิดขึ้นเมื่อผู้ประกอบการได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการออกใบกำกับภาษีก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการออกใบกำกับภาษีนั้นด้วย ตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร
  • หากบริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท/ปี ก็ยังไม่ต้องเรียกเก็บ VAT 7%  และยังไม่ต้องออกใบกำกับภาษีแต่อย่างใดแต่เมื่อใดที่รายได้ค่าเช่าเกินเกณฑ์ที่กำหนดก็ต้องรีบจดทะเบียนและเริ่มเรียกเก็บ VAT ทันที
  • หมายเหตุ : ต่างจากการขนส่งทั่วไปที่ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81 (ณ) แห่งประมวลรัษฎากร แต่การเช่ารถบรรทุกถือเป็นกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น หากมีภาษีซื้อที่ใช้ร่วมกัน จะต้องมีการเฉลี่ยภาษีซื้อ 

3. การจัดการค่าน้ำมันและภาษีซื้อ


การบันทึกบัญชี

ควร แยกผังบัญชี (Chart of Accounts) หรือใช้ระบบ Cost Center เพื่อแยกต้นทุนน้ำมันระหว่าง "ส่วนที่ใช้ในการขนส่งของบริษัทเอง" และ "ส่วนที่ใช้เพื่อการให้เช่า"

  • เหตุผล : เพื่อให้บริษัทสามารถวิเคราะห์กำไรขั้นต้น (Gross Profit) ของแต่ละกิจกรรมได้อย่างถูกต้อง และช่วยให้การตรวจสอบยันยอดกับรายได้ค่าเช่าในภายหลังทำได้ง่ายขึ้น


ภาษีซื้อ


  • สิทธิในการหักภาษีซื้อ : ค่าน้ำมันหรือรายจ่ายที่เกี่ยวข้องที่เกิดจากการนำรถไปให้เช่า ซึ่งรถบรรทุกดังกล่าวถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หากบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว บริษัทสามารถนำมาใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทั้งจำนวนโดยไม่ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อเนื่องจากเป็นต้นทุนทางตรงของกิจการ VAT โดยตรง ภาษีซื้อดังกล่าวไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้าม ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร 
  • หากบริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะกิจการเดิมเป็นธุรกิจขนส่งที่ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81 (1) (ณ) แห่งประมวลรัษฎากร และยังไม่เข้าข่ายต้องจด VAT เช่น มีรายได้จากการให้เช่ารถบรรทุก ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548 

หากยังไม่จด VAT บริษัทฯ ก็ไม่สามารถนำภาษีซื้อจากการค่าน้ำมันหรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุกดังกล่าวมาเครดิตได้ ภาษีซื้อที่ชำระไปให้ลงเป็นต้นทุนหรือรายจ่ายทั้งจำนวน

แต่หากบริษัทฯ ประสงค์จะจด VAT ก่อนจะมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ก็สามารถขอจดได้ ตามมาตรา 85 แห่งประมวลรัษฎากร หรือ กรณีที่มีรายได้จากการให้เช่ารถบรรทุก เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับตั้งแต่มีรายได้เกินเกณฑ์ ตามมาตรา 85/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร  และต้องเรียกเก็บ VAT จากรายได้ค่าเช่ารถบรรทุกตั้งแต่จดทะเบียน VAT ในอัตรา 7% เมื่อจดทะเบียนแล้ว ภาษีซื้อจากค่าน้ำมันหรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุก ก็สามารถนำมาเครดิตภาษีขายได้ตามสัดส่วนการใช้ในกิจการที่ต้องเสีย VAT ได้

  • เงื่อนไข : ใบกำกับภาษีต้องเป็นแบบเต็มรูป และระบุทะเบียนรถคันที่เติมให้ชัดเจนเพื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง

ข้อควรระวังเรื่องภาษีซื้อ (Input Tax)

  • ภาษีซื้อตอนซื้อรถ : หากตอนซื้อรถบรรทุกมา บริษัทตั้งใจใช้ในงานขนส่ง (Non-VAT) ทำให้ไม่ได้ขอคืนภาษีซื้อไว้ เมื่อนำมาใช้ในงานให้เช่า (VAT) ภาษีซื้อที่เคยจ่ายไปแล้วตอนซื้อรถนั้น ไม่สามารถนำกลับมาขอคืนหรือหักออกจากภาษีขายได้ย้อนหลัง
  • ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นใหม่ : ค่าซ่อมแซม อะไหล่ หรือค่าน้ำมัน ที่เกิดขึ้น หลังจาก เปลี่ยนมาใช้ในกิจการให้เช่าแล้ว สามารถนำมาหักเป็นภาษีซื้อได้ตามปกติ (เพราะใช้ในกิจการที่ต้องเสีย VAT) หากบริษัทจดทะเบียน VAT

สรุปขั้นตอนการปฏิบัติ:

  1. บันทึกการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ : ทำบันทึกภายในหรือรายงานการประชุมว่ารถทะเบียนใดบ้างที่จะเปลี่ยนจากการใช้ในงานขนส่ง มาเป็นงานให้เช่า เพื่อเป็นหลักฐานให้สรรพากรตรวจสอบต้นทุน
  2. การออกใบกำกับภาษี : เมื่อเริ่มทำสัญญาเช่า ทุกครั้งที่เรียกเก็บค่าเช่า ต้องออกใบกำกับภาษี VAT 7% ทันที
  3. ค่าน้ำมันและค่าซ่อม : ตรวจสอบให้มั่นใจว่าใบกำกับภาษีซื้อระบุเลขทะเบียนรถที่ใช้ในงานให้เช่า เพื่อความชัดเจนในการใช้สิทธิภาษีซื้อ

 

** สิ่งที่ต้องระวัง คือ การเฉลี่ยภาษีซื้อ ของรายจ่ายที่ใช้ร่วมกันระหว่างกิจการ VAT และกิจการ NON VAT 

หลักการเฉลี่ยภาษีซื้อ 

     กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม(NON VAT) และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภท (ข้อ 1 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29))

          (1) ถ้าสามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าภาษีซื้อที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ถือเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ๆ

          (2) ในทางตรงกันข้าม หากไม่สามารถแยกได้ว่า ภาษีซื้อที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทใด ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)

   

4. อากรแสตมป์และภาระภาษีอื่น


 การติดอากรแสตมป์

สัญญาเช่ารถยนต์ ซึ่งเป็น “สังหาริมทรัพย์” จึงไม่ต้องติดอากรแสตมป์ ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด

 

สรุปประเด็นภาษีและบัญชี : การให้เช่ารถบรรทุกพร้อมคนขับ

ประเด็น

รายละเอียด / แนวปฏิบัติ

อัตราภาษี / ผลทางภาษี

กฎหมาย / หมายเหตุ

ลักษณะธุรกรรม

การให้เช่ารถบรรทุกพร้อมคนขับ โดยผู้เช่าเป็นผู้กำหนดการใช้รถ (เส้นทาง เวลา ลักษณะงาน) และใช้ประโยชน์จากรถตามระยะเวลาที่ตกลง

ถือเป็น การเช่าทรัพย์สิน (สังหาริมทรัพย์) ไม่ใช่การรับจ้างขนส่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537

ประเภทรายได้

รายได้ค่าเช่ารถบรรทุก (รวมคนขับ) หากไม่ได้แยกสัญญาบริการคนขับ

รายได้ค่าเช่าทรัพย์สิน

มาตรา 40(5)(ก)

กรณีแยกสัญญา

1) สัญญาเช่ารถบรรทุก
2) สัญญาบริการพนักงานขับรถ

1) ค่าเช่า
2) ค่าบริการ

ต้องระบุแยกในสัญญาและใบแจ้งหนี้

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ค่าเช่ารถ)

ผู้เช่า (นิติบุคคล) ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าเช่า

5% ของค่าเช่า

คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 6(2)

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ค่าบริการคนขับ)

กรณีแยกสัญญาบริการคนขับ

3% ของค่าบริการ

คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1

เอกสารภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ผู้เช่าต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

แบบ 50 ทวิ

ใช้เป็นเครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

การให้เช่ารถบรรทุกเป็นกิจการให้เช่าทรัพย์สิน

VAT 7% ของค่าเช่า

มาตรา 77/1 (10) และ 77/2 (1)

ความรับผิด VAT

เกิดเมื่อได้รับชำระเงิน หรือเมื่อออกใบกำกับภาษีก่อนรับเงิน

ต้องออกใบกำกับภาษี

มาตรา 78/1 (1)

กรณียังไม่จด VAT

หากรายได้ไม่เกินเกณฑ์กิจการขนาดย่อม 1.8 ล้านบาท/ปี

ไม่ต้องเรียก VAT

เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท/ปี

การจด VAT ภาคบังคับ

หากรายได้จากกิจการที่ต้องเสีย VAT เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี

ต้องจด VAT ภายใน 30 วัน

มาตรา 85/1

ความแตกต่างจากธุรกิจขนส่ง

การขนส่งสินค้าโดยผู้รับจ้างนำส่งสินค้า

ได้รับยกเว้น VAT

มาตรา 81 (ณ)

การบันทึกบัญชีต้นทุน

ควรแยกต้นทุนระหว่าง
• กิจการขนส่ง (Non-VAT)
• กิจการให้เช่ารถ (VAT)

เพื่อวิเคราะห์กำไรขั้นต้นและตรวจสอบต้นทุน

ควรแยก Chart of Accounts หรือ Cost Center

ภาษีซื้อค่าน้ำมัน / ค่าซ่อม

หากใช้ในกิจการให้เช่ารถที่อยู่ในระบบ VAT

สามารถนำ เครดิตภาษีซื้อได้

ไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้าม

กรณียังไม่จด VAT

ค่าน้ำมันหรือค่าใช้จ่ายอื่น

ไม่สามารถเครดิต VAT ได้

ต้องบันทึกเป็นต้นทุนทั้งจำนวน

ภาษีซื้อที่เกิดตอนซื้อรถ

หากตอนซื้อรถใช้ในกิจการขนส่ง (Non-VAT)

ไม่สามารถนำภาษีซื้อย้อนหลังมาหักได้

แม้ภายหลังนำมาใช้ให้เช่า

ภาษีซื้อที่เกิดภายหลัง

ค่าซ่อม อะไหล่ ค่าน้ำมัน หลังนำรถมาใช้ในกิจการให้เช่า

สามารถใช้เครดิต VAT ได้

หากบริษัทจด VAT แล้ว

เงื่อนไขใบกำกับภาษีซื้อ

ใบกำกับภาษีต้องเป็นแบบเต็มรูป

ควรระบุ เลขทะเบียนรถ

เพื่อพิสูจน์การใช้ในกิจการ

การเฉลี่ยภาษีซื้อ

หากกิจการมีทั้ง VAT และ Non-VAT และไม่สามารถแยกภาษีซื้อได้

ต้อง เฉลี่ยภาษีซื้อ

มาตรา 82/6 และประกาศ VAT ฉบับที่ 29

แนวปฏิบัติควบคุมภายใน

1) ทำบันทึกเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้รถ
2) แยกรายได้ขนส่งและรายได้เช่า
3) แยกต้นทุนตามทะเบียนรถ

เพื่อรองรับการตรวจสอบของสรรพากร

แนวปฏิบัติที่แนะนำ

อากรแสตมป์

สัญญาเช่ารถบรรทุกเป็นการเช่าสังหาริมทรัพย์

ไม่ต้องติดอากรแสตมป์

บัญชีอัตราอากรแสตมป์


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

         (5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก   
                    (ก) การให้เช่าทรัพย์สิน


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

       (10) “บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง

 

มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ


มาตรา 78/1 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
             (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) 
ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย
                   (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ
                   (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น
 ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี



คำสั่งกรมสรรพากร
 ที่ ท.ป. 4/2528
 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

ข้อ 6ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายค่าเช่าหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สิน ตามมาตรา 40(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึงค่าแห่งอาคารหรือโรงเรือนที่ได้รับกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น
                   (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0
                   “(1/1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นอกจากที่ระบุใน (4) หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษีด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.354/2566 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป)
                   (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย นอกจากที่ระบุใน (3) หักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0
                   “(2/1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย นอกจากที่ระบุใน (3) และ (4) หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษีด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.354/2566 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป)
                   (3) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร หักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 10.0

"ข้อ 12/1 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ข้อ 9 (2) ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 12/3 และข้อ 12/4 แต่ไม่รวมถึงการจ่าย ค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น
                         (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0
                         “(1/1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.5”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.324/2563 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)
                         “(1/2) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมิน ที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษี ด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.354/2566 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป)
 (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0
                         “(2/1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ


มาตรา 82/6 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภท ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นเฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
 
(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29))


ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)

เรื่อง    กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเฉลี่ยภาษีซื้อตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ 1กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภทถ้าสามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าภาษีซื้อที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ถือเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ๆ

  ข้อ 2นอกจากกรณีตามข้อ 5 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภท ถ้าไม่สามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าภาษีซื้อที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทใด ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของแต่ละกิจการ


อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

บริษัทฯ ทำธุรกิจบริการรถเช่า ค่าบริการ น้ำมัน ทางด่วน ต้องหัก ณ ที่จ่ายอย่างไร

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 26/12/2022 - วันที่ตอบ 05/02/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

พระราชกฤษฎีกาฯ ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ. 2540

ปุจฉา

กรณีบริษัทฯ ทำธุรกิจบริการรถเช่า ซึ่งรถที่ให้บริการจะเป็น รถ VIP เช่น Benz, Alphard ทั้งส่วนที่เกิน 10 ที่นั่ง และไม่เกิน

อยากสอบถามว่า

    1.ค่าใช้จ่ายการเช่ารถมาประกอบกิจการ สามารถลงได้ทั้งจำนวนหรือไม่ ถ้าเกิน 36,000 ต่อเดือนครับ (คือรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อคันประมาณ 2 แสนครับ ค่าเช่ารถประมาณ 6-7 หมื่นต่อคัน)หรือสามารถมองเป็นการบริการหรือสินค้าให้บริการได้รบกวนขอคำแนะนำครับ

    2. กรณีแยกค่าบริการ ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วนถ้าออกบิลเดียวกันสามารถ หัก ณ ที่จ่ายเฉพาะค่าบริการได้หรือไม่ครับ หรือแล้วแต่ตกลงครับ

    3.กรณีบริการรถพร้อมคนขับตามที่ลูกค้าวางแผนไว้ต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% หรือ 5% ครับ

วิสัชนา

ตามมาตรา 65 ตรี (20) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ. 2540 ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต และค่าเช่าทรัพย์สินรถยนต์ดังกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

    “มาตรา 4 รายจ่ายต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

          (1) มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์ โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกิน คันละหนึ่งล้านบาท

          (2) ค่าเช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มี ที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกินคันละสามหมื่นหกพันบาทต่อเดือนในกรณีที่เช่าเป็นรายเดือนหรือรายปี หรือค่าเช่าส่วนที่เกินคันละหนึ่งพันสองร้อยบาทต่อวันในกรณีที่เช่าเป็นรายวัน เศษของเดือนให้คิดเป็นวัน หากเช่า ไม่ถึงหนึ่งวัน ให้คำนวณค่าเช่าตามส่วนของระยะเวลาที่เช่า ทั้งนี้ โดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วย

     มาตรา 5 บทบัญญัติมาตรา 4 (1) ไม่ใช้บังคับกับรายจ่ายที่เกิดจากซื้อหรือ การเช่าซื้อทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมาย ว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ในกรณีที่

          (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายหรือ ให้เช่าซื้อรถยนต์ประเภทดังกล่าวไว้เพื่อเป็นสินค้า หรือ

          (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์ มีรถยนต์ประเภทดังกล่าวไว้เพื่อการให้เช่า เฉพาะมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือหลังจากหักค่า สึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

     มาตรา 5/1 บทบัญญัติมาตรา 4 (2) ไม่ใช้บังคับกับรายจ่ายที่เกิดจากการเช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์ได้เช่ารถยนต์ประเภทดังกล่าวไว้เพื่อการให้เช่า”
 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีกรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการให้บริการรถเช่า ซึ่งรถยนต์ที่ให้บริการจะเป็น รถ VIP เช่น Benz, Alphard ทั้งที่เป็นรถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน และเกินกว่า 10 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต

    1. ค่าเช่ารถยนต์ที่นำมาใช้ในการประกอบกิจการ บริษัทฯ สามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจ่ายจริง แม้จะมีจำนวนเกินกว่า 36,000 ต่อคันต่อเดือนก็ตาม ทั้งนี้ ตามมาตรา 5/1 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ. 2540 

    2. กรณีแยกค่าบริการเช่ารถยนต์ ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ไม่ว่าจะออกบิลเดียวกันหรือแยกบิล ถือเป็นค่าบริการเช่ารถยนต์ทั้งหมด ผู้เช่าที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของค่าบริการทั้งหมดดังกล่าว

    3. กรณีบริการรถพร้อมคนขับตามที่ลูกค้าวางแผนไว้ ถือเป็นการให้บริการเช่ารถยนต์ เนื่องจากเป็นกรณีที่บริษัทฯ ได้ส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าได้ใช้ประโยชน์ จึงต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของเงินได้ค่าบริการพร้อมคนขับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

สัญญาเช่ารถต้องติดอากรแสตมป์ไหม

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 19/01/2022 - วันที่ตอบ 06/03/2022

ประเภทภาษี

อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

ลักษณะตราสาร 1 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ดิฉันมีเรื่องสอบถามค่ะสัญญาเช่ารถต้องติดอากรแสตมป์ไหมคะเพราะหาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ บางที่ก็บอกว่าไม่ติด แต่บางที่ก็บอกว่าติด เลยต้องการข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นค่ะ

วิสัชนา

ตราสารสัญญาเช่าที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ ได้แก่ ลักษณะตราสาร 1 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร เท่านั้น ซึ่งได้แก่ ตราสาร “เช่าที่ดินโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น” หรือ “เช่าอสังหาริมทรัพย์” ดังนี้

    “ลักษณะแห่งตราสาร

    1. เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ

       ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของเงิน 1,000 บาท แห่งค่าเช่าหรือเงินกินเปล่า หรือทั้งสองอย่างรวมกันตลอดอายุการเช่า

       หมายเหตุ

       (1) ถ้าสัญญาเช่ามิได้กำหนดอายุการเช่าให้ถือว่ามีกำหนด 3 ปี

       (2) ถ้าสัญญาเช่าฉบับใดครบกำหนดอายุการเช่า หรือครบกำหนด 3 ปี ตาม (1) แล้วผู้เช่ายังคงครองทรัพย์สินอยู่และให้ผู้เช่ารู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วง ทั้งมิได้ทำสัญญาใหม่ ให้ถือว่าสัญญาเช่าเดิมนั้นได้เริ่มทำกันใหม่ โดยไม่มีกำหนดอายุการเช่า และต้องเสียอากรภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ถือว่าเริ่มทำสัญญาใหม่นั้น

       ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

       เช่าทรัพย์สินใช้ในการทำนา ไร่ สวน

ค่าอากรแสตมป์: 1 บาท

ผู้ที่ต้องเสียอากร: ผู้ให้เช่า

ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์: ผู้เช่า”

อ้างอิงhttps://www.rd.go.th/6162.html


ดังนั้นสัญญาเช่ารถยนต์ ซึ่งเป็น “สังหาริมทรัพย์” จึงไม่ต้องติดอากรแสตมป์ ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการขนส่งและการเช่ารถแม็คโคร

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

02/07/2007

เลขที่หนังสือ

กค. 0706/6461

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     นาย ก. มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ปัจจุบันอาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร และใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นสถานประกอบการ ยังมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม นาย ก. ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ของปีภาษี 2546 และปีภาษี 2547 เพื่อขอคืนภาษี ต่อมาเจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกเอกสารไปตรวจสอบ ซึ่งนาย ก. มีหลักฐานการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ที่ผู้ว่าจ้างได้หักภาษีไว้ จึงขอทราบว่า
        
1. กรณีผู้ว่าจ้างได้จ้างให้ทำการขนเศษวัสดุไปทิ้งในสถานที่ที่กำหนด ถือเป็นการขนส่งใช่หรือไม่ และผู้ว่าจ้าง ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 3.0 ถูกต้องหรือไม่
        
2. กรณีผู้ว่าจ้างได้จ้างให้ทำการขนเศษวัสดุไปทิ้ง และจัดหาสถานที่ทิ้งให้ด้วยถือเป็นการขนส่งใช่หรือไม่
        
3. กรณีผู้ว่าจ้างเช่ารถแม็คโครและได้จ้างให้ทำการขนรถแม็คโครไปยังสถานที่ที่กำหนดถือเป็นค่าบริการทั้งหมดหรือไม่ สามารถแยกเป็นค่าขนส่งและค่าเช่าได้หรือไม่

แนววินิจฉัย

     1. กรณีตามข้อ 1. หากเป็นการรับจ้างขนส่งสินค้าหรือสิ่งของโดยรับขนจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งโดยไม่ได้มีการให้บริการอื่นใดอีก ถือเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 สำหรับการจ่ายเงินได้ตามสัญญารายหนึ่ง ๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท ตามข้อ 12/4 และข้อ 12/5 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528
      2. กรณีตามข้อ 2. การประกอบกิจการขนเศษวัสดุไปทิ้ง โดยผู้รับจ้างจะขนเศษวัสดุและนำไปทิ้งในสถานที่ที่ผู้รับจ้างจะจัดหาสถานที่ทิ้งด้วย ถือเป็นการรับจ้างทำของ เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นผู้ว่าจ้างจ่ายค่าจ้างดังกล่าว จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528
      3. กรณีตามข้อ 3. การให้บริการเช่ารถแม็คโครพร้อมทั้งการขนรถแม็คโครไปยังสถานที่ที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ค่าเช่ารวมกับค่าขนส่งดังกล่าว ถือเป็นเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สินตามมาตรา 40(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นผู้จ่ายค่าเช่ามีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 6(1) ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

เลขตู้

70/35088


เรื่อง

บริษัทเช่ารถแบ็คโฮพร้อมคนขับ 3 วัน ต้องหัก ณ ที่จ่ายอย่างไร

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 31/10/2023 - วันที่ตอบ 06/11/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(5)(ก), มาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฏากร

ปุจฉา

บริษัทเช่ารถแบ็คโฮพร้อมคนขับ 3 วัน โดยเริ่มงานตั้งแต่ 08:00 - 17.00 น. โดยผู้ให้เช่าออกใบแจ้งหนี้เป็นค่าบริการ ให้ถือเป็นค่าบริการหัก 3% หรือค่าเช่า หัก 5%คะ

วิสัชนา

กรณีดังกล่าว ขึ้นอยู่กับข้อเท้จจริง หรือเนื้องานที่คู่สัญญาได้ตกลงกันครับ

    1. หากตกลงทำงานให้สำเร็จตามความปรารถนของผู้ว่าจ้าง เช่น รับจ้างขุดหรือตักดินตามปริมาณที่ตกลงกัน เข้าลักษณะเป็นสัญญารับจ้างทำของนั้น กล่าวคือ เป็นสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับจ้างตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จ ให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้ว่าจ้างและผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จของงานที่ทำนั้น ตามมาตรา 587 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งนี้ โดยไม่มีการส่งมอบการครอบครองรถแบ็คโฮ แต่อย่างใด เช่นนี้ บริษัทฯ ในฐานะผู้จ่ายเงินได้ค่าจ้างทำของ ย่อมมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของสินจ้าง

    2. หากคู่สัญญาทำความตกลงเช่ารถแบ็คโฮ พร้อมคนขับ 3 วัน โดยเริ่มงานตั้งแต่ 08:00 - 17.00 น. โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ให้เช่าได้ส่งมอบการครอบครองรถแบ็คโฮให้แก่ผู้เช่า เพื่อให้ผู้เช่าได้ใช้งานได้ตามสัญญา ทั้งนี้ ตามมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นนี้ บริษัทฯ ในฐานะผู้จ่ายเงินได้ค่าเช่า ย่อมมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ทีจ่ายในอัตรา 5% ของค่าเช่า

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีให้บริการจัดหารถยนต์พร้อมคนขับ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

06/08/2007

เลขที่หนังสือ

กค 0706/7752

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ข้อหารือ

     ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.ได้ทำสัญญาให้บริการจัดหารถยนต์ตู้พร้อมพนักงานขับรถเพื่อรับส่งผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัท อ. จำกัด จากอพาร์ทเม้นท์มาบริษัทฯในช่วงเช้าและได้จอดรถสำรอง (Stand by) ไว้เพื่อให้บริการวิ่งรับส่งเอกสารหรือบริการอื่นๆและรอรับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นจากบริษัทฯไปส่งที่อพาร์ทเม้นท์ในช่วงเย็น โดยมีอัตราว่าจ้างเดือนละ 30,000 บาทหากเกินเวลาทำงานตามปกติจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาตามที่ตกลงในสัญญา สำหรับค่าน้ำมันรถและค่าทางด่วน บริษัท อ.เป็นผู้จ่าย
      
จึงขอทราบว่า ห้างฯ จะต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับการให้บริการจัดหารถยนต์ตู้พร้อมคนขับในอัตราเท่าใด

แนววินิจฉัย

     กรมสรรพากรขอเรียนว่า ตามข้อเท็จจริงข้างต้น อาจพิจารณาได้ว่า ห้างฯ ให้บริการจัดหารถยนต์ตู้และพนักงานขับรถเพื่อรับส่งผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัท อ.ผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้าง เป็นกรณีผู้ว่าจ้างได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในรถยนต์ตู้ตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ในสัญญาเข้าลักษณะเป็นการให้เช่าทรัพย์สิน ตามมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บริษัท อ.ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 6(2)ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากรมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

เลขตู้

70/35186



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ