Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บริษัทฯ สร้างเพิงโครงสร้างเหล็ก ยังไม่ได้จดขอเลขที่บ้าน เพื่อขายอาหารจานด่วน ถือเป็นสาขาได้แล้วหรือไม่


เรื่อง บริษัทฯ สร้างเพิงโครงสร้างเหล็ก ยังไม่ได้จดขอเลขที่บ้าน เพื่อขายอาหารจานด่วน ถือเป็นสาขาได้แล้วหรือไม่
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 29/03/2023 - วันที่ตอบ 08/04/2023
ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย มาตรา 77/1 (20) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542
ปุจฉา

บริษัทฯ ไปเช่าพื้นที่ว่างติดถนนใหญ่สร้างเพิงโครงสร้างเหล็กเพียงกันแดดกันฝนเพื่อขายอาหารและเครื่องดื่มแบบจานด่วน เพิงที่สร้างนั้นจึงไม่มีบ้านเลขที่ ในทางภาษีอากรและที่เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ในส่วนของคำว่า "สาขา" ต้องจดแจ้งอย่างไรครับ

วิสัชนา
ตามมาตรา 77/1 (20) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดนิยามศัพท์คำว่า “สถานประกอบการ” ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนี้ 
    “(20) "สถานประกอบการ" หมายความว่า สถานที่ซึ่งผู้ประกอบการ ใช้ประกอบกิจการเป็นประจำ และให้หมายความรวมถึง สถานที่ซึ่งใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำด้วย 
         ในกรณีผู้ประกอบการไม่มีสถานประกอบการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าที่อยู่อาศัยของผู้ประกอบการนั้นเป็นสถานประกอบการ ถ้าผู้ประกอบการมีที่อยู่อาศัยหลายแห่งให้ผู้ประกอบการเลือกเอาที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งเป็นสถานประกอบการ” 
    ดังนั้น สถานประกอบการ จึงประกอบด้วย
    (1) สถานที่ซึ่งผู้ประกอบการใช้ประกอบกิจการขายสินค้า (รวมทั้งส่งออก) หรือให้บริการ และนำเข้าสินค้าเป็นประจำ
    (2) สถานที่ซึ่งใช้เป็นที่ผลิตสินค้าเป็นประจำ และ
    (3) สถานที่ซึ่งใช้เก็บสินค้าเป็นประจำ
    และสถานประกอบการสาขา จึงย่อมหมายถึงสถานที่ซึ่งใช้ในการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในลักษณะทำนองเดียวกับสำนักงานใหญ่ หรือสถานที่ซึ่งใช้เป็นที่ผลิตสินค้าเป็นประจำ หรือสถานที่ซึ่งใช้เก็บสินค้าเป็นประจำ
2. ตามข้อ 4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 ฯ กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับรายการในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แหงประมวลรัษฎากร ดังนี้ 
    “ข้อ 4 ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษี โดยส่งมอบต้นฉบับใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และเก็บรักษาสำเนาใบกำกับภาษีเพื่อการลงรายงานภาษีขายตามมาตรา 87 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
         ใบกำกับภาษีตามวรรคหนึ่ง ต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้
         (1) คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
         (2) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่จัดทำใบกำกับภาษี
               ชื่อตามวรรคหนึ่ง หมายถึง ชื่อผู้ประกอบการตามที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือชื่อสถานประกอบการ หรือชื่อการค้าของสถานประกอบการตามที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
               ที่อยู่ตามวรรคหนึ่ง หมายถึง ที่ตั้งของสถานประกอบการตามที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีระบุที่อยู่ไม่ครบถ้วนตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่รายการที่อยู่ที่ระบุไว้ถูกต้อง และสามารถบอกตำแหน่งที่ตั้งที่ชัดเจนได้ ให้ถือว่าได้ระบุที่อยู่ครบถ้วนแล้ว
         (3) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
              ชื่อตามวรรคหนึ่ง หมายถึง ชื่อผู้ประกอบการตามที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือชื่อสถานประกอบการ หรือชื่อการค้าของสถานประกอบการตามที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบุคคลธรรมดา หมายความรวมถึงนามสกุลด้วย
              กรณีระบุชื่อของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามวรรคหนึ่งไม่ครบถ้วนโดยมีเครื่องหมายไปยาลน้อย (ฯ) ละคำที่ประกอบคำหน้า แต่เป็นที่เห็นได้อย่างชัดเจนโดยไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ประกอบการรายอื่น เช่น “องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย” เขียนว่า “องค์การโทรศัพท์ฯ” หรือ “บริษัท ไปศาจีกรุงเทพมหานคร จำกัด” เขียนว่า “บริษัท ไปศาจีกรุงเทพฯ จำกัด” ให้ถือว่าได้ระบุชื่อครบถ้วนแล้ว
              กรณีระบุชื่อผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามวรรคหนึ่ง โดยตัวสะกด สระ วรรณยุกต์ การันต์ ผิดพลาด แต่เป็นที่เห็นได้อย่างชัดเจนโดยไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ประกอบการรายอื่น ให้ถือว่าได้ระบุชื่อครบถ้วนแล้ว
              ที่อยู่ตามวรรคหนึ่ง หมายถึง ที่ตั้งของสถานประกอบการตามที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีระบุที่อยู่ไม่ครบถ้วนตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่รายการที่อยู่ที่ระบุไว้ถูกต้อง และสามารถบอกตำแหน่งที่ตั้งที่ชัดเจนได้ ให้ถือว่าได้ระบุที่อยู่ครบถ้วนแล้ว
        (4) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่มถ้ามี
        (5) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
             ชื่อ ชนิด ประเภท ของสินค้าหรือของบริการตามวรรคหนึ่ง ให้ระบุเฉพาะชื่อ ชนิด ประเภท ของสินค้าหรือของบริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในใบกำกับภาษี เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องระบุชื่อ ชนิด ประเภท ของสินค้าหรือของบริการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในใบกำกับภาษีด้วย ให้กระทำได้ โดยต้องจัดให้มีเครื่องหมายหรือแยกรายการแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นสินค้าหรือบริการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
        (6) มูลค่าของสินค้าหรือของบริการที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง 
              กรณีจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการตามวรรคหนึ่ง มีเศษเป็นจุดทศนิยม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนถือปฏิบัติดังนี้ 
              (ก) ถ้าเศษของภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นจำนวนเงินตัวที่สามหลังจุดทศนิยม มีค่าไม่ถึง 5 ให้ปัดเศษนั้นทิ้ง ตัวอย่าง มูลค่าของสินค้าที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว คือ 100 บาท คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้เท่ากับ 7/107 x 100 = 6.542 บาท ดังนั้น จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่แสดงในใบกำกับภาษี คือ 6.54 บาท 
              (ข) ถ้าเศษของภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นจำนวนเงินตัวที่สามหลังจุดทศนิยม มีค่าตั้งแต่ 5 ขึ้นไป ให้ปัดเศษขึ้น ตัวอย่าง มูลค่าของสินค้าที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว คือ 180 บาท คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้เท่ากับ 7/107 x 180 = 11.775 บาท ดังนั้น จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่แสดงในใบกำกับภาษี คือ11.78 บาท 
              กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีมีจำนวนมากกว่าหรือมีจำนวนน้อยกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการคูณด้วยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มหารด้วยหนึ่งร้อย อันเนื่องมาจากการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มมีเศษเป็นจุดทศนิยม ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเสียภาษีตามจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการคูณด้วยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มหารด้วยหนึ่งร้อย 
         (7) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี วัน เดือน ปี ตามวรรคหนึ่ง ใช้ตัวเลขแทนการระบุชื่อเดือนก็ได้และใช้พุทธศักราชหรือคริสต์ศักราชก็ได้” 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
    กรณีบริษัทฯ ไปเช่าพื้นที่ว่างติดถนนใหญ่ สร้างเพิงโครงสร้างเหล็ก เพียงกันแดดกันฝน เพื่อขายอาหารและเครื่องดื่มแบบจานด่วน เพิงที่สร้างนั้นจึงไม่มีบ้านเลขที่ นั้น ในทางปฏิบัติบริษัทฯ พึงต้องมีแผนธุรกิจที่ชัดแจ้งว่า ต้องทำอะไร ทำอย่างไร ทำเมื่อใด ทำที่ใด มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายอย่างไร และมีใครเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน เขียนเป็นรายงานไว้เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้ทันที รายละเอียดในการเช่าพื้นที่ และการสร้างเพิงชั่วคราว เพื่อใช้ในการประกอบกิจการ ก็ต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน ระยะเวลาในการเช่า เมื่อพ้นกำหนดเวลาบริษัทฯ มีข้อผูกพันที่ต้องดำเนินการใดบ้าง 
    ข้อมูลที่ให้ยังไม่ช้ดแจ้ง แต่ต้องการคำตอบที่เป็นแนวทางปฏิบัติในทางภาษีอากรที่ชัดเจนตามกฎหมายภาษีอากรและที่เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ในส่วนของคำว่า "สาขา" นั้น ยังมีความขัดแย้งกันมาก คุณศตวรรษ ควรแสดงความเห็นเบี้องต้นไปให้ผมพิจารณาก่อนจะดีที่สุด ว่าต้องจดแจ้งเพิ่มสถานประกอบสาขาหรือไม่ ซึ่งกรมสรรพากรยังไม่แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับประเด็นนี้ที่ชัดแจ้ง 
    ในเบื้องต้น ตามข้อเท็จจริงเพียงเท่าที่แจ้งไป โดยส่วนตัวเห็นว่า หากยังคงเป็นสถานประกอบการชั่วคราว ที่ แม้ยังไม่มีการขอบ้านเลขที่ ก็สามารถจดแจ้งเพิ่มสถานประกอบการสาขาได้ แต่ต้องมีสัญญาเช่าที่ดิน หรือหนังสือยินยอมให้ใช้ที่ดินจากเจ้าของที่ดินเพื่อใช้ในการจดแจ้งเพิ่มสถานประกอบการสถานประกอบการสาขา 
    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ยังไม่ได้จดแจ้งเพิ่มสถานประกอบการสาขา ให้นำรายได้ไปรวมกับสำนักงานใหญ่ หรือสถานประกอบการสาขาแห่งใดแห่งหนึ่ง ดังเช่นกรณีตัวอย่าง (2) ของข้อ 15 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 ดังนี้  
        “(2) บริษัท ข.จำกัด ประกอบกิจการผลิตปลากระป๋อง มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เขตบางซื่อ มีสำนักงานอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง บริษัทฯก่อสร้างโรงงานที่จังหวัดระยอง โดยมอบหมายให้สำนักงานที่จังหวัดระยองดำเนินงานด้านการก่อสร้างและจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการก่อสร้าง บริษัทฯขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า ประปา ณ สถานที่ก่อสร้าง รัฐวิสาหกิจจัดทำใบกำกับภาษีในนามของบริษัทฯ แต่ระบุที่อยู่ ณ สถานที่ก่อสร้าง บริษัทฯมีสิทธินำใบกำกับภาษีไปถือเป็นภาษีซื้อของสำนักงานที่จังหวัดระยองได้”



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ